Featured

Alliance

 

 

 

 

 


ฉัตรินและฉันทวัฒน์ สินธุสาร

จิตใส...ใจอาสา...ฝ่าโลกมืด...

นักเรียนผู้บกพร่องทางสายตาโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย สร้างสุขในโรงพยาบาล แม้จะอยู่ในโลกมืด แต่น้องๆ เหล่านี้ก็สามารถสร้างความสุข ให้กับทุกคนผ่านทางเสียงเพลง ด้วยการร้องเพลงผ่อนคลายความเครียดให้กับผู้ป่วย

นายฉัตรินและนายฉันทวัฒน์ สินธุสาร สองพี่น้องฝาแฝด โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย

          ก่อนที่จะมาเป็น "ชมรม จิตใส ใจอาสา ฝ่าโลกมืด" กลุ่มนักเรียนเรียนร่วมผู้พิการทางสายตา สร้างสุขในโรงพยาบาลนั้น ชมรมนี้เดิมชื่อว่า "ชมรมธารน้ำใจ" ตั้งขึ้นมาตามนโยบายของโรงเรียนที่ครูทุกคนจะต้องจัดกิจกรรมชุมนุมขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนเข้าเป็นสมาชิกของชุมนุม สมาชิกในช่วงแรก ๆ จะมีนักเรียนปกติทั่วไปมากกว่านักเรียนพิการทางสายตา

          วัตถุประสงค์ในขณะนั้นเพื่อต้องการให้นักเรียนปกติที่สมัครเป็นสมาชิกของชุมนุม มีน้ำใจเอื้อเฟื้อและช่วยเหลือ เด็กพิเศษกลุ่มนี้ ซึ่ง เป็นการช่วยเหลือและแบ่งปันน้ำใจต่อกัน รวมทั้งนักเรียนพิการทางสายตาก็ต้องเรียนรู้ที่จะมีน้ำใจและเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกับนักเรียนปกติทั่ว ๆ ไปของโรงเรียนด้วย

          กว่าน้องๆ จะมาถึงวันนี้ได้ ... ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีที่เข้าใจและเห็นศักยภาพ ทำให้เวลานี้ เยาวชนกลุ่มนี้ นอกจากจะไม่ถูกมองว่าเป็น "เด็กมีปัญหา" แล้ว ในทางกลับกัน สังคมยังได้เห็นถึง "ศักยภาพ"

          จากวันนั้น วันที่ชมรมครอบครัวพอเพียงได้มีโอกาสไปจัดกิจกรรม "สร้างสรรค์เยาวชนเป็นพลเมืองเข้มแข็ง ใจอาสา ปีที่ 3 ที่โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย เราได้รับสมาชิกใหม่ของชมรมครอบครัวพอเพียง ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ (ตาบอด) เป็นสมาชิกของครอบครัวพอเพียงด้วย และเราได้มีโอกาสซักถามถึงความเป็นมาของน้องกลุ่มนี้จากอาจารย์ผู้สอนการศึกษาพิเศษ

          อาจารย์ณสิริ คุ้มพร ผู้สอนการศึกษาพิเศษโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย เล่าให้ฟังว่า ขณะที่โรงเรียนมีเด็กพิเศษอยู่ทั้งหมด 19 คน เป็นเด็กนักเรียนเรียนร่วม เมื่อว่างจากการเรียน ทุกคนก็จะเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันในห้องกิจกรรมพิเศษที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ กิจกรรมหนึ่งที่เด็กๆ ทำได้ดี คือ "การร้องเพลง" เพราะเด็กๆ กลุ่มนี้มีพื้นเสียงที่ไพเราะและชื่นชอบการร้องเพลงอยู่แล้ว ครูจึงเพียงช่วยฝึกฝนและให้คำแนะนำ รวมถึงดูแลเรื่องบุคลิกภาพบนเวที ส่วนการฝึกซ้อมนั้น เด็กๆ เองมีวินัย ขยันฝึกซ้อมกันทุกๆ เช้าวันพุธก่อนเข้าเรียน หากแต่เช้าวันพุธไหนไม่ว่างก็จะเลื่อนไปฝึกซ้อมในช่วงเย็นทดแทน

          ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นการร้องเพลงประสานเสียงของเด็กกลุ่มนี้เริ่มจาก "อาจารย์จรรยา ธนะนิมิตร" หัวหน้างานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ได้พานักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการจิตอาสาตามโรงพยาบาลต่างๆ จากนั้นจึงได้ก่อตั้งชมรม "จิตใส ใจอาสา" ขึ้นเพื่อเป็นจุดรวมพลนักเรียนที่สนใจให้มาทำกิจกรรมจิตอาสาในโรงพยาบาลร่วมกัน และเมื่อเห็นว่าเด็กพิเศษกลุ่มนี้มีพรสวรรค์ในการร้องเพลงอยู่ในขั้นดีมาก จึงชักชวนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมจิตอาสาในชื่อ "ชมรมจิตใส ใจอาสา ฝ่าโลกมืด" พาน้องๆ ไปร้องเพลงที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือโรงพยาบาลเด็กให้ผู้ป่วยเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองได้รับฟังระหว่างรอรับการรักษา เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดให้กับผู้ป่วยเด็กเล็กและผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี และระหว่างที่น้องๆ ทำกิจกรรมนั้นเองยังเป็นเวลาเดียวกับที่น้องๆ จะได้รู้จักกับการฝึกฝนตนเอง เพื่อส่งต่อ"ความสุข" แก่ผู้อื่น และเปิดรับ "ความสุข" จากคนรอบข้าง

          ความไม่เหมือนใคร ไม่ได้ทำให้เขาท้อแท้ต่อชีวิตเลย เขาร่าเริงสดใส มีความสุขและเขายังทำประโยชน์ให้กับสังคมในลักษณะจิตอาสา สร้างความสุขความบันเทิงให้กับผู้คนด้วยการนำศักยภาพและความสามารถที่มีอยู่ในด้านดนตรีและขับร้องเพลงประสานเสียง และเต้นด้วยความมั่นใจและสนุกสนาน

เขาไม่ใช่แค่ผู้รอที่จะรับความช่วยเหลือเท่านั้น
เขาเป็นผู้ให้ความสุขความบันเทิงได้ดีกว่าผู้คนอีกมากมาย
ที่ไม่หาโอกาสที่จะทำดีเพื่อสังคม

          เขายังเป็นผู้ให้โอกาสเด็กและเยาวชนในโรงเรียนสันติราษฏร์วิทยาลัยให้มีโอกาสได้ปลูกฝังจิตใจให้อ่อนโยนและมีจิตสำนึกของการเป็นผู้ให้ ผู้เสียสละ เอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ด้วยการอ่านหนังสือให้ฟัง..ช่วยพาเดินไปเรียนในที่ต่างๆ ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้บริหารโรงเรียนสันติราษฏร์วิทยาลัย ที่มีนโยบายสนับสนุนให้นักเรียนผู้บกพร่องทางสายตาได้เข้ามาเรียนร่วมกับนักเรียนปกติมาโดยตลอด

          "น้องนัท และน้องตริน" นายฉัตรินและนายฉันทวัฒน์ สินธุสาร สองพี่น้องฝาแฝด สมาชิกของชมรมครอบครัวพอเพียง ชั้น ม.๕ เล่าบ้างว่า ได้เข้าชมรมจิตใสใจอาสา ฝ่าโลกมืด ตั้งแต่อยู่ชั้น ม.๑ เพราะอยากช่วยรุ่นพี่ร้องเพลง เวลาที่ได้ยินเสียงปรบมือจากผู้ชมจะรู้สึกตื่นเต้นมาก ยิ่งเสียงปรบมือดังมากเท่าไรก็ยิ่งตื่นเต้นมากเท่านั้น เพราะรู้สึกว่าคนมาดูพวกเราเยอะมาก ๑ ปีที่ได้เข้ามาอยู่ในชมรมนี้มีความสุขมาก แม้ว่าจะเหนื่อยมากเหมือนกัน เพราะต้องแบ่งเวลาเรียน อ่านหนังสือ ทำการบ้าน และซ้อมร้องเพลง ทำให้รู้สึกว่า "เราต้องขยันกว่าคนอื่นมากเป็น ๒ เท่า"

          น้องนัทแฝดผู้พี่ และน้องตริน แฝดผู้น้องเกิดห่าง กันเพียง 5 นาที ขณะที่คุณแม่คลอด น้องทั้งสอง มีอายุครรภ์เพียง 6 เดือนกว่า ด้วยความรักของทั้งพ่อและแม่ แม้คุณหมอจะบอกว่าน้องต้องให้ออกซิเจน ในตู้อบ เป็นเวลานาน ซึ่งจะส่ง ผลกระทบต่อดวงตาของน้องทั้งสอง พ่อและแม่ก็ได้เตรียมใจไว้และเลี้ยงดูน้องทั้งสองด้วยความรักและความอบอุ่นจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าในขณะนี้ภาระในการเลี้ยงดูน้องทั้งสองจะตกเป็นของแม่ผู้เดียวเพราะพ่อได้ป่วยเป็นอัมพาต แต่น้องทั้งสองก็อดทนและมีความเพียรพยายาม แม้บ้านที่อาศัยจะอยู่ถึงปากเกร็ด แต่ทั้งคู่ก็นั่งรถเมล์ เพื่อมาให้ทันเข้าแถวตอนเช้า เวลา 7.30 น. ที่โรงเรียนสันติราษฎร์ทุกวัน

          "อยากฝากไปถึงเพื่อนๆ ที่พิการทางสายตาว่าอย่าท้อถอย พวกเราสองคนขอเป็นกำลังใจให้ แม้พวกเราจะมองไม่เห็นแต่ก็สามารถทำอะไรได้เหมือนคนปรกติทั่วไป เช่นพวกผมสองคนก็สามารถนั่งรถเมล์มาเรียนได้เหมือนกัน แต่ก่อนที่บ้านมีรถรับส่ง แต่เมื่อขึ้นชั้น ม.4 ผมสองคนขอคุณพ่อคุณแม่ว่าขอมาโรงเรียนเอง เพราะอยากทำอะไรด้วยตนเองบ้าง" สองพี่น้องเล่า

          ไม่ว่าคน 'พิเศษ'หรือ 'ปกติ' ถ้าทุกคนมีจิตใจของความเป็น 'ผู้ให้' แล้วล่ะก็ คนคนนั้นก็จะมีคุณค่าในตัวเอง และจะทำให้สังคมมีความสุขร่วมกันค่ะ 'พลังของการให้ ไม่มีวันสิ้นสุด'