Featured

Alliance

 

 

 

 

 


ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ

เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา แนวทางดำเนินงานและชีวิต

ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ

          เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเงินจำนวน ๘๔ ล้านบาท ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ให้เป็นทุนประเดิมสำหรับการก่อตั้งมูลนิธิน้ำ เพื่อสนองพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาเรื่องน้ำ

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมูลนิธิน้ำว่า อุทกพัฒน์ และตราประจำมูลนิธิฯ พร้อมทั้งพระราชทานพระมหากรุณาให้มูลนิธิฯ อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยชื่อของมูลนิธิอุทกพัฒน์ มาจากคำว่า อุทก ซึ่งหมายถึง “น้ำ” และ พัฒน์ มาจากคำว่า “พัฒนา” เมื่อนำมารวมกันจึงมีความหมายว่า “มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเรื่องน้ำ”

          ความหมายโดยรวมของเครื่องหมายมูลนิธิ หมายถึง “น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต จำเป็นต้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันในการบริหารและพัฒนา ซึ่งหากจะทำได้ก็ต้องมีข้อมูล ความรู้ และความเข้าใจเรื่องน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ ทั้งความสำเร็จ ความรู้ เทคนิค ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงศึกษา ค้นคว้า พัฒนา และทดลอง เรื่องน้ำมาโดยตลอดนับตั้งแต่ทรงครองสิริราชสมบัติ และทรงห่วงใยสถานการณ์น้ำที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จำเป็นต้องนำมาบันทึก รวบรวม และเผยแพร่ให้ประชาชนใช้เป็นหลักในการแก้ไข พัฒนา บริหารน้ำของท้องถิ่นและของประเทศต่อไป”

          ฉบับนี้ IS AM ARE ครอบครัวพอเพียง มีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรองผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ถึงแนวคิดและมุมมองเกี่ยวกับงานพัฒนาน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของประเทศก็ว่าได้ งานด้านนี้ต้องอาศัยความเพียรและอดทนในการหาข้อมูล รวมถึงทำความเข้าใจกับประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ คำว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ถูกนำมาเชื่อมโยงปรับใช้ในการทำงาน รวมถึงเรื่องส่วนตัวได้อย่างเกิดผล เรามาทำความรู้จัก สัมผัสมุมมอง ผู้อยู่เบื้องหลังการแก้ปัญหาและการจัดการน้ำท่านนี้กันเลยดีกว่า

ชีวิตวัยเด็ก

          จริงๆ แล้วเกิดที่กรุงเทพฯ แต่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนโคราช คุณพ่อเป็นอดีตเจ้ากรมจเรทหารบก คุณแม่เป็นศึกษานิเทศก์ ๙ ต้องเขียนหลักสูตรปฐมวัย อยู่กับแวดวงการศึกษา

          ตอนเด็กๆ เรียนกรุงเทพฯ ตลอด ชีวิตอยู่แถวย่านเกษตร คุณพ่อมีลูก ๖ คน ก็เลยวางแผนซื้อที่ดินมาเผื่อลูกๆ จริงๆ เศรษฐกิจพอเพียงได้ถูกถ่ายทอดซึมซับมานานแล้ว พื้นที่ที่บ้านเป็นสระ มีบัวสาย บัวหลวง บัวประดับทั้งหลาย มีร่องสวน สวนกล้วย สมัยก่อนไม่มีกวดวิชามากมาย เราอยู่กับพี่น้อง คุณแม่ก็คือคุณครูให้ลูกๆ ชอบซื้อหนังสือความรู้รอบตัวให้ลูก แล้วให้เราตั้งโจทย์กับพี่ๆ ตั้งโจทย์ถามกันเรื่องความรู้รอบตัว ที่บ้านจะมีห้องสมุดเล็กๆ ที่สำคัญคือพอเราโตขึ้นมา ตอนนั้นมีแม่บ้านอยู่ ๓ คน คุณแม่ให้เราตื่นตอนปิดเทอมแต่เช้ามาทำความสะอาดบ้านตั้งแต่ ๑๐ ขวบเลย คุณแม่ให้เป็นคนคุมเงิน ค่าใช้จ่ายในบ้าน ทำให้เราถูกสั่งสมนิสัยของการจัดการ

          ตอนแรกเคยรู้สึกว่าทำไมเราต้องตื่นขึ้นมาทุกเช้าเพื่อทำงานบ้านด้วย แม่บ้านก็มีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ต้องขอบพระคุณคุณแม่มากๆ ที่สอนให้เราเข้าใจ แล้วคุณแม่ก็ใช้คำว่า ถ้าเราจะมาสอนแม่บ้านเขาให้ทำอะไร เราต้องรู้ อย่างเราจะสอนเขาทำกับข้าว ถ้าเรายังไม่รู้กับข้าวใส่อะไรอย่างไรเราจะสอนยังไง สอนให้เราคุมเงิน ให้เรารู้ว่ามีเงินเท่านี้เราจะบริหารของในตู้เย็นเราอย่างไร มันก็ถูกปลูกฝัง

          อย่างเราทำพริกแกง ในบ้านเรามีหมดเลย ไปหาข่า ตะไคร้ อะไรอย่างนี้ แต่ก่อนพอปิดเทอมนานๆ เราจะไม่รู้สึกเบื่อการอยู่บ้าน ก็ไปเอาพืชผักสวนครัวที่อยู่ในบ้าน ขี้เหล็กก็มี ตำลึงก็มี กระถินก็มี แต่มีอย่างหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ให้ คือต่อให้เราเลี้ยงปลาในบ้านแต่เราจะไม่กินปลาในบ้านที่เลี้ยงเอง อย่างสายบัวก็เก็บเอา คือชีวิตแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับคนในกรุงเทพฯ เราก็มีความผูกพันกับสิ่งเหล่านี้

ถวายงานเป็นเกียรติกับชีวิต

          ตั้งแต่ประถมเรียนที่สาธิตเกษตรฯ (โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) รอยบุญกับพี่สาวอีกคนถัดกันอยู่สาธิตเกษตร มี อาจารย์รอยล (ดร.รอยล จิตรดอน) อีกคนอยู่สาธิตปทุมวัน (โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน) นอกนั้นอยู่สาธิตจุฬาฯ (โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เรามาอยู่สาธิตเกษตรฯ อยู่ใกล้บ้านแค่ข้ามซอย จริงๆ ก็มีรถรับส่งตลอด แต่พอโตขึ้นก็ขออยากเดินเองเพราะว่าโตแล้ว สาธิตเกษตรฯ ก็สอนให้เราติดดิน ผักตบที่อยู่ในคลองหน้าโรงเรียนเราเก็บมาเพาะเห็ด แล้วก็มีปลูกผักอะไรต่างๆ เหล่านี้ เราจะมีชีวิตอยู่กับเรื่องเกษตร ทุกอย่างมันอยู่ในระบบเรียนรู้โดยปริยาย พอจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ก็มาต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากคุณแม่จบปริญญาตรีและโทที่ฟลอริด้า Florida State University จึงให้มาต่อโทที่ฟลอริด้า เรียนคณะนิเทศศาสตร์ และท้ายสุดมาจบปริญญาเอกสาขา Thai study ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยานิพนธ์หัวข้อ ชุมชนกับการจัดการแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาหมู่บ้านลิ่มทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์

          หลังจากเรียนจบปริญญาโท ก็ได้แต่งงาน คือทางสามีรู้จักกันตั้งแต่เป็นเพื่อน ป.๑ ด้วยกัน ก็ไปสนิทกันตอนไปเรียนสหรัฐอเมริกา อยู่รัฐเดียวกันแต่คนละเมือง พอกลับมาเมืองไทย ตอนแรกใจอยากมาทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วบังเอิญทางคุณพ่อเองรู้จักกับ ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทางอาจารย์ไสวก็บอกให้ไปช่วยงานที่คณะนิเทศศาสตร์ ให้มาช่วยศูนย์นิเทศศาสตร์พัฒนาการ เลยเริ่มรู้ตัวเองว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เราชอบคือนิเทศศาสตร์เพื่อการพัฒนา พอหลังสามีจบปริญญาเอก ก็กลับมาเมืองไทยพร้อมกัน และได้มาทำงานที่ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ปรากฏว่าอยู่ที่นี่แล้วโชคดีที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส คือเราจะเจอโจทย์ทั้งงานต่างประเทศ งานระดับนโยบาย และงานระดับชุมชน

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำท่วมปี ๒๕๓๘ ด้วยพระองค์เอง ทรงเห็นปัญหาเรื่องข้อมูลน้ำที่ขาดการบูรณาการ พระองค์ท่านมีพระราชดำริว่า อยากนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งในเมืองไทย ทางทีมอาจารย์รอยล ก็ได้เข้ามาพัฒนาระบบบูรณาการข้อมูลเจ้าพระยาตอนล่างกับหลายหน่วยงาน จนสำเร็จเมื่อปี ๒๕๔๕ พระองค์ท่านก็รับสั่งให้ตั้งหน่วยงานเป็นองค์กรของรัฐ เพื่อรับผิดชอบงานด้านนี้ ซึ่งทีมวิชาการขาดคนมาบริหารจัดการเรื่องตั้งองค์กร ตอนนั้นทีมของรอยบุญที่ทำงานชุมชนอยู่ก็ไปร่วม จนจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนได้สำเร็จ คือ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทีนี้ก็มองว่าพอมีทีมวิทยาศาสตร์ก็มาตอบโจทย์ประชาชน ตอบโจทย์ชุมชน ก็เดินงานเรื่องน้ำชุมชนมาโดยตลอด

          ตั้งแต่เด็กเห็นคุณพ่อสวดมนต์ประจำ คุณพ่อบอกว่าสวดมนต์ถึงในหลวงแล้วคุณแม่ก็บอกมันเป็นเกียรติของชีวิตนะได้มาทำงานถวาย ไม่คิดว่าเป็นภาระแต่คิดว่าเป็นโอกาส เราได้เห็นมุมมองของทั้งต่างประเทศกับต่างจังหวัด ทำให้เรามองออกว่าโจทย์บางอย่างจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการถ่ายทอดให้คนเข้าใจมันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะเรามีมุมมองหลายมุมมากเลย แล้วก็มองว่าท้ายที่สุดก็เอาเรื่องนี้มาทำเป็นเรื่องเป็นราว ต้องมีสารสนเทศเกษตร แล้วพอตอนหลังมีโปรเจคสำคัญๆ ใหญ่ๆ ทั้งหลายที่ผู้ใหญ่ให้โจทย์ยากๆ มาเสมอ ต้องทำให้สำเร็จ

การจัดการน้ำ โอกาสร่วมกัน

          ถ้าทุกคนมองวิกฤตเป็นโอกาสด้วยกันแล้ว ทุกคนชนะหมด อย่างเรื่องแก้มลิงสมุทรสาคร เป็นโจทย์ที่พระองค์ท่านมีพระราชดำริกับท่านสุเมธ (ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล) และอาจารย์รอยล บริเวณนี้ทั้งนิคมอุตสาหกรรม หมู่บ้าน สนามกอล์ฟ  ถ้าเกิดเรามองแบบชนะกันหมด สนามกอล์ฟได้น้ำดีไม่ต้องซื้อน้ำ แต่ให้พื้นที่เขาเป็นแก้มลิง คุยกันเลยว่าเวลาน้ำมาเยอะ ผันเข้าไปได้เท่าไหร่ เขาก็บอกผันเพิ่มเข้าไปได้เลย ๖ แสนลูกบาศก์เมตร แล้วก็ทางหมู่บ้านจัดสรรเอาแผนที่มาดู คุณฟื้นคลองตรงนี้ได้ไหม ในขณะเดียวกันนิคมอุตสาหกรรมสต็อกน้ำไว้ได้ไหม คุณจะได้ไม่ขาดน้ำ แล้วทำประตูเสริม ผันน้ำเข้าออกได้ อย่างนี้เราก็ไม่ต้องมาลงทุนมากมายแล้ว ส่วนหนึ่งพระองค์ท่านก็พระราชทานเงินมา อันนี้ก็มาแก้เติมประตูเติมอะไรนิดหน่อย แล้วก็ภาคเอกชนที่มีร้านค้าก็ทำแก้มลิงของตัวเอง อย่างโรงเรียนอัสสัมชัญเองก็มาปรับผังกันใหม่ ทำคลองที่สมุทรสาคร พอตั้งโรงเรียนก็ทำคลองล้อมโรงเรียนเลย ถ้าทุกคนมาคิดแล้วก็ปรับกันใหม่มันก็ไม่มีปัญหา

          ปี ๒๕๕๔ อาจารย์รอยลให้รับผิดชอบโครงการเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา ขอให้รอยบุญรับผิดชอบโครงการจัดการน้ำชุมชนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยชุมชนอย่างยั่งยืน ๘๔ แห่ง นำแนวคิดของพระองค์ท่านไปประยุกต์ใช้เรื่องการจัดการน้ำ สรุปเป็นเนื้อหาว่าเราจะต้องเดินยังไง วิเคราะห์ยังไง แต่มันยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เลยมาจัดระบบใหม่ มองทั้งระบบเลย

เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

          ท้ายที่สุดคำว่า อุทกพัฒน์ ที่พระองค์ท่านพระราชทานให้กับประชาชนคนไทย คำนี้จริงๆ เอาไปประยุกต์ใช้ได้ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทุกคนก็อาจฟังแล้วคุ้นเคยแต่ท้ายที่สุดมันคือคำที่ประยุกต์ใช้ได้ทุกเรื่อง ท่านสุเมธบอกว่ามันคือการเข้าใจน้ำ เข้าถึงน้ำ พัฒนาน้ำ เข้าใจน้ำหมายถึงก่อนที่เราจะทำเรื่องน้ำไม่ใช่เราบอกจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราต้องมีข้อมูลหมด เราต้องมีข้อมูลเชิงพื้นที่หมด ไม่ใช่เรามองโครงสร้างเดียวเป็นคำตอบทุกอย่าง มันต้องมีเหตุและผล อะไรคือสาเหตุของปัญหา อะไรคือทางแก้ แล้วใช้แผนที่ให้เป็นประโยชน์ พระองค์ท่านทรงงานโดยใช้แผนที่ แล้วก็ใช้ผังน้ำดูทิศทางน้ำไหลไปทางไหน เชื่อมโยงอะไร แล้วในขณะเดียวกันทำตารางจัดเก็บข้อมูลว่าจะเดินงานกันยังไง ตารางว่าแหล่งน้ำโครงสร้างน้ำที่มีอยู่ต้องปรับแก้ สิ่งที่พระองค์ท่านทรงมองทั้งกรอบคิดและกรอบงานมีคุณค่ามาก คือท้ายที่สุดความมั่นคงทางทรัพยากรมันเป็นคำตอบของทุกอย่าง ถ้ามั่นคงในทรัพยากร เขาจะมั่นคงในชีวิต เพราะว่าถ้าน้ำกับทรัพยากรไม่มั่นคง ไม่มีทางที่จะไปต่อยอดเรื่องอื่นๆ ได้เลย

เรียนรู้กับชาวบ้าน ไม่ใช่เข้าไปสอน

          ที่เราจะทำให้เขาได้คือสร้างตัวอย่างความสำเร็จ พอสร้างตัวอย่างความสำเร็จหลายกรณีที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน แล้วเราพาเขามาเจอกัน บางที่อย่างชาวเขาที่อำเภอกัลยาณิวัฒนาเขาเรียนรู้เรื่องการใช้แผนที่ ปรากฏเขาไปทำสำเร็จทั้งอำเภอ แต่เราเห็นชุมชนบางคน เดิมเขาเรียนรู้แต่ในห้อง เราจัดใหม่ไปเรียนรู้ที่ป่าเลย ให้เห็นว่าชาวเขายังทำได้

          เวลาเราไปลงพื้นที่ไม่ใช่เราไปสอนชาวบ้าน แต่ให้เราเรียนรู้กับเขา พอเราเรียนรู้แล้วเราจะเข้าใจถึงบริบทและความเป็นมาของพื้นที่ด้วย แล้วบางอย่างเอาสิ่งที่เรามีอยู่กับข้อเท็จจริงมาเรียนรู้แล้วก็มาปรับด้วยกัน จะเป็นคำตอบให้สังคม เพราะคำว่า “เข้าใจ” ของพระองค์ท่านก็คือ เรามีข้อมูลข้อเท็จจริงที่มีคำตอบว่าจะทำอะไร ข้อมูลข้อเท็จจริงนั้นก็มาจากคนในพื้นที่เก็บรวบรวมเองแล้ววิเคราะห์ตนเองจนมาถึงคำว่า “เข้าถึง” ก็คือการมีส่วนร่วมที่จะคิด ทำ แล้วแก้ด้วยกันภายในพื้นที่ของเขา ท้ายที่สุดมันก็จะเกิดการ “พัฒนา” คน กับพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งเรื่องน้ำและคน

การพัฒนา รู้แล้วต้องขยายผล

          เมื่อครั้งเข้าเฝ้าฯ ปี ๒๕๕๔ ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระองค์ท่านมีพระราชดำริ การจัดการน้ำชุมชนนั้นเห็นความสำเร็จในบางชุมชนแล้ว ให้ชุมชนชาวบ้านที่มีความรู้ ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์ จัดการและพัฒนาน้ำในพื้นที่ มาช่วยกันขยายผลไปยังชุมชนอื่น 

          สสนก. จะเน้นเรื่องการใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ประยุกต์ใช้กับชุมชนที่มีศักยภาพ ส่วนมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ก็เป็นชุมชนที่มองเรื่องการขยายผลกับเรื่องการร่วมมือกับเอกชนหรือหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่วิกฤต ทำร่วมกับกองทัพบก แล้วพอมีอุทกพัฒน์คำหนึ่งที่เกิดก็คือ “เครือข่ายลุ่มน้ำตามแนวพระราชดำริ” ซึ่งอันนี้จะมีค่ามากสำหรับภาคประชาชน มันเหมือนเป็นความผูกพัน คือกลุ่มเราเขาไม่ย่ำอยู่กับที่ คือการทำโครงการไม่ได้อยู่หมู่บ้านเดียวทุกปีต้องมีการขยายผลคุยกันแต่แรกเลยว่าถ้าจะเดินกับเราต้องขยายผล ตอนนี้มี ๖๐ แกนนำเครือข่าย แล้วก็ขยายผลไปได้ ๔๒๑ ชุมชน

          อย่างที่บุรีรัมย์เราไปเริ่มตั้งแต่เขาคิดที่จะเริ่มบริหารน้ำเลย ตั้งแต่ ๓,๗๐๐ ไร่ ตอนนี้เกือบ ๕ ตำบล ตั้งแต่เริ่มงานมาเป็น ๑๐ ปี การเดินงานแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างคลองรังสิต ปี ๕๔ ปรากฏว่าคลองรังสิตเอง ถ้าท้องถิ่นกับประชาชนเข้าใจสามารถเดินงานแล้วจะเห็นได้ว่าตรงคลองรังสิต คลองชลประทานแล้ง แต่ในพื้นที่เกษตรกรไม่ประสบปัญหาแล้ง ก็เขาทำสวนปาล์มร่องสวนลึกเลย เป็นพื้นที่สวนปาล์มที่รายได้ดีที่สุดในประเทศ

          ที่บุรีรัมย์ อย่างที่อยากยกตัวอย่างว่าเรามองโครงสร้างน้ำเข้าไปในพื้นที่จริง แต่ให้แนวคิดในการปรับเปลี่ยนทฤษฏีใหม่ในเชิงพื้นที่เขาด้วย คือทฤษฏีใหม่ก็มองในเรื่องเกษตรผสมผสานสัดส่วนของน้ำให้เหมาะกับพื้นที่ในการเพาะปลูก และมองเรื่องความมั่งคงทางอาหาร ตรงนี้เองทำได้ ๒ ปี บางที่ ๑ ปี เขาลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ชัดเจน แต่ก่อนเป็นไร่มันอย่างเดียว แต่ไม่ใช่ไร่มันเขายกเลิก ไร่นาเขาก็มีแต่ว่าปรากฏสัดส่วนน้ำมากขึ้น ผลผลิตพืชไร่ก็มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเขาเพิ่มพืชอย่างอื่นเข้าไป

สอนลูกด้วยงาน

          มีลูกสาวสองคนค่ะ โตแล้ว ตอนนี้คนโตอยู่ที่อังกฤษ ตอนปิดเทอมก็มาเป็นจิตอาสาช่วยงานมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ พยายามให้ลูกเข้าใจงานแม่ แล้วเขาก็จะเป็นเด็กดี คนโตอีกหนึ่งปีจะจบปริญญาตรี คนเล็กอยู่ ม.๕ ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา ที่เห็นชัดๆ ดีใจอย่างหนึ่งว่าการที่เราทำงานตรงนี้บางทีลูกก็มีน้อยใจ ตั้งคำถามเหมือนกัน แต่สิ่งที่ตามมาก็คือถ้าเราไปทำเสาร์อาทิตย์เราก็พาไปด้วย อย่างงานเยาวชนก็ให้เขามาทำวิจัยงานแม่เลย แล้วก็มาช่วยงานแม่เลย สิ่งที่เขาเห็นเขาก็จะซึมซับไปเอง เคยเห็นเขาตั้งแต่เล็กๆ เขียนเรียงความ แอบไปเจอเขียนวันแม่ว่าคุณแม่ชอบช่วยชาวบ้านไม่ค่อยมีเวลาไปต่างจังหวัด เวลาเขาไปแลกเปลี่ยนเขาก็ไปสมัครอะไรของเขาเอง เขาแค่โทรมาบอกว่า ทะเบียนบ้านอยู่ไหนอะไรอยู่ไหนแล้วไปสมัครเอง

          ทำงานอะไรก็จะให้ลูกเรียนรู้งานเราด้วย พาไปดูงานเรา ลูกเห็นไหมอะไรอย่างนี้ก็จะพาไป เวลาไปบุรีรัมย์แต่ก่อนขับรถไปก็ไปปล่อยไว้กับคนในชุมชน พาน้องไปดูแล้วก็บรรยายให้น้องฟังเลยใช้วิธีอย่างนี้ เลี้ยงลูกให้เขาเข้าใจว่าแม่ทำอะไรอยู่ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา คือคำที่ใช้ได้กับชีวิต ถ้าลูกเข้าใจเราเค้าก็จะเข้าถึงจิตใจในที่แม่ทำ แล้วความรักความผูกพันก็จะพัฒนาต่อเนื่องไม่มีปัญหา

          เพราะว่าท้ายที่สุดคำว่า “เทิดด้วยทำ” มีค่ามาก หากนำกรอบคิดของพระองค์ท่านมาใช้จริงในชีวิต คนที่ได้ประโยชน์คือสังคมกับตัวเราอยู่แล้ว แล้วทำไมเราไม่ทำ เพราะฉะนั้นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านไม่ใช่เราบอกอย่างเดียว ถ้าเราช่วยกันทำก็ได้ประโยชน์กับตัวเราและสังคม ทำไมไม่ทำ นี่คือสิ่งที่จะถ่ายทอด ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมเรื่องอะไรมันเป็นสิ่งที่เอาไปใช้ ถึงบอกว่าเยาวชนที่เข้ามาเห็นชัดเลยว่าการที่เราไปเติมเต็มให้เขาเปลี่ยนแปลงทำให้เขามีพลัง

          การทำงานต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะสังคมทุกวันนี้น่ากลัว เราแข่งกันทำดีได้ไหม แทนที่จะกลายเป็นสังคมที่ให้ร้ายกัน ชาวบ้านเราเวลาเขาไลน์มาเขาโชว์ผลงานกัน เขาแข่งกันทำดีนะ แล้วมันน่ารักกว่าเยอะเลย

รู้ก่อนทำ หัวใจของความสำเร็จ

          ที่ชัดเจนที่เดินกันต่อเนื่องก็คือ เราจะวิเคราะห์ แต่ละปีเราจะวิเคราะห์ให้หลังจากปีน้ำท่วม พื้นที่วิกฤตควรจะฟื้นยังไง ตอนนี้มีกองทัพบกร่วมแล้ว ก็เริ่มจะมีกองทัพไทยมาร่วมด้วย มันต่างกัน ไม่ใช่ไปพัฒนาโครงสร้างเฉยๆ เราต้องให้ชาวบ้านสรุปพื้นที่ก่อน ถ้ายังสรุปไม่ได้เราก็ไม่เดิน เราต้องวิเคราะห์ด้วยกันก่อนว่าหน้างานต้องทำยังไง เราจะมองหมดว่าน้ำเข้ายังไงน้ำออกยังไง ไปจ่ายสำรองยังไง กว่าจะทำได้รายละเอียดเยอะมาก

พึ่งตนเอง สร้างสรรค์สังคมได้

          ทำงานพัฒนาต้องให้โจทย์ชุมชน ช่วยให้เขาพึ่งตนเองได้ ก็เหมือนเราเลี้ยงลูก หลายๆ คนถามรอยบุญว่ามีลูกสาวไม่ห่วงเหรอ ปรากฏว่าเด็กสองคนนี้เขาเก่งบัลเล่ เตะสูงอยู่เนอะ (หัวเราะ) ป้องกันตัวเองได้ ที่เหลือใช้แรงเข้าไปลูก คือป้องกันตัวเองได้ กับอีกอย่างหนึ่งคำว่าพึ่งตัวเองเป็นเรื่องแรกๆ ที่พระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ที่จะเห็นพสกนิกรชาวไทย ไม่ใช่ไปพึ่งพาระบบรัฐหรือว่ามองว่าเป็นหน้าที่ใคร แล้วอันนี้ส่วนมากจะเป็นโจทย์มากกว่า ถ้าอยากทำคุณต้องสรุปตัวเองให้ได้ คุณต้องมีข้อมูล คุณต้องหาคอนเน็คชั่น อันนี้เป็นแรงผลักแข่งกันทำดีเหมือนชาวบ้านเราพูดว่าเราเอาตัวอย่างขึ้นไปบนเวที เขาบอกปีหน้าผมต้องขึ้นไปอยู่บนนั้นนะอาจารย์ สังคมโวยวายมันต้องเลิกแล้ว เอะอะก็ประท้วงกัน ไม่ใช่ มันต้องสร้างสรรค์แล้วค่ะ

ทำจนกว่าจะตาย

          ท่านสุเมธท่านเคยพูดไม่ให้เราท้อ หากเราท้อชาวบ้านยิ่งหนัก ต้องเดินต่อเพราะงานอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าเราจะตาย หากคนไทยนำกรอบคิดกรอบงานพระองค์ท่านมาปฏิบัติ เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว อย่างต่างชาติเขาไปดูคลองรังสิตกับเราด้วย เขาบอกว่าแนวทางเรามันเป็นคำตอบ ไม่ใช่แค่ภายในประเทศ แนวทางของพระองค์ท่านเป็นคำตอบของทุกที่ทั่วโลกด้วยซ้ำ แต่ประเทศเราไม่น่าจะเจอปัญหาแล้ว อันนี้ก็อยากฝากว่า อยากให้คนไทยเข้าใจบ้านตัวเอง เข้าใจภูมิสังคมของเราเองดีกว่าไหม แล้วมาหาคำตอบจริงๆ ทำจริงๆ แค่โครงสร้างที่มีอยู่ให้ใช้งานได้แล้วจัดการได้ก็จะได้ผลขึ้นเยอะ ถ้าเราเอาเงินเป็นตัวตั้งแก้ปัญหาทุกเรื่องมันไม่ใช่คำตอบ แต่กับการที่เดินกับประชาชนสำเร็จปรากฏว่าเขาวิเคราะห์ตัวเองได้แล้ว เกิดแผนของตัวเองขึ้นมาว่า ถ้าเรื่องน้ำอะไรเป็นความสำคัญที่ควรจะทำ แล้วเขาควรจะปรับตัวอย่างไร แล้วก็จะมีความสุขร่วมกันในที่สุด

เรื่อง : กรวิก อุนะพำนัก