Featured

Alliance

 

 

 

 

 


กิตติพศ สงแช้ม

“ความประทับใจของผมในการทำจิตอาสา คือการได้เห็นรอยยิ้มของคนรอบข้าง รอยยิ้มที่ออกมาจากใจ”

กิตติพศ สงแช้ม ลูกแม่โดมหัวใจอาสา


ฉบับนี้พบกับเยาวชนอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบในการร่วมค่ายทำจิตอาสากับเพื่อนๆ ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลายจนถึงระดับอุดมศึกษา เสน่ห์หรือรสชาติในการทำจิตอาสาที่เขาสัมผัสได้คืออะไรไปทำความรู้จักกับหนุ่มคนนี้กันเลย

แนะนำตัวให้เรารู้จักหน่อย

ชื่อนายกิตติพศ สงแช้ม ชื่อเล่นชื่อ คิง จบการศึกษาชั้น มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 จาก ร.ร.วัดราชบพิธ ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1หลักสูตรปริญญาตรีควบโท ศิลปะศาสตร์บัณฑิต และศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการมรดกวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เริ่มเข้าร่วมจิตอาสาได้อย่างไร

เริ่มเข้าร่วมจิตอาสาครั้งแรกกับมูลนิธิครอบครัวพอเพียงตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยทางครอบครัวพอเพียงได้เข้าไปจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เป็นได้มากกว่าแค่การจัดการพื้นที่ดินการเกษตร และได้มีการเปิดรับนักเรียนเข้าเป็นแกนนำในโครงการใสสะอาดพอเพียงเพื่อพ่อสู่สถานศึกษาและชุมชน กิจกรรมเพื่อสรรค์สร้างเยาวชนเข้มแข็งใจอาสาสืบสานโครงการพระราชดำริ ซึ่งคนที่เป็นแกนนำจะได้อยู่ฝึกอบรมต่อในช่วงบ่ายซึ่งตัวผมเองมีความขยันเรียนอย่างมากจึงได้สมัครเป็นแกนนำและได้อยู่อบรมในช่วงบ่ายหลังจากอบรมเสร็จผมก็ไม่ได้คิดว่าจะไปกิจกรรมแต่อย่างใด แต่มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนของผมที่เป็นแกนนำของโครงการได้ชวนผมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ที่ ร.พ.ศิริราช และต่อมาคือไปรอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ 5 ธันวาคม นี่เป็น 2 กิจกรรมแรกที่ผมประทับใจกับโครงการนี้และหลังจากนั้นผมก็ได้ไปสร้างฝายที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เป็นกิจกรรมที่ทำให้ผมรู้จักคำว่าจิตอาสา ผมรู้สึกสนุกและชอบกิจกรรม ทำให้ผมได้เจออะไรใหม่ๆ ทั้งเพื่อนใหม่ ความรู้สึกใหม่ ได้รู้จักที่จะให้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการให้ที่ไม่ได้อะไรตอบแทนในสายตาของหลายๆ คน แต่ตัวผมเองคิดว่าสิ่งที่ผมได้นั้นคือสิ่งที่กล่าวไปข้างต้น และเป็นเหตุทำให้ผมทำกิจกรรมต่างๆ เรื่อยมา

จิตอาสาสำหรับคิงคืออะไร ทำไมประเทศไทยต้องมีจิตอาสา

จิตอาสาสำหรับผม คือยอมสละอะไรบางอย่างส่วนตัวเพื่อส่วนรวมหรือคนที่ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนที่เป็นสิ่งของมีค่าหรือผลประโยชน์ แต่จะว่าเป็นการให้โดยไม่หวังอะไรเลย โดยส่วนตัวผมคิดว่าคงไม่ใช่ อาจจะเป็นการหวังว่าผู้รับจะมีความสุขและได้ประโยชน์จากการให้หรือน้อยที่สุดคือหวังให้ผู้รับได้มีชีวิตอยู่

ดังคำกล่าวที่ว่า “ประชาธิปไตย สร้างได้ด้วยพลเมือง” ถ้าพลเมืองไม่มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม ประชาธิปไตยที่ออกมาคงจะไม่น่าดูเป็นแน่ พลเมืองที่ขาดจิตสำนึกคงเป็นพลเมืองในประบอบประชาธิปไตยที่รู้จักเพียงแค่ สิทธิ เสรีภาพ มีอะไรก็จะเรียกร้อง สิทธิ เสรีภาพของตน โดยไม่ได้คำนึงเลยว่า คนอื่นก็มี สิทธิ เสรีภาพเช่นเดียวกัน ผมจึงคิดว่าประเทศเราควรมีจิตอาสาเพราะว่าจะช่วยสร้างจิตสำนึก สร้างความเป็นพลเมือง เพื่อพลเมืองจะได้สร้างประชาธิปไตยให้กับประเทศ

ช่วยเล่าความประทับใจในการทำจิตอาสาที่ผ่านมา และอะไรคืออุปสรรคในการทำจิตอาสา

ความประทับใจของผมในการทำจิตอาสา คือการได้เห็นรอยยิ้มของคนรอบข้าง รอยยิ้มที่ออกมาจากใจ รอยยิ้มที่เกิดจากความสุขจริงๆ ทั้งจากผู้รับและผู้ให้ที่มีความสุขจากการได้ให้ ซึ่งหลายคนที่ไม่เคยสัมผัสหรือเคยสัมผัสแต่ไม่ได้รับรู้ว่ามันคือความสุขอาจจะมองว่าการเป็นผู้ให้มีแต่เสีย ผมว่าการเป็นผู้ให้เราสามารถได้มันด้วย พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ หลายคนมีความเครียดจากการเรียนหรือปัญหาส่วนตัวต่างๆ เมื่อเขาได้ให้ได้มาร่วมกิจกรรมผมมองว่าเขาได้ทิ้งความทุกข์นั้นไปจนหมดจากรอยยิ้มที่ออกมาจากความสุข ถึงแม้ว่าเป็นเพียงเวลาสั้นๆ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่เขาสามารถทิ้งความทุกข์ได้ในชั่วขณะ

สำหรับผมอุปสรรคที่สำคัญคือเรื่องเวลา เพราะหน้าที่หลัก คือ การเรียน การจัดเวลาที่ต้องมีความละเอียดเพื่อไม่ให้กระทบต่อการเรียน

คำว่าครอบครัวพอเพียงคืออะไรในมุมมองของคิง

สำหรับผม ครอบครัวพอเพียง คือกลุ่มจิตอาสาที่ให้โอกาสนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้ได้มาเป็นจิตอาสาซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีในระดับอุดมศึกษา และยังได้มีการพาไปศึกษาดูงานเพื่อเพิ่มพูลความรู้ให้แก่นักเรียนแกนนำ เป็นการสร้างพลเมืองที่มีความเข้มแข็งให้แก่ประเทศ เป็นเสมือนรากที่จะนำไปสู่ต้นไม้ที่ใหญ่ได้ในอนาคต

มีอะไรจะแนะนำคนที่อยากทำจิตอาสาแต่ยังไม่มีโอกาสบ้างไหม

ผู้ที่อยากจะมาเป็นจิตอาสา ผมว่ามันเป็นการใช้เวลาในชีวิตที่คุ้มค่าอย่างหนึ่งเลยทีเดียว จิตอาสาจะพาคุณไปสู่สังคมที่คุณอาจจะไม่เคยคิดว่าจะมี และการเป็นจิตอาสาไม่ได้เป็นเพียงแต่ผู้ให้เพียงอย่างเดียว แต่จะมากกว่านี้อย่างไรคงต้องมาลองเป็นจิตอาสาและสัมผัสกับมันด้วยตัวของท่านเอง

สิ่งที่อยากเห็นที่สุดคือ อยากเห็นสังคมที่ไม่ได้เน้นคุณค่าของคนที่วัตถุที่ใช้ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับทุกสิ่งจากตัวปัจเจก แต่อยากให้ให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่โดยรอบ

ที่ผมสัมผัสได้คือ ผมได้รับความสุขจากการได้ทำมัน จากการได้อยู่กับมัน มันทำให้ผมรู้ว่าการให้ไม่ได้ทำให้เราเสียเลยถ้าเรารู้จักที่จะให้ นอกจากเราไม่เสียเรายังได้กลับมาด้วย

อยากจะบอกว่าสังคมแห่งการให้ไม่ได้มีเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่จิตอาสามีมากมาย บางทีเราอาจจะมองไม่เห็น แต่เขากำลังช่วยกันขับเคลื่อนให้สังคมเคลื่อนที่ไปเสมือนเป็นเฟืองเล็กๆ ที่ร้อยต่อผสานกันเป็นเครื่องจักรหนึ่ง