Featured

Alliance

 

 

 

 

 


พระบรมราโชวาท

ความสามัคคี

ความสามัคคี


          สามัคคีที่สำคัญที่สุดคืออะไร ก็คือ สามัคคีในชาติ มาใช่ว่าความสามัคคีในคณะไม่ดี แต่ต้องระวัง ถ้าสามัคคีกัน แต่ว่าไปก้าวก่ายหรือไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ในสามัคคีก็เป็นความผิด ถ้าสามัคคีในสถาบันไปทำให้คนอื่นเสียหายหรือเดือดร้อนก็ไม่ดีเพราะทำให้เสียหายต่อสามัคคีของชาติ

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๓ เมษายน ๒๕๐๓)

 


          สามัคคีกัน ปรองดองกัน นี่ความหมายของความสามัคคีใครๆก็บอกว่าให้สามัคคีปรองดองกันช่วยเหลือเพื่อประเทศชาติแต่แปลว่าอะไรก็ไม่รู้ ถ้าคนหนึ่งคนใดในที่ประชุมนี้ เรียกร้องพื้นที่สำหรับยืนเกินจำเป็น โดยอ้างความสุขส่วนตัว คนอื่นก็ต้องประท้วงเราทั้งหลายอยู่ได้ก็เพราะว่ามีความสามัคคีปรองดองกันที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพราะว่า ตามที่ได้กล่าวเมื่อตะกี้ว่า แต่ละคนจะตั้งอยู่ในความสามัคคี ช่วยร่วมแรงกัน เพื่อปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์เป็นประโยชน์ต่ออะไร ตอนนี้ก็บอกว่า เป็นประโยชน์ติ่ส่วนรวม หรือต่อชาติบ้านเมือง เชื่อว่าท่านทั้งหลายก็มีความปรารถนาดีโดยแท้ ไม่ใช่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ว่าตั้งใจที่จะเข้าหากัน ร่วมแรงกันปฏิบัติงานเพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติ

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา๔ ธันวาคม ๒๕๑๗)

 


          คำว่า “สามัคคี” นี้ขอวิเคราะห์ศัพท์ว่าเป็นการกระทำของแต่ละคน ทำความดีเว้นความไม่ดีมีความเข้าใจซึ่งกันและกันของแต่ละบุคคลอย่างนี้ถ้าชาติสามัคคีชาติก็ไม่แตกสลาย คุมไว้ติด คำว่าคุมนี้อาจจะไม่ชอบกันเพราะเหมือนควบคุม เหมือนคุมขัง แต่คุมหมายความว่าอยู่ติด อยู่เป็นชาติได้

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา๔ ธันวาคม ๒๕๒๑)

 


          อีกอย่างหนึ่งที่จะแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ ก็พูดได้แล้ว ท่านก็คงได้ฟังแล้ว ได้พูดเมื่อวานนี้เองในพิธีสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ตอนแรกพูดได้ว่า คนไทยเรา ที่รักษาเอกราชอธิปไตยไว้ได้ก็โดยอาศัยการที่ “รู้จักความสามัคคีและรู้จักทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ประสานส่งเสริมกัน” ความจริงเขียนไว้ว่า “รู้รักสามัคคี” การที่จะรู้จักสามัคคี ก็ลำบากมาก เพราะคนมาก ๆ รู้จักกันทั่วถึงไม่ค่อยได้แต่รู้รักสามัคคี ควรจะใช้ได้เพราะหมายความว่า ทุกคนถือว่าตนเป็นคนไทยมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ทุกคนรู้ว่าต้องมีความสามัคคีรู้ ก็คือ ทราบ ทราบความหมายของสามัคคี รัก คือ นิยม นิยมความสามัคคี เพราะเหตุใดคนไทยจึง รู้รักสามัคคี ก็เพราะคนไทยนี้ฉลาดไม่ใช่ไม่ฉลาด คนไทยนี้ฉลาดรู้ว่า ถ้าหากเมืองไทยไม่ใช้ความสามัคคี ไม่เห็นอกเห็นใจ ไม่ใช้อะไรที่จะพอรับกันได้พอที่จะใช้ได้ ก็คงจะไม่ได้อะไร หมายความว่า ทำมาหากินไม่ด้ำมาหากิน เพราะว่าไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีความสงบ จะต้องรู้รักสามัคคี หมายความว่า รู้จักการอะลุ่มอล่วยกัน แม้จะไม่ใช่ถูกต้องเต็มที่ คือ ความหมายว่า ไม่ถูกหลักวิชาเต็มที่ ก็จะต้องใช้ เพราะว่าถ้าไม่ใช้ ก็ไม่มีอะไรใช้ อาจมีสิ่งที่มีอยู่แล้วที่จะใช้ได้ชั่วคราว คุณภาพอาจไม่ค่อยดีนัก ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าต้องใช้อะไรที่พอใช้ได้ไป ไม่อย่างนั้นไม่มีวันที่จะมีชีวิตรอดได้ตอนที่ถ้าราษฎร รู้รักสามัคคี เขาจะเข้าใจว่า เมื่อเขามีรายได้ เขาก็จะยินดีเสียภาษี เพื่อช่วยราชการให้สามารถทำโครงการต่อไปเพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ ถ้าราษฎร รู้รักสามัคคี และรู้ว่า การเสียคือการได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า เพราะว่าการที่คนอยู่ดีมีความสุขนั้น เป็นกำไรอีกอย่างหนึ่งซึ่งนับเป็นมูลค่าเงินไม่ได้ การปฏิบัติโดยวิธีการที่อาจไม่ถูกหลักวิชานัก แต่ประกอบด้วยความเมตตาด้วยความสามัคคีคือ รู้รักสามัครคีนี้เอง ก็คงจะทำให้อยู่กันต่อไป ความจริงประเทศไทยนี้ก้าวหน้ามามากแล้ว และก็ก้าวหน้ามาอย่างสม่ำเสมอไมเร็วเกินไปไม่ช้าเกินไป สิ่งที่สำคัญ ก็คือ ต้องใช้หลักที่พูดเมื่อวานนี้แต้พูดผิดพลาดไป วันนี้จึงมาแก้เสียยืดยาวแก้คำเดียว แก้คำว่า จักเป็น รัก หรือ รัก เป็น จัก ก็ขอให้ท่านทั้งหงายได้เข้าใจ เมื่อวานนี่พูดผิดยอมรับ เขียนว้าอย่างดีว่า “คนไทยรู้รักสามัคคี” ไพล่ไปพูว่ารู้จักสามัคคี ซึ่งก็ไม่ผิดนักที่รู้รักสามัคคี นั้นซึ้งกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เข้าใจว่าท่านทั้งหลายก็ซึ้งและรู้รักความสามัคคี

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา๔ ธันวาคม ๒๕๓๔)

 


          ยังไม่ได้พูดคำที่เคยพูดทุกครั้ง คือ ต้องสามัคคีกัน ต้องไม่ปัดขากันมากเกินไป แต่ว่าไม่ได้หมายความว่า จะต้องทำแบบที่บางคนนึกจะทำจะต้องให้ทุกคนมีโอกาสทำงานตามหน้าที่แล้วก็ต้องหวังดีต่อผู้อื่นนี้เป็นหลักที่สำคัญต้องทำงานด้วย การเห็นอกเห็นใจกันและทำด้วยความขยันหมั่นเพียร

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา๔ ธันวาคม ๒๕๔๐)

 


          ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี มาอวยพรท่านทุกคน ๆ คน ทั้งขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่มีมิตรไมตรีจิตร่วมมือ สนับสนุนข้าพเจ้าในภาระทั้งปวงด้วยดีตลอดมา ในรอบปีที่ผ่านไปมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ที่สำคัญควรแก่การชื่นชม เป็นพิเศษ ก็คือการที่นักกีฬาของเรา ได้เหรียญทอง และเหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ตกถึงปลายปี ก็มีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดใจ คือเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ภาคใต้ เป็นผลให้ชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนต้องสูญเสียไปมิใช่น้อย แต่ภัยพิบัติครั้งนี้ ก็ทำให้ได้เห็นน้ำใจและความสามัคคีของคนไทย อย่างเด่นชัดอีกครั้งหนึ่ง เราต่างพร้อมใจ และเต็มใจช่วยเหลือกันและกันทันทีโดยเต็มกำลังและเสียสละข้อนี้จะเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี ถึงความสามัคคี และความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน ที่ยังมีบริบูรณ์ อยู่ในจิตใจของคนไทย ทำให้มั่นใจได้ว่า ไม่ว่าเราหันหน้าเข้าหากัน และร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติแก้ไข หรือภาวการณ์นั้น ๆ ไปได้อย่างแน่นอน

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๓)

 


          ก่อนลงมานี้ มิได้ตั้งใจจะมาพูดเรื่อง เรื่องพัฒนา ตั้งใจจะมาพูดถึงเรื่องเรื่องความหายนะ ซึ่งปัจจุบันนี้ ทุกคนทราบดีว่า ประเทศดูเหมือนว่าจะหายนะ ไม่ใช่ พัฒนะ เพราะว่า เดี๋ยวนี้อะไรๆดูจะเสื่อมลงทางนายกฯดูนั่งทำหน้ามุ่ย รู้สึก รู้สึกไม่พอใจที่บอกว่า ประเทศหายนะแต่ความจริง เพราะว่า ทำอะไรมันดูมีปัญหาทั้งนั้น แต่สำหรับท่านนายกฯน่ะไม่มี นายกฯ Happy แต่ว่า Happyข้างนอก ดูท่าทาง Happy แต่ข้างในไม่สบายใจ ก็ว่าไม่รู้จะทำยังไง เพราะว่าไม่ก้าวหน้าแต่ยังไง การก้าวหน้านั้น นายกฯก็ได้ให้สูตรไว้แล้วว่า ทำยังไงให้ก้าวหน้า คือ จะต้องสามัคคีกัน ร่วมกันทำ แล้วถ้าร่วมกันทำมันก้าวหน้าได้ แต่ถ้าไม่ร่วมกันทำ ไม่ ไม่มีทางก้าวหน้า

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๔)

 


          คำว่า ปรองดอง คำว่า สามัคคี สำคัญมาก ต้องมาหาทางที่ ที่มารวมปรองดองได้ แต่ว่าที่เป็นอย่างนี้ คน ๒ คน ความคิดไม่เหมือนกัน มิไม่เหมือน มีให้เหมือนกันไม่ได้ คน คนแต่ละคนมีความคิด ต่างกันมีแนวชีวิตคนละอย่าง ได้เรียนรู่มาคนละอย่าง ได้มีประสบการณ์มาคนละอย่าง แต่ว่าถ้ามา มาสัมมนากันน่ะ เชิงปฏิบัติการ ก็จะสำเร็จได้

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๔)

 


          การก้าวหน้านั้นนายกฯ ก็ได้ให้สูตรไว้แล้วว่าจะทำยังไงให้ก้าวหน้า คือ จะต้องสามัคคีกัน ร่วมกันทำ มันก้าวหน้าได้ แต้ถ้าไม่ร่วมกันทำ ไม่ ไม่มีทางก้าวหน้า

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสสันเฉลิมพระชนมพรรษา๔ ธันวาคม ๒๕๔๔)