Featured

Alliance

 

 

 

 

 


เจื้อย กนกวรรณ เชื้อวงศ์

“ส่วนรวมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับดิฉัน”

เจื้อย กนกวรรณ เชื้อวงศ์

ครูภาษาไทยในอนาคต

          ในยุคที่นักเรียน นักศึกษาทั้งหลายพากันแข่งขันก้มหน้าก้มตาเรียนกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้มาซึ่งเกรดเฉลี่ยสูงลิ่ว อันจะนำไปสู่การทำงานหรือหน้าที่ที่ตนหวังไว้ในอนาคต จนหลายคนหลงลืมมองสิ่งต่างๆ รอบตัวในสังคมไปเลย
          ดังที่ทราบกันดีตามหน้าหนังสือพิมพ์ เราเห็นเด็กผิดหวังเสียใจจากการสอบไม่ติดสถาบันที่ตนฝันใฝ่ หรือคณะที่ตนปรารถนาอยากเรียน บางคนถึงกับเป็นโรคซึมเศร้าคิดฆ่าตัวตาย ราวกับว่าเขาไม่มีภูมิคุ้มกันในชีวิตนอกเหนือจากตำรา?


          ขณะที่ผู้คนต่างมุ่งหน้าทำเพื่อตัวเองอยู่นั้น ยังมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามจัดสรรเวลา ชักชวนเยาวชนให้มาร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม ปลูกฝังให้เขาเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ภายใต้คำว่าจิตอาสา ในนาม “มูลนิธิครอบครัวพอเพียง”
         “จิตอาสาเป็นเหมือนสังคมจำลองเล็กๆ ที่ช่วยฝึกเราเตรียมความพร้อม สร้างภูมิคุ้มกันก่อนที่เราจะก้าวไปสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น เช่น สังคมในมหาวิทยาลัย หรือสังคมในการทำงานค่ะ ซึ่งมันจะมีปัญหาหรือมีอุปสรรค์มากกว่านี้ แต่ว่าอันนี้เหมือนให้เรารู้ว่าถ้าเจอปัญหาแบบนี้ เราจะต้องแก้ยังไง” กนกวรรณ เชื้อวงศ์ หรือเจื้อย ศิษย์เก่าโรงเรียนหอวัง ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ ๑ คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย กศบ. มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ
          เจื้อย เป็นเด็กเรียนดี ดีกรีนักเรียนดีเด่น ๖ ปีซ้อนจาก ร.ร.หอวัง เกรดเฉลี่ยของเธอไม่เคยต่ำกว่า ๓.๐๐ เจื้อย เป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรม และออกค่ายอาสา โดยเฉพาะการออกค่ายอาสากับมูลนิธิครอบครัวพอเพียง เจื้อยทำมาตั้งแต่ที่เธออยู่ชั้น ม.๕ คือ ๓ ปีมาแล้ว เธอมองว่าการออกค่ายจิตอาสาร่วมกับเพื่อนๆ จากหลายโรงเรียนทำให้เกิดประสบการณ์และมิตรภาพใหม่ๆ ช่วยฝึกให้เธอรู้จักรับผิดชอบและแก้ไขปัญหา เป็นเสมือนสังคมจำลองให้เธอได้เรียนรู้ประสบการณ์ด้านต่างๆ ก่อนจะออกไปสู่โลกกว้างที่แท้จริง
          สังคมจำลองนี้เองที่จะทำให้เยาวชนได้รู้จักการพบปะผู้คนที่มีพื้นฐานที่มาแตกต่างกัน และค่ายจิตอาสาแต่ละครั้งก็จะกำหนดให้เด็กๆ ได้มีโอกาสร่วมงานกัน แน่นอนว่าต่างคนต่างที่มา ย่อมก่อเกิดปัญหาความไม่เข้าในกันและกัน ในระยะแรก สิ่งที่เด็กจะได้เรียนรู้คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ภายใต้การแนะนำของพี่ๆ ทีมงานครอบครัวพอเพียง
เจื้อยเล่าถึงวันที่เธอก้าวขึ้นมาเป็นรุ่นพี่สต๊าฟ ซึ่งมีหน้าที่จัดค่ายอาสาให้น้องๆ จากโรงเรียนต่างๆ ที่สมัครใจเข้าร่วมกว่า ๖๐ คน
          “อุปสรรคคือการประสานงานกันระหว่างสต๊าฟด้วยกันค่ะ เพราะว่าตอนแรกที่เข้ามาเจอสต๊าฟรุ่นเดียวกันเป็นผู้ชาย ๑๑ คน แล้วมีผู้หญิง ๓-๔ คน ซึ่งมันน้อยมาก แล้วเข้ามาตอนแรกเหมือนทุกคนยังไม่สนิทกัน พฤติกรรมก็คือต่างคนต่างที่มา นิสัยก็จะไม่เหมือนกัน ไม่ได้มีการละลายพฤติกรรมใดๆ ทั้งสิ้น วันแรกเจอหน้ากันประชุมงานเลย ก็เหมือนต่างคนต่างไม่ฟังกันค่ะ หลังเลิกงาน หลังเลิกประชุมก็ต้องไปกินข้าวด้วยกัน คุยกันให้มากขึ้น”
          เจื้อย ย้อนเหตุการณ์อันเป็นบทเรียนครั้งนั้นว่า การทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หากมีความขัดแย้งขึ้นมาในทีม การพูดคุยปรับความเข้าใจกันภายใต้หัวใจของคนอาสาจะทำให้ความขัดแย้งทุเลาลงไปได้ และเธอก็เก็บประสบการณ์นั้นมาใช้ในมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเธอเรียนในสายครูภาษาไทย ทางมหาวิทยาลัยจัดให้มีการออกค่ายอาสาเกือบทุกวิชาเรียน เพื่อให้นักศึกษาได้รู้จักการลงพื้นที่ทำกิจกรรมค่ายอาสา เจื้อย กล่าวสั้นๆ ว่า “สบายเลย” เพราะเธอเคยผ่านงานอาสามาแล้วหลายรูปแบบ รู้ปัญหาที่อาจจะเกิด และรู้ว่าอุปสรรคในการทำค่ายคืออะไร กระทั่งความรู้สึกของน้องๆ ที่เข้าร่วมค่ายอาสาในครั้งแรก
          “คำว่าจิตอาสา ถ้าคิดจะไปจริงๆ ต้องไม่กลัวเหนื่อยหรือกลัวลำบาก มันเป็นสิ่งที่เรายินดีจะให้คนอื่น ไม่จำเป็นว่าเราต้องเป็นคนที่สมบูรณ์พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าขอแค่เรามีสิ่งที่ดีๆในระดับหนึ่ง มีความพร้อมในระดับหนึ่ง เหมือนเราพัฒนาตัวเองไปด้วย แบ่งปันผู้อื่นไปด้วย แล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่ต้องลงทุนค่ะ บางคนอาจจะคิดว่า จิตอาสาต้องใช้เงิน ต้องบริจาคของใช่ไหม แต่จริงๆ มันเป็นการลงแรงกายแรงใจค่ะ ออกไปช่วยเหลือสังคมอะไรก็ได้ เล็กๆ น้อยๆ ถ้าเราทำด้วยความเต็มใจถือว่าเป็นจิตอาสาเหมือนกัน คนที่รับก็มีความสุขด้วย ต้องบวกๆ ทั้งสองฝ่ายค่ะ”
          ด้านผู้ปกครองของเจื้อยก็มิได้ปิดกั้นให้ลูกออกค่ายทำจิตอาสา แม้บ้านของเจื้อยจะอยู่แถบชานเมืองกรุงเทพ ฯ ในเวลาออกค่ายแต่ละครั้งต้องเดินทางไกลทีเดียวเพื่อที่จะมารวมตัวกับกลุ่มเพื่อนๆ ในจุดนัดหมาย เจื้อยอธิบายว่า เหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหาอุปสรรคอะไรกับเธอ เพราะทางบ้านรับรู้เสมอว่าเธอจะไปออกค่ายที่ไหน ทำกิจกรรมเกี่ยวกับอะไร ทำให้เจื้อยได้มีโอกาสพบเจอผู้คนใหม่ๆ ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง เป็นการเรียนรู้ชีวิตนอกห้องเรียน แต่มีข้อแม้อย่างเดียวว่า ผลการเรียนของเจื้อยจะต้องไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ ซึ่งเจื้อยก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เธอเรียนรู้ที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบและรู้จักการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ตามแบบอย่างที่เธอยึดถือ
          “สำหรับงานจิตอาสาหลายคนจะมองว่ามันเป็นสิ่งที่เหนื่อย แต่ว่าสิ่งที่หนูทำก็คือ ยึดพระเจ้าอยู่หัว เป็นแบบอย่าง เพราะว่าในขณะที่พระองค์ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จริงๆ ท่านไม่จำเป็นต้องลงมาลำบาก ไม่ต้องลงมาทำงานหนักเพื่อคนทั้งแผ่นดินก็ได้ แต่ว่าท่านก็ลงมาทำ แล้วก็หนูเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ไม่มีแผ่นดินตรงไหนของประเทศไทยที่ท่านไม่เคยไป ก็คือท่านลงไปช่วยประชาชนทุกคน ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ท่านยังยอมเหนื่อยได้ขนาดนั้น แล้วเราเป็นประชาชนตัวเล็กๆคนหนึ่ง จะทำให้สังคมแค่นี้ไม่ได้เหรอ พระองค์ท่านยังทำได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ เรียกว่าเห็นพระองค์ท่านเป็นแบบอย่าง เป็นกำลังใจค่ะ ”
เจื้อย เป็นเด็กช่างพูด ชอบที่จะสนุกสนานไปกับกิจกรรมต่างๆ เธอเคยเป็นแชมป์ดวลวาทะ(โต้วาที) ในรายการ ดิอาริน่าไทยแลนด์ ออกอากาศเป็นรุ่นแรกทางช่อง ไทยพีบีเอส และรางวัลการโต้วาทีจากเวทีอื่นๆ อีกมากมาย เธอว่าการแบ่งเวลาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากทำได้จะมีประโยชน์กับตัวเองเป็นอย่างมาก
          “เอาเรื่องเรียนเป็นหลักอันดับแรก แล้วก็ดูเวลาว่างที่เหลือว่าเราจะสามารถแบ่งเวลาตรงไหนไปทำกิจกรรมได้บ้าง ทำจิตอาสาได้บ้าง อย่างปี ๑ ก็ว่างวันจันทร์ตอนบ่าย วันพุธทั้งวัน แล้วก็ศุกร์ตอนบ่าย เวลาพวกนี้ก็สามารถไปทำสิ่งดีๆ อย่างอื่นได้มากกว่าการเรียน ถามว่าเหนื่อยไหมมันก็เหนื่อยนะ อยากจะพักบ้าง แต่มาคิดว่าถ้าเราปล่อยเวลาให้มันผ่านไปโดยไม่ทำอะไรให้มันเกิดประโยชน์เลย กลับมาคิดอีกทีมันน่าเสียดายค่ะ ทำให้เต็มที่ไปเลยดีกว่าเพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตมันจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา เราไม่รู้ว่าเราจะมีชีวิตยาวไปได้ขนาดไหน ก็อยากให้รีบๆ ทำ”
          เจื้อย อาจเป็นตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่งที่สมัครใจทำเพื่อสังคมโดยไม่คิดถึงสิ่งตอบแทน ในโลกใบนี้หลายคนคิดว่าไม่มีของฟรีในโลก มันอาจเป็นความจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้น หากคนเราไม่ยอมเปิดใจทำเพื่อคนอื่นเสียบ้าง แต่สำหรับเจื้อยและเหล่าจิตอาสาไม่ว่าสาขาหรือกลุ่มใดก็ตาม พวกเขาเชื่อมั่นเสมอว่าของฟรียังมีในโลกจริง ยังคงแบ่งปันกันได้เสมอ สิ่งนั้นเรียกว่า “น้ำใจ”
          “คนในสังคมปัจจุบันนี้ค่อนข้างเห็นแก่ตัว คิดว่าของฟรีไม่มีในโลกหรอก แต่ว่าอยากให้กลับมามองส่วนๆ หนึ่งของสังคมค่ะ ที่อาจจะเป็นใครหลายๆ คน อาจจะเป็นเยาวชนหรืออาจจะเป็นช่วงอายุอื่นๆ ที่เขากำลังออกไปช่วยเหลือสังคม ทำให้ทุกคนรู้ว่า ของฟรีมันก็ยังมีในโลก น้ำใจมันยังมีหลงเหลืออยู่ค่ะ อยากให้มองตรงนี้ด้วย ส่วนรวมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับดิฉัน” เจื้อย ยิ้มหวานทิ้งท้าย