Featured

Alliance

 

 

 

 

 


ครูเซฟ อรุณ ถนอมธรรม

ครูเซฟ อรุณ ถนอมธรรม

14 ปี บนเส้นทางครูข้างถนน

 

“เราอยู่เคียงข้างผู้ยากไร้”

คือจุดยืนของมูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคลโครงการอุปถัมภ์เด็กบ้านเมอร์ซี่ ภายใต้การนำของ บาทหลวง โจเซฟ เอช ไมเออร์ ผู้เดินทางมาจากเมืองลองวิว รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านงานช่วยเหลือสังคมที่ประเทศลาว พบเห็นปัญหาในชุมชนต่างๆ มากมาย ก่อนจะมาก่อตั้งศูนย์ฯ แห่งนี้ภายใต้การส่งเสริมและแนะนำของคณะพระมหาไถ่

งานของมูลนิธิฯ เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายในปี พ.ศ.2516 เมื่อบาทหลวงโจเซฟ เอช ไมเออร์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดแม่พระแห่งเหรียญอัศจรรย์ ตั้งอยู่บริเวณโรงฆ่าสัตว์ (โรงหมู) ในสลัมคลองเตย เด็กที่เป็นลูกหลานชาวสลัมที่ยากจนจำนวนมากไม่มีโอกาสไปโรงเรียน เด็กเล็กๆ ได้แต่วิ่งเล่นไปวันๆ รอให้พ่อแม่ผู้ปกครองเลิกจากงานในท่าเรือหรือในสลัมกลับมาบ้าน ความยากจนทำให้เด็กไม่มีโอกาสเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเรียนชั้น ป.1 แม้จะได้เข้าเรียน ก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะเรียนไม่รู้เรื่อง อีกทั้งพ่อแม่ไม่มีเงินส่งไปเรียน

คุณพ่อโจ ที่คนในชุมชนต่างรู้จัก จึงได้ชวนซิสเตอร์มาลินี ฉันทวโรดม หรือ “คุณแม่มาเรีย” จากคณะพระแม่มารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล สาธุประดิษฐ์ มาช่วยสอนหนังสือให้กับเด็กๆ คาทอลิก ต่อมาไม่นานได้เกิดความร่วมมือร่วมใจจากชาวบ้าน ก่อตั้งโรงเรียนวันละบาทขึ้น ดำเนินการในรูปแบบศูนย์เด็กปฐมวัย ตอนเช้าพ่อแม่นำลูกมาฝากไว้ที่คุณครูและมารับกลับเมื่อเลิกงาน

หลังจากโรงเรียนวันละบาทดำเนินไปได้ด้วยดี จึงได้เกิดความร่วมมือจากชาวบ้านอีกหลายชุมชน ในการร่วมก่อตั้งโรงเรียนขึ้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2552 มีศูนย์เด็กปฐมวัยของมูลนิธิฯ ดำเนินงานอยู่ในชุมชนแออัดทั้งสิ้น 26 แห่ง บนพื้นที่ 16 เขตในกรุงเทพมหานคร รับเด็กปฐมวัย กว่า 4,000 คน เข้าเตรียมตัวเรียนในระดับชั้น ป. 1

กว่า 42 ปีที่ศูนย์ฯ แห่งนี้เริ่มต้นขึ้นมา จากจุดเล็กๆ จนได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ก่อเกิดเป็นมูลนิธิฯ เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ ช่วยเหลือและรักษาสิทธิ์ให้แก่ผู้ยากไร้

จากครูดนตรีสู่ครูข้างถนน

                    ครูเซฟเป็นคนจังหวัดสงขลา เดินทางสู่กรุงเทพมหานครเมื่อ 14 ปีที่แล้ว พร้อมกีต้าร์ตัวเก่าที่เคยใช้สอนนักเรียนเพื่อเติมเต็มให้แก่ชีวิตน้อยๆ มันเป็นอาชีพตรงสายสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาจบใหม่ สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองสบายๆ แต่ความเป็นหนุ่มผู้มีจิตใจอยากเป็นครูอาสา ทำให้เขาเริ่มใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตามคำแนะนำของเพื่อน มุ่งสู่งานอาสาที่ศูนย์ฯ เมอร์ซี่ในชุมชนคลองเตย

                    “เรียนด้านดนตรีมาจากสงขลา จบมาสอนกีต้าร์คลาสสิกให้กับลูกคนที่มีฐานะร่ำรวย ในยุคนั้นความมุ่งหวังคืออยากเป็นครูที่ช่วยเหลือสังคมบ้าง เลยอุทิศชีวิตส่วนหนึ่งมาเป็นอาสาสมัครครูข้างถนน มุ่งตรงมาที่ศูนย์ฯ นี้เพราะรู้ว่าปัญหาเด็กเร่ร่อนที่แท้จริงของบ้านเราอยู่ที่คลองเตย” อรุณ ถนอมธรรม หรือครูเซฟ วัย 39 ปี เล่าถึงความเป็นมาของตัวเองในช่วงแรกๆ ที่เข้ามาสมัครเป็นครูข้างถนน

                    เดิมทีครูเซฟตั้งใจจะลองงานอาสาสมัครเป็นครูข้างถนนเพียงหนึ่งเดือนต่อหนึ่งครั้งในช่วงปิดเทอม แต่เมื่อเขาได้รู้ถึงปัญหาจากการลงพื้นที่ไปพบเด็กเร่ร่อนย่านหัวลำโพง สะพานพุทธฯ อโศก สุขุมวิท คลองเตย ฯลฯ ทำให้ความคิดเขาเริ่มเปลี่ยน หน้าที่ของครูข้างถนนคือดึงเด็กเร่ร่อนออกจากพื้นที่มาเข้ารับการศึกษาที่ศูนย์ฯ เมอร์ซี่ โดยวิธีการแตกต่างกันไปของครูแต่ละคน สิ่งสำคัญคือการสร้างความไว้วางใจให้กับเด็กเร่ร่อน พูดคุย ให้สิ่งของ ทำให้เด็กๆ มั่นใจในความหวังดี เมื่อเด็กมารู้จักศูนย์ฯ เมอร์ซี่แล้ว พวกเขาจะมาอีกครั้งเมื่อไหร่ก็ได้ ที่นี่ไม่มีการผูกมัดกักขัง เพียงแต่ให้รู้ว่าทางศูนย์ฯ มีอาหารให้กิน มีการศึกษาให้ และสำหรับเด็กๆ ที่ป่วยไข้ ติดยาเสพติดหรือติดโรคร้าย หรือมีปัญหาเกี่ยวกับคดีความ ที่นี่จะคอยประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาช่วยเหลือเด็กต่อไป

ศูนย์ฯ เมอร์ซี่ประกอบด้วยบ้านพักสำหรับเด็กเร่ร่อน สถานสงเคราะห์เด็กเมอร์ซี่ ศูนย์สุขภาพและอนามัยชุมชน บ้านแม่และเด็กผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ ศูนย์เด็กปฐมวัยล็อค 6 และสถานที่ประชุมของชุมชน ภายในศูนย์เป็นมุมสงบ ร่มรื่น ตั้งอยู่กลางชุมชนแออัดคลองเตย มีสวนหย่อมเขียวขจีตลอดทั้งปีด้วยพรรณไม้นานาชนิด มีสนามหญ้าและหลุมทราย ให้เด็กๆ ได้ใช้ชีวิตสนุกสนานเพลิดเพลิน สรรค์สร้างจินตนาการตามวัยของตน

เดิมทีศูนย์ฯ เมอร์ซี่เป็นอาคารไม้เล็กๆ บนที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา มีการปรับปรุงอาคารให้เหมาะสมกับปริมาณงาน จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2543 ได้มีการก่อสร้างอาคารถาวรด้วยเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา เพื่อให้มีสถานที่ทำงานที่เหมาะสมและสามารถรองรับปริมาณงานด้านเด็กเร่ร่อนที่เพิ่มขึ้นได้

                    “พอมาเป็นอาสาสมัครแล้วคิดว่าเราพอช่วยเหลือสังคมได้ ช่วงแรกไม่ได้เงิน แต่พอทำไปหลายปีก็ได้เป็นเจ้าหน้าที่ ได้เงินเดือน เลยตัดสินใจโทรไปบอกครูที่โรงเรียนว่าผมลาออกแล้วนะ ครูเขาก็ตกใจ เพราะช่วงแรกๆ เราไม่ได้บอกใครเลยว่าเรามาทำงานตรงนี้”

                    เนื้องานที่เขาสัมผัสมันแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับประสบการณ์ครูสอนดนตรีที่ผ่านมา มันไม่ใช่การเติมเต็มความสามารถพิเศษให้กับลูกคนมีเงินอีกต่อไป บัดนี้มันคือชีวิตจริง ชีวิตน้อยๆ ที่เขาต้องช่วยเหลือขึ้นมาจากหลุมดำแห่งโชคชะตา ครูเซฟเดินเข้าออกไปตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อค้นหาเด็กเร่ร่อนและช่วยเหลือเท่าที่ตนเองทำได้ งานด้านนี้อาจมีเงินเดือนไม่มากกว่างานเก่า แต่ความภูมิใจครูเซฟบอกว่า “เทียบกันไม่ได้”

                    “เด็กที่มีฐานะร่ำรวยเขาจะมีความอ่อนไหวง่าย เราไปสอนเขาเพิ่มเติมเรื่องดนตรีที่ไม่ใช่ส่วนสำคัญของชีวิตเลย เป็นการเรียนเสริมเท่านั้น แต่มาสอนเด็กเร่ร่อนเป็นการสอนชีวิต สอนให้เขามีชีวิตอยู่ เอาตัวรอดให้ได้ สอนเขาให้พ้นจากความลำบาก สอนเด็กรวยคือสอนให้เขาเหนือคนไปอีก แต่เราสอนเด็กเร่ร่อนคือสอนให้เขาขึ้นมาจากความลำบาก ไม่ถึงขั้นที่จะให้เท่ากับเด็กร่ำรวยที่เราเคยสอนหรอก เมื่อก่อนเราสอนสิ่งที่ไม่ค่อยจำเป็นกับชีวิต แต่กับเด็กเร่ร่อนเราสอนเขาให้พ้นวิกฤตชีวิตสู่ความปกติให้มากที่สุด”

เมอร์ซี่ บ้านของเด็กเร่ร่อน

ครูเซฟแต่งตัวด้วยเสื้อยืดกางเกงยีนเรียบง่าย เพื่อให้การเดินเท้าลงพื้นที่ในชุมชนต่างๆ เป็นไปอย่างคล่องตัว ที่สำคัญคือไม่ทำให้เด็กเร่ร่อนที่เขาพบเจอตกใจหรือคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง การจะเข้าไปผูกมิตรกับเด็กในชุมชนคลองเตยจึงต้องทำให้เขารู้สึกเป็นมิตรที่สุด

“เดินมาขนาดนี้บางทียังหลงเลยนะ” ครูเซฟหันมาพูดกับข้าพเจ้า ในย่ามของเขาอัดแน่นไปด้วยของใช้ประจำวันอย่าง สบู่ ยาสีฟัน แป้งเด็ก ยาสระผม แปรงสีฟันและไม้ปิงปองที่ได้รับบริจาค

เขาเดินลับเข้าไปในชุมชนคลองเตยบนเนื้อที่กว่า 70 ไร่ ทะลุซอกเล็กซอยน้อยผ่านไปตามบ้านต่างๆ ที่ปลูกสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ มากมายหลายร้อยหลังคาเรือน ในวันธรรมดาจะเป็นที่อยู่อาศัยของ เด็ก วัยรุ่น และคนชรา มันอาจไม่ใช่สถานที่ที่คนนอกอยากเข้าไปนัก ทว่าครูเซฟเดินเข้าออกที่นี่มา 14 ปีแล้ว

 “พี่จะเอาของใช้ประจำวันไปให้เด็กเมอร์ซี่” เด็กในที่นี้คืออดีตเด็กเร่ร่อนที่เขาไปพบเมื่อหลายปีก่อน ในกลุ่มเพื่อนที่พากันดมกาวและหาเลี้ยงชีพด้วยการเช็ดกระจกรถยนต์ตามสี่แยก หลากหลายที่มาของเด็กเร่ร่อนที่เขาพบเจอไม่ใช่เด็กในกรุงเทพฯ หากพเนจรมาจากหลายจังหวัดโดยฝากชีวิตมากับรถไฟชั้นสาม ปลายทางของพวกเขาส่วนใหญ่หยุดที่ “หัวลำโพง” เพราะพวกเขาพบว่าที่นี่มีอาหารมีหนทางเลี้ยงตัวได้มากกว่า ทั้งยังมีเพื่อนเร่ร่อนเหมือนกันสร้างความอุ่นใจในระดับหนึ่ง

“ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการถูกพ่อแม่ทำร้าย อาจจะด้วยการใช้ยาเสพติด การถูกทอดทิ้ง เขามาเจอเพื่อนร่วมชะตาเดียวกันที่หัวลำโพง บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีมาจากพ่อแม่ตั้งแต่เกิด คำว่าครูข้างถนนคือไม่ได้ไปสอนวิชาในตำราให้เขาหรอก แค่ไปเป็นเพื่อนทำความรู้จักกับเขา” ประตูด้านแรกที่เหล่าเด็กเร่ร่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากสังคมหรือหน่วยงานต่างๆ พวกเขาต้องพบกับครูข้างถนน ผู้เปิดโลกให้เขาได้พบกับความหวัง ให้รู้ว่าชีวิตเขาเองยังมีค่า มีความหมาย ไม่ใช่ขยะสังคม แต่บางคนก็ยากเกินกว่าจะให้เขาทิ้งชีวิตเร่ร่อนไป เพราะกว่าจะพบครู พวกเขาก็พ้นชีวิตวัยเด็กไปเสียแล้ว จึงชินกับการเร่ร่อน แต่หากวันใดเขาต้องการการรักษา หรือไม่มีที่พึ่งพิง ศูนย์ฯ เมอร์ซี่เปรียบเหมือนบ้านพร้อมอ้าแขนรับพวกเขาเสมอ

ประสบการณ์ที่พบเจอ

                เอ เดินทางมากับรถไฟชั้นสามจากภาคใต้ ในเวลานั้นไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำให้เด็กหญิงกล้าหนีออกจากบ้านด้วยวัยเพียง 7 ขวบ เธอรอนแรมไปกับรถไฟราวกับมันเป็นผู้ขีดชะตาชีวิต เอไม่สนใจจะเข้ากรุงเทพฯ หรือหัวลำโพง เธอเพียงต้องการออกจากบ้านเพราะรู้สึกว่าปู่กับย่าไม่รัก แต่รถไฟไหนๆ ก็มุ่งสู่กรุงทั้งนั้น การพเนจรไปในที่ต่างๆ ทำให้เธอพบว่าหัวลำโพงมีอาหารเหลือให้กินมากกว่าทุกสถานีที่เคยอยู่ มีคนไร้บ้านนอนบนพื้นเดียวกันให้เห็น อย่างน้อยเธอก็อุ่นใจว่ายังพอมีเพื่อนข้างๆ บนโลกใบนี้

                เอ (นามสมมุติ) ใช้ชีวิตเร่ร่อนมาจนอายุ 13 เธอมีเพื่อนมากขึ้นทุกปีจากหลายที่มา พม่า กัมพูชา ไทย 14 ปีที่แล้วยาเสพติดชนิดเข็มเป็นที่นิยมในหมู่เด็กเร่ร่อน ความหิวโซไม่อนุญาตให้เอตีตัวออกจากเพื่อนได้ เข็มและเพศสัมพันธ์กลายเป็นสิ่งที่เข้ามาพัวพันในชีวิตของเธอจนแยกไม่ออก เธอติดเชื้อเอชไอวีโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่ครูเซฟจะพบเข้าขณะเธอนอนซมอยู่มุมตึกสถานีรถไฟหัวลำโพง

                การใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีทำให้เอไม่ไว้ใจครูเซฟเมื่อแรกเจอ เธอกลัวจะเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับตัวไปกักขัง แต่ความเป็นครูข้างถนนของครูเซฟไม่อาจทำให้เขานิ่งดูดาย ต้องคอยเทียวไปหาเอเพื่อสร้างความไว้วางใจอยู่หลายวัน พาเอไปตรวจสุขภาพและรักษาอย่างถูกวิธีให้ได้

                เมื่อเอเข้ารับการรักษาที่ศูนย์ฯเมอร์ซี่จนร่างกายกลับมาแข็งแรงเธอก็ออกไปใช้ชีวิตเร่ร่อนดังเดิม เมื่อไหร่ที่เธอรู้สึกว่าร่างกายแย่ลงเธอจึงจะกลับมา ครูเซฟและเจ้าหน้าที่ทำได้เพียงให้ความรู้ในการดูแลตัวเองแก่เอไป เอเข้าออกศูนย์ฯเมอร์ซี่อยู่หลายหนจนอายุ 21 ปี ครั้งสุดท้ายเธอกลับมาที่ศูนย์โดยไม่ได้กลับออกไปอีก เอนอนนิ่งที่เตียงเดิม หันหลังให้ชีวิตเร่ร่อน นอกจากครูข้างถนนและเจ้าหน้าที่แล้วไม่มีใครทราบว่าเอกำลังจะตาย แม้แต่เพื่อนที่เคยเคียงชีวิตเธอมา ครูเซฟได้แต่ยืนให้กำลังใจข้างเตียง เพราะรู้ว่าเอใช้ชีวิตของเธออย่างเต็มที่โดยไม่ดูแลสุขภาพตนเอง

                “ขอบคุณนะครู” เป็นถ้อยคำสุดท้ายที่ครูเซฟสัมผัสได้ว่ามันออกมาจากจิตใจของหญิงสาวคนหนึ่ง ก่อนจะสิ้นลมอย่างสงบ เอกลายเป็นแรงใจให้ครูข้างถนนและเจ้าหน้าที่ทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อเด็กเร่ร่อนต่อไป

                “งานศพมีแต่เจ้าหน้าที่สามสี่คน เราแจ้งญาติไปแล้วแต่ไม่มีใครมาเลย” คือความสะเทือนใจหนึ่งของครูเซฟที่เขาไม่เคยลืมเลือน

รากของปัญหาคือการศึกษา และความพอเพียง

“เบื้องลึกของปัญหาความยากจนจริงๆ แล้วเป็นเรื่องการศึกษา ถ้าครอบครัวเขาฐานการศึกษาดี ความยากจนก็ทำอะไรเขาไม่ได้ การศึกษาหมายถึงเรื่องของวิถีชีวิตด้วย ทัศนคติ มุมมองชีวิต เพราะว่าแม่ส่วนหนึ่งฟุ่มเฟือย แล้วใช้ลูกเป็นเครื่องมือในการให้เด็กออกมาเร่ร่อน แต่ถ้าพื้นฐานทัศนคติที่ดีมีการศึกษาจะทำให้เขารู้ว่า จริงๆ มีหน่วยงานมากมายที่พร้อมจะช่วยเหลือ แต่เขาไม่มีความรู้ในการเข้าถึงความช่วยเหลือนั้น พ่อแม่ก็เป็นพ่อแม่ที่ดีได้ ลูกก็สามารถอยู่กับเขาได้ ไม่ต้องไปอยากมีอยากได้เหมือนคนอื่นเขา แต่บางครอบครัวพ่อแม่อยากมีอยากได้เหมือนคนอื่น เห็นเขามีรถอยากมีบ้างไปกู้หนี้ยืมสินมาแล้วทำให้ครอบครัวแตกแยก ทำให้ยากจนไม่พอกิน ฐานจริงๆ คือเรื่องทัศนคติและการศึกษาที่เขาได้ไม่เต็มที่”

ครูเซฟ ชี้ถึงรากฐานที่มาแห่งการเร่ร่อนของเด็กตามประสบการณ์ที่พบเจอส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่ไม่มีความพอเพียง พอประมาณ และไม่มีเหตุผล ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี กู้หนี้ยืมสินเพื่อให้มีอย่างคนอื่นๆ สุดท้ายไม่พอกิน ผลักดันให้ลูกต้องออกไปเร่ร่อนหากินเอง ซ้ำร้ายยังใช้เป็นเครื่องมือในการขอทาน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เพราะเขาไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาสร้างทัศนคติที่ดีจึงขาดเหตุผล ขาดภูมิคุ้มกัน ไม่มีความพอประมาณในการดำเนินชีวิต

“ถ้าถามว่าแล้วอะไรมันทำให้การศึกษาไม่เต็มที่ล่ะ ระบบปัญหาเชิงนโยบาย เพราะว่าความฟุ่มเฟือยมาจากค่านิยมในวัตถุที่เราเจอกันทุกคน อยู่ที่ว่าเราจะคิดได้หรือไม่เท่านั้น”

เด็กเร่ร่อนและโรคร้าย

                “ปัจจุบันเด็กติดเชื้อที่เมอร์ซี่มีน้อยลงแล้ว ประมาณ 20 คน ที่เหลือเป็นเด็กที่อยู่ในสภาวะยากลำบากอื่นๆทั่วไป เช่น เด็กได้รับผลกระทบส่วนหนึ่ง เด็กจากสถานพินิจฯ เด็กยากจนในชุมชน เด็กพ่อแม่ติดคุก เด็ก 170 คนในเมอร์ซี่มาจากหลากหลายปัญหา ส่วนหนึ่งของเด็กเร่ร่อนก็มีเด็กได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ด้วย”

ใจกลางชุมชนคลองเตยมีโรงเรียนเด็กเล็กชื่อ ศูนย์เด็กประถมวัยร่มเกล้า เพื่อรองรับเด็กๆ ในชุมชนที่พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลเพราะต้องออกไปทำงาน อย่างน้อยที่นี่ก็ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ มีรั้วรอบสูง ในหมู่เด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่มีบางคนติดเชื้อเอชไอวีมาตั้งแต่ในท้อง แต่เขาสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ภายใต้การดูแลอย่างถูกต้องของเจ้าหน้าที่และครูที่มีประสบการณ์ดูแลมา 40 ปี

                และยังมีเด็กโตที่อาศัยอยู่บ้านพักอื่นๆ ในความดูแลของศูนย์ฯ เมอร์ซี่ พวกเขาใช้ชีวิตไปโรงเรียนเหมือนคนปกติธรรมดา ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่านี่คือเด็กติดเชื้อ ครูเซฟและเจ้าหน้าที่จะคอยเอายาต้านโรคและของใช้จำเป็นที่ได้จากการบริจาคไปให้ไม่ขาด

“เด็กเร่ร่อนเขาไม่อยากไปอยู่ที่ไหน เขาอยากอิสระของเขา แต่เมื่อเรารู้เราต้องช่วยเหลือเขาว่า หนูควรที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง ก็ต้องหาวิธีช่วยเหลือโดยการดึงเขาออกจากพื้นที่ แล้วมาบำบัด มาให้ยา ให้เขาได้ยาต้านที่ถูกต้อง แม้กระทั่งเด็กที่ติดยาเสพติดเองเขาไม่อยากบำบัดหรอก เราต้องหาวิธีให้เขาบำบัด เด็กติดเชื้อเขาไม่อยากที่จะรักษาหรอก เพราะชีวิตมันไปวันๆ เขาไม่อยากรักษา เราต้องพยายามทำให้เขาเล็งเห็นว่าชีวิตมันมีคุณค่า”

ชีวิตเร่ร่อนของเด็กๆ มีสาเหตุมาจากผู้ใหญ่แทบทั้งสิ้น ไม่มีใครอยากออกจากบ้านเพื่อมาพบความโดดเดี่ยวและหิวโซ เด็กส่วนใหญ่ที่ออกจากบ้านมีอายุ 7 ขวบขึ้นไป พวกเขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด ผู้ที่อายุน้อยก็ไปขอทาน เช็ดกระจกรถ เมื่อเป็นหนุ่มสาวเขาไม่อาจขอทานได้อีก ประจวบกับปัจจุบันมีการจัดระเบียบเด็กเร่ร่อน ทำให้พวกเขายิ่งต้องดิ้นรน ผลที่ตามมาคือ “การขายบริการทางเพศ”

เมื่อไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา พวกเขาก็ไม่มีการป้องกัน พูดง่ายๆ คือแม้แต่ถุงยางพวกเขายังไม่มีโอกาสเข้าถึงด้วยซ้ำ โรคร้ายที่ทุกคนกลัวจึงตกอยู่กับเด็กเร่ร่อน เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก การมีเพศสัมพันธ์กันเองในกลุ่มยิ่งทำให้เชื้อลุกลาม กว่าจะพบว่าตัวเองติดเชื้อบางรายก็สายไปแล้ว

“เรื่องเด็กติดเชื้อเป็นเรื่องสมัยก่อน ปัจจุบันเป็นเรื่องยาเสพติด ท้องก่อนวัย แม่วัยรุ่น ผู้ชายก็ไปเป็นเด็กแว้น แต่ตอนนี้เด็กติดเชื้อสามารถดูแลตัวเองได้ ถ้าเด็กกินยาก็สามารถมีชีวิตที่ดีได้ บางคนติดเชื้อตั้งแต่เด็กจนอายุยี่สิบปีแล้วเขายังอยู่ได้เลย แต่เมื่อก่อนยังไม่มียาที่ดีเท่านี้ แพงมากเป็นแสน”

14 ปีอันยาวนานบนเส้นทางครูข้างถนน ครูเซฟยังคงเดินเข้าออกในชุมชนคลองเตยดุจคนในพื้นที่ มุ่งอุทิศตนเพื่อเด็กเร่ร่อนไร้โอกาส เด็กที่สังคมเมินหน้าหนี ยังมีเจ้าหน้าที่อีกหลายท่านที่ยังคงทำงานอยู่เบื้องหลังปัญหาที่หลายคนเอาแต่บ่น ทว่าพวกเขากำลังช่วยกันเยียวยาแก้ไขให้มันดีขึ้นด้วยลมหายใจของพวกเขาเอง

“มองเข้าไปในตาเขาสิ ผ่านความหยาบกร้านพวกนั้น มันมีความบริสุทธิ์นะ” ครูเซฟ สะพายย่ามเดินต่อไป

ฉบับหน้ามาทำความรู้จักกับ ครูดาว แสงรวี จันทร์สุข นักจิตวิทยาและนักสัมคมสงเคราะห์แห่งศูนย์ฯ เมอร์ซี่ ผู้ทำหน้าที่ในการสืบพยานเด็กในศาล และ สน. ซึ่งกฎหมายใหม่กำหนดให้การสอบปากคำเด็กต้องมีนักสังคมสงเคราะห์ หรือนักจิตวิทยาไปร่วมสอบปากคำทุกครั้ง ในกรณีเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี

 

ผู้สนใจแบ่งปันช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนในศูนย์ฯ เมอร์ซี่ ติดต่อได้ที่ 100/11 เคหะคลองเตย 4 ถนน ดำรงลัทธพิพัฒน์ คลองเตย
กรุงเทพฯ 10110 ประเทศไทย โทร: (662) 671-5313 โทรสาร: (662) 671-7028