Featured

Alliance

 

 

 

 

 


ดร.ศักดิ์พงศ์ หอมหวล

ตีโจทย์เศรษฐกิจพอเพียงให้แตกเพื่อการพัฒนาชีวิตที่ยั่งยืน
โดย ดร.ศักดิ์พงศ์ หอมหวล

 

“วันนี้เราดำรงชีวิตอยู่ด้วยชุดความรู้ใด?”

ดร.ศักดิ์พงศ์ หอมหวล อาจารย์หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่ตัวผู้เขียนเองไม่เคยรู้หรือได้ยินมาก่อน,ผู้เขียนตั้งใจมาขอความรู้ถึงแก่นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนา ไหนเลยท่านอาจารย์จึงถามถึงชุดความรู้เสียอย่างนั้น รอยยิ้มและแววตามุ่งมั่นยังคงประกายคำถามออกมาไม่หยุดหย่อน
ดร.ศักดิ์พงศ์ เป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาเอก ในสาขานวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ปลดปล่อยนักศึกษาที่เคยใส่สูทผูกไทด์มาเรียนในอาทิตย์แรก ก่อนจะหันหลังให้เปลือกงามๆ เหล่านั้นตลอดไปเมื่อเรียนจบด๊อกเตอร์
ท่านอธิบายว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคุณค่า มีพลังต่อการออกแบบการดำเนินชีวิตของผู้คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการนำมาใช้ดำเนินชีวิต และมันสามารถเชื่อมโยงกับการพัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืนได้
“หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวชี้นำให้คนได้ฉุกคิด เวลาคนเอาเรื่องนี้ไปออกแบบ อย่าลืมว่าจริงๆ แล้วแบบชีวิตของพวกเรามันเคลื่อนไปด้วยชุดความรู้ ถ้าเราจะออกแบบชีวิตเราต้องเริ่มถามว่า ‘วันนี้เราดำรงชีวิตอยู่ด้วยชุดความรู้ชุดใด’ นี่คือสิ่งสำคัญ ฉะนั้นเงื่อนไขหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมี 2 เงื่อนไข คือความรู้บวกคุณธรรม ตัวนี้เป็นตัวที่นำพาให้คนออกแบบชีวิตได้ ถ้าเราไม่ตอบคำถามตัวเองว่าเราอยู่ด้วยชุดความรู้ใด มันก็ไปเรื่อยเปื่อย คำว่า ‘หลัก’ ก็คือชุดความรู้”
ชุดความรู้ที่ว่านี้ก็คือความรู้เฉพาะถิ่น ซึ่งแต่ละที่แต่ละภูมิภาคมีไม่เหมือนกัน ชุดความรู้ของคนไทยจะมีคุณธรรมกำกับอยู่ในรูปของคำบอกสอน คำพังเพย ข้อห้าม หรือแม้แต่จารีต ประเพณีและวัฒนธรรม อาจารย์ชี้ว่าคุณธรรมที่บวกเข้ากับความรู้จะเป็นตัวนำให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผน คือมีเหตุผล มีพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน
“ความรู้ถ้ามันไม่ถูกบวกด้วยคุณธรรมมันไม่เกิดเป็นปัญญา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เวลาเราพูดเราก็มุ่งว่าทำไงจะมีเหตุผล ทำไงจะพอประมาณ ทำไงจะมีภูมิคุ้มกัน กลายเป็นว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสร้างตัวนั้น ซึ่งมันเป็นตัวปลายน้ำแล้ว ตัวต้นทางคือเราเอาชุดความรู้อะไรใส่ลงไปในคน คนถึงจะกลายเป็นคนมีเหตุผล นี่คือการพัฒนาที่ประเทศไทยเขียนไว้ในแผนพัฒนาประเทศและความก้าวหน้าโดยใช้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา”
คำว่า “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” กล่าวคือ ความรู้ที่ใส่ลงไปในคน เพื่อให้เขาพัฒนาตนเองต่อไป หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงมีความหมายว่า ความรู้หรือชุดความรู้ใดก็ตามที่ใส่คุณธรรมกำกับลงไป ซึ่งจะเป็นพลังให้คนๆ นั้นเกิดการพัฒนานำไปสู่การเป็นคนที่มีเหตุผล มีความพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกันในที่สุด

“การพัฒนาท้องถิ่นภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะสามารถพัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืนได้จริงหรือ?”

“คำว่านวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น หรือคำว่าท้องถิ่น เรามี 2 มิติ คือมิติของทางราชการ คือการปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นคือเรื่องของโครงสร้าง แต่อีกมิติคือมิติของการพัฒนา ผมนิยามว่าท้องถิ่นมันเป็นระบบความสัมพันธ์ การพัฒนาท้องถิ่นมันจึงเป็นการพัฒนาระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งรอบตัว”
ความสัมพันธ์ที่ว่านี้มีอยู่ 3 ระดับ คือ 1.ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ซึ่งอธิบายภาพความสัมพันธ์ผ่านความเป็นบุคคล ความเป็นครอบครัว และความเป็นชุมชน
2.ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งอธิบายภาพความสัมพันธ์ผ่านปัจจัยสำคัญต่อการดำรงอยู่ของชีวิตผู้คน 4 ประการ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค สรุปความว่าการเรียนรู้หรือทำความรู้จักกับธรรมชาติรอบตัวเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งสำคัญ 4 ประการนี้
3.ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ซึ่งอธิบายภาพความสัมพันธ์ผ่านระบบความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม สรุปความสำคัญเหนือธรรมชาติไม่มีตัวตน ไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้ แต่มีผลทางจิตใจ
“3 ตัวนี้รวมกันผมเรียกว่า ‘ท้องถิ่น’ การพัฒนาท้องถิ่นคือการพัฒนาระบบความสัมพันธ์ของ 3 สิ่งนี้ให้มันแนบแน่นและไปด้วยกัน หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงบอกว่า เงื่อนไขการพัฒนาจะต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขของความรู้และคุณธรรมบวกกัน เป็นพลังพาทุกคนเคลื่อนไปได้อย่างมีคุณภาพ คือมีเหตุผล มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน หลักปรัชญาฯ กับการพัฒนาท้องถิ่นจึงเชื่อมโยงกันด้วยสาระเท่านี้
เคยได้ยินไหม เราลูกลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลูกตะนาวศรี ลูกที่ราบสูง ฯลฯ นั่นแหละคือการเชื่อมโยงและผูกมัด แล้วก็แสดงความเป็นท้องถิ่นของแต่ละคน เขาถึงมีเจ้าถิ่นไง การพัฒนาท้องถิ่นมันต้องพัฒนาความสัมพันธ์ 3 สิ่งนี้ไปพร้อมกัน ทำไมคนถึงทำให้น้ำเน่า ทำไมคนสร้างขยะ ทำไมคนทำลายป่า เพราะเขาตั้งคำถามและใช้ชีวิตไม่ถูกว่าเขากับป่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร”

“งานพัฒนาท้องถิ่นภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ผ่านมา ปัญหาที่แก้ได้ยากที่สุดคืออะไร?”

“คือวิธีคิด วิธีตั้งคำถาม จริงๆ แล้วชีวิตพวกเราเคลื่อนตัวไปผ่านการตั้งคำถาม ทุกวินาทีเราตั้งคำถามให้ตัวเองตลอด เมื่อตั้งคำถามแล้วเราต้องหาคำตอบ เมื่อได้คำตอบแล้วเราถึงจะเอาคำตอบที่ได้ไปตั้งคำถามใหม่ มันจะหมุนไปเรื่อย”
ดร.ศักดิ์พงศ์อธิบายว่า ความยากของการพัฒนาท้องถิ่นคือมิติในการพัฒนา 2 แบบ ได้แก่ การกระทำโดยภาครัฐ ซึ่งประชาชนรับทราบกันอยู่แล้ว อีกมิติหนึ่งคือการพัฒนาที่ใช้ท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง หมายความว่าทุกท้องถิ่นมีชุดความรู้เฉพาะที่ ควรใช้ชุดความรู้เฉพาะถิ่นนี้เป็นตัวตั้งเพราะมีคุณธรรมกำกับมาแต่เดิมอยู่แล้ว ตรงนี้คือความยากซึ่งอาจารย์มองว่าหลายคนยังเข้าไม่ถึง
“ถ้าอยากให้คนมีสุขภาพดี แล้วคุณไปพาคนบ้านนอกเต้นแอโรบิก เล่นฮูลาฮูบ จริงๆ ชุดความรู้ในท้องถิ่นเพื่อการออกกำลังกายให้มีสุขภาพดี โบราณก็เก็บผัก ผ่าฟืน หาบน้ำ ทำงานสวน งานบ้าน อันนั้นคือของจริงแต่เราไม่ใช้ นี่คือสิ่งที่ยาก มันแกะไม่ออกเลย
ถ้าหน่วยงานรัฐไม่มาก็ทำอะไรไม่เป็น สุดท้ายเงินอย่างเดียว บ้านละเท่านั้นเท่านี้ ติดหนี้กันหัวโต ยกตัวอย่างการปลูกป่าหนึ่งหมื่นต้น วันปลูกมากันทุกหัวระแหงเลย ทำข่าวใหญ่โต ถามว่าพรุ่งนี้เป็นต้นไปมีใครคิดถึงต้นไม้หมื่นต้นนั้นบ้าง สุดท้ายเหมือนเดิม ในหลวงจึงบอกว่าง่ายที่สุด อย่าไปทำอะไรมัน ปล่อยมันไปเดี๋ยวมันเป็นเอง ป่าอันที่สองปลูกป่าในใจคน นั่นแหละมันยากตรงนี้
วิทยานิพนธ์ในสาขาผม มันจึงเป็นที่สนใจของคนหลายๆ คน เราทำจริงแล้วกล้าที่จะสู้กับสิ่งเหล่านี้ การพัฒนาคนบางแห่งบางที่ ผู้นำในการพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะในระดับชุมชนถูกเรียกว่าเป็นคนดีของสังคม แต่เป็นคนเลวมากของครอบครัว เพราะออกนอกบ้านก็พัฒนา กลับมาบ้านหมดแรงแล้ว บ้านไม่ทำอะไรเลย เช่น ในมิติของสุขภาพ คนที่เป็นต้นแบบเรื่องสุขภาพของแต่ละชุมชน ตื่นเช้ามาออกไปทำงานชุมชนกันหมด แต่บ้านของคนต้นแบบแทบไม่มีที่เดิน สามีภรรยาแทบจะไม่คุยกัน ลูกไปอีกแบบหนึ่ง ห้องครัวของคนต้นแบบยิ่งกว่าห้องเก็บของ ผมทำแล้วมันไม่มีประโยชน์ในการพัฒนาแบบนั้น
ผมจึงเปิดประเด็นไว้แต่ต้นๆ ว่า เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนแล้วเชื่อมไปถึงครอบครัว แล้วถึงไปสู่ชุมชน มีรัฐบาลชุดหนึ่งบอกว่า ‘ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง’ แต่เราไม่ทำเลย มันถึงแหลกถึงทุกวันนี้ ตัวพ่อบ้านเป็นถึงผู้นำระดับท้องถิ่นไปไหนคนเคารพนับถือ แต่ลูกติดยา ลูกเป็นนักเลงเกเรประจำถิ่น ทำไมล่ะ ก็เพราะอย่างนี้แหละ เป็นคนดีของสังคมแต่เป็นคนเลวมากของครอบครัว คนที่เป็นคนดีของสังคมมันต้องเริ่มจากตัวเอง แล้วนำไปสู่ครอบครัว แล้วค่อยนำออกสู่สังคม
หลักศาสนาของทุกศาสนาท่านสอนไว้ จะไปพัฒนาใครให้เริ่มที่ตัวเอง เวลาไปวัดขอพร ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุขนะ ขอให้ตัวเอง เพราะถ้าเรามีความสุข คนที่มีความสุขก็เชื่อมโยงไปถึงคนอื่น ถ้าวันนี้ผมกับคุณหงุดหงิด ไอ้พวกอยู่เคาน์เตอร์อาจจะโดนอะไรหลายอย่างแล้วนะ(ชี้ไปที่ทีมงาน) ถ้าเรามีความสุขพวกนั้นเขาก็มีความสุขในแบบของเขา มันเชื่อมกันโดยอัตโนมัติ ตัวนี้แหละคือตัวที่มันยาก มันถึงเกิดปัญหาว่า ครูทำไมปล่อยให้เด็กอ่านหนังสือไม่ออก ทำไมปล่อยให้เด็กคิดเลขไม่เป็น อันเดียวกัน เพราะว่าเขาแบกรับอะไรหลายอย่าง พอมาถึงมิติการพัฒนามันล้าแล้ว”

“ดูเหมือนวาทะกรรมที่ว่า สังคม เศรษฐกิจ การเมือง จะสร้างความยากในการเข้าถึงของคนส่วนใหญ่ ในมุมมองของการพัฒนาภายใต้หลักปรัชญาของเศารษฐกิจพอเพียงอาจารย์จะอธิบายอย่างไร?”

“คำว่าสังคมที่เกิดขึ้นมามันก็คือความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ปัญหาสังคมคือปัญหาความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างคนกับคน พัฒนาสังคมก็พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ก็เท่านี้
เศรษฐกิจคือเสื้อผ้า อาหาร บ้านและยา เมื่อก่อนแลกเปลี่ยนกันได้ แบ่งปันกันได้ ไปหาเก็บผัก ผ่าฟืนได้ วันหนึ่ง คนเริ่มหาแบบนั้นเหมือนกันเยอะๆ มีพื้นที่การแลกเปลี่ยน ปัจจุบันเราเรียกกันว่าตลาด ในตลาดนอกจากมีปัจจัยสี่แล้ว สิ่งที่ทำให้เกิดเป็นตลาดคือคำว่าเงิน เมื่อเงินบวกปัจจัยสี่มันทำให้เกิดเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง แต่เศรษฐกิจพอเพียงพยายามที่จะอธิบายสิ่งที่ผมว่ามันคนละมิติกัน เพราะเศรษฐกิจที่มีเงินเป็นตัวตั้ง เวลาพัฒนาเศรษฐกิจหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็คือการอัดเม็ดเงินเข้าไปให้เงินมันหมุนเวียน
แต่มิติของหลักเศรษฐกิจพอเพียงจะอธิบายต่างกัน กฎกติกาทางสังคมทั้งหลายเมื่อก่อนเราใช้ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมเป็นตัวสร้างให้คนได้ยึดถือ อยู่มาวันหนึ่งสิ่งพวกนั้นเอาไม่อยู่ เกิดสิ่งที่เรียกว่ากฎหมาย การออกกฎหมายก็เอาตัวแทนไปออก ตัวแทนเหล่านั้นก็คือระบบที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา ที่เรียกว่าการเมือง ฉะนั้นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับกระแสสองกระแส เวลาเราเทียบกัน ผมอยากให้เทียบอย่างนี้ จะเห็นภาพชัด เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาแก้ปัญหาความสัมพันธ์ทั้งสามได้(สังคม เศรษฐกิจ การเมือง)
พวกคุณบอกว่าเราเป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่น 50-60 โบราณ แสดงว่าความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติเริ่มไม่สอดคล้องกันแล้ว กฎกติกาเดิมๆ ที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันด้วยความสุขมันเอาไม่อยู่ พอเอากฎหมายมาใส่มันแข็ง ถ้าทำผิดกฎหมายก็คือจับ แต่ถ้าเดิมใครก็ตามทำผิดกฎกติกาสังคม ก็คือการกล่าว การเกลา การให้อภัย มันคนละมิติ ผมจึงประทับใจเวลาเราพัฒนาท้องถิ่นแล้วมันเคลื่อนด้วยมิติแบบนี้”

“การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ หลายคนคิดว่ามันคือการหวนกลับไปทำเกษตร ตรงนี้อาจารย์มองยังไง?”

“คือการน้อมนำหลักปรัชญาฯ มาใช้ในชีวิตมันไม่จำเป็นต้องเป็นภาคเกษตร เพราะว่าสาระใหญ่ของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือการใช้ความรู้บวกคุณธรรม แล้วไปขับเคลื่อนชีวิต อย่างน้อย 3 ตัวนี้เกิด มีเหตุมีผล มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน นี่คือประเด็น เวลาเราทำอะไรเราก็ใช้ความรู้ใช้คุณธรรม ใช้ 3 ห่วงเคลื่อนชีวิต (มีเหตุมีผล มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน) กับทุกอาชีพ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นภาคเกษตร
แต่ว่า ที่เอาภาคเกษตรมาอธิบายหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประหนึ่งว่ามันอธิบายให้เห็นภาพง่าย เห็นผลเป็นรูปธรรม ไปเห็นผมปลูกผักกินเองที่บ้าน เราก็พูดกันง่ายๆ ว่าผมทำเศรษฐกิจพอเพียง มันไม่ใช่ ผมปลูกผักบุ้งสามแปลง ผมไม่เคยแบ่งให้เพื่อนข้างบ้านเลย ผมถามว่าเป็นการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ไหม มันก็ไม่เป็นไปตามหลักปรัชญาฯ เพราะมันขาดตัวคุณธรรม
เวลาหน่วยงานหลายหน่วยงานเอาไปใช้ก็กระโดดไปที่ 3 ห่วงเลย ไม่ได้ดูตัวความรู้บวกคุณธรรม ฉะนั้นนักศึกษาผมทุกคน และทุกพื้นที่ที่ผมเข้าไปร่วมพัฒนาท้องถิ่น ผมจะเริ่มต้นแลกเปลี่ยนประเด็นที่เงื่อนไขก่อน ผมก็ตั้งคำถามว่าคุณใช้ชุดความรู้อะไรในการดำรงชีวิต เพราะไม่ตั้งคำถามแบบนี้ชาวนาหลายจังหวัดในประเทศไทยต้องซื้อพันธุ์ข้าว ทั้งๆ ที่ปลูกอยู่ตลอด ขายข้าว ทำนา ได้ข้าวเปลือก แต่ชาวนาส่วนหนึ่งและก็มากขึ้นๆ ซื้อข้าวสารกิน แล้วทำทำไม
เงื่อนไขความรู้บวกคุณธรรมคือจุดเริ่มใหญ่ ถ้าไม่เริ่มตรงนี้ ไปเริ่มว่าคุณจะต้องมีเหตุมีผล คุณจะต้องเป็นคนพอประมาณ ผมถามว่าถ้าคุณจะเป็นคนมีเหตุมีผลคุณใช้ความรู้กี่ชุด ลองคิดดูสิ อยู่ดีๆ จะให้เป็นคนมีเหตุมีผลเลยมันไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่เราเห็น ภาพแรกเขาเรียกว่าเป็นข้อมูลก่อน เมื่อเราจัดการข้อมูลแล้วมันจะกลายเป็นความรู้ เมื่อเราจัดการความรู้แล้วมันถึงจะกลายเป็นปัญญา สามห่วงข้างบนนั้นมันเป็นปัญญา ซึ่งมันจะต้องผ่านขั้นตอนจัดการความรู้จากเงื่อนไขข้างล่างนั้นไปก่อน ตรงนี้มันจะสำคัญ บางทีเรากระโดดไป ผมไปเห็นเยอะแยะ ศูนย์นั่น ศูนย์นี่ ไปแล้วเห็นอะไร
1.น้ำส้มควันไม้ 2.เลี้ยงปลาในกระชัง 3.หมูหลุม แล้วบอกว่าน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง ถามว่าผิดไหม ไม่ผิด แต่มันไม่ครบ ล่าสุดนักศึกษาของผม ดร.อาทิตย์ บำรุงเอื้อ เขาทำงานเรื่องชุมชนฆราวาสธรรมใช้พื้นที่ 14 ไร่ ในการเปิดศูนย์เรียนรู้ ก็มีปลา มีผัก มีข้าว มีไม้ยืนต้น ทุกอย่างเหมือนกัน แต่คนที่เข้าไปศูนย์เรียนรู้นี้ไม่ได้ไปเรียนเลี้ยงปลา ไม่ได้ไปเรียนปลูกผัก แต่ทุกคนจะไปเรียนเรื่องความเป็นชุมชนฆราวาสธรรม ฆราวาสธรรมเป็นหลักพุทธธรรมหนึ่งที่เรียกว่า คารวตา 6 ฉะนั้น ศูนย์เรียนรู้ของ ดร.อาทิตย์มีความโดดเด่นเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องคารวตา 6 ถ้าเอาคารวตา 6 บวกกับการปลูกมะม่วง นี่แหละมันถึงจะเกิดการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สมเด็จพระเทพฯ จึงเสด็จศูนย์ของ ดร.อาทิตย์ เพราะเรานำเสนอชัด”

“ความจน กับ ความรวย ในความหมายตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร อาจารย์คิดว่าหลักปรัชญาฯ นี้แก้ความจนได้ไหม?”

“ผมนิยามความยากจนไม่เหมือนใคร ที่ผมสอน ป.เอกมาผมบอกว่าถ้าเศรษฐกิจกระแสหลักคือเสื้อผ้า อาหาร บ้านและยา แล้วเอาเงินไปบวก ทุกอย่างเงินเป็นตัวตั้ง ซื้อกัน ขายกัน แลกเปลี่ยนกัน แต่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงพูดถึงความรู้คู่คุณธรรม พูดถึงการแบ่งปัน พูดถึงการมีพออยู่พอกิน พอมีเหลือก็แบ่ง แบ่งเหลือก็ขาย มันคนละมิติ ความยากจนในความหมายของผมก็คือว่า อันที่ 1 ชีวิตมันจะไปได้ก็คือเสื้อผ้า อาหาร บ้านและยา ถ้า 4 อย่างนี้มันอัตคัด มันติดขัด หรือมันไม่สะดวกต่อชีวิตอย่างนี้ผมเรียกว่ายากจน
ถ้าใช้ระบบที่เป็นกระแสหลักที่เขาอธิบายความยากจนคือเส้นความยากจน ถ้ามีเท่านี้ถือว่าไม่จน ถ้ามีเท่านี้ถือว่ายากจน แต่ถ้าชีวิตมันติดขัดด้วย 4 อย่างนี้ มันก็ยากจน ทีนี้ผมบอกว่าชีวิตพวกเรามันเดินไปมี 3 อัน อันที่ 1 ถามว่าอยู่ได้ไหม ตอบว่าอยู่ได้ แต่ถามว่ารอดไหมถ้าอยู่แบบนี้ ไม่แน่ ถ้าอยู่ได้ อยู่รอด มันถึงจะอยู่ดี มัน 3 ลำดับ
ถ้าบอกว่าให้ไปใช้ชีวิตอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสักปีเอาไง ผมอยู่ได้ครับ โอเคอยู่ได้ แต่ผมรอดหรือไม่รอดผมยังไม่รู้นะ ถ้าอย่างนี้ไม่ต้องถามหาอยู่ดี เพราะฉะนั้นความยากจนก็คือ การติดขัด แสดงว่าอยู่ไม่ได้ อยู่ไม่รอด อยู่ไม่ดี การแก้ปัญหาก็คือ ทำอย่างไรมันจะไม่ติดขัด ซึ่งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบอกว่ามันก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทั้งหมด พึ่งตนเอง พึ่งพาพรรคพวก แบ่งปัน
ถ้าบอกว่ารวยผมก็รวยในมิติเดียวกัน ในหลักปรัชญาฯ จึงบอกว่าให้มันพอมี พออยู่ และพอกิน นี่คือแนวคิดที่ผมใช้มาตลอด ผมเรียนรู้ คุยกับท่านดร.สุเมธ ตันติเวชกุล คุยกับผู้ใหญ่หลายท่าน สรุปผมจึงกล้านิยามว่า ความจนคือไม่พออยู่ ไม่พอกิน มันจะรวยก็รวยแบบมีพออยู่พอกินมันก็รวย ถ้ามันเยอะก็ขาย ไม่ขายก็แบ่งกันไป คือสิ่งที่มันน่าจะเกิดขึ้นในสังคม แต่เราไปนิยามว่า รวยคือมีเงินเยอะ ยิ่งเห็นแก่ตัว ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นแวดวงวงธุรกิจพักหลังมาถึงมีเรื่อง CSR เพื่อแสดงสปิริตว่า เฮ้ย กูรวยแต่กูก็แบ่งให้สังคม”

“การเปลี่ยนวิธีคิดของคนในสังคม จากการให้ความสำคัญกับเงินอันดับแรก ให้หันมามองว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็สามารถช่วยให้ชีวิตมีสุขได้ อาจารย์มองว่าเป็นไปได้ไหม”

“ได้ เพราะว่าถ้าเราทุกคนตั้งคำถามชีวิตดีๆ แล้วเริ่มที่ตัวเองอันนี้ได้แน่นอน หลักปรัชญาฯ เป็นมิติที่อิงและใกล้ชิดมากกับหลักศาสนาทุกศาสนา ถ้าเราเป็นคนที่นับถือศาสนาก็แสดงว่าเราใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มันต้องเริ่มที่ตัวเอง ผมจะไปสอนให้คุณเป็นคนพอประมาณผมไม่รู้จะไปสอนยังไงก็ได้แต่ตั้งคำถามว่าวันนี้คุณดำรงชีวิตด้วยชุดความรู้อะไร ถ้าคุณจะบริโภคผักแล้วคุณมีความรู้เรื่องการปลูกผักแล้วลงมือทำ ก็โอเค แต่ถ้าคุณมีชุดความรู้อยู่ในหัวว่าผักมันต้องเอาเงินไปแลกมา มันก็ไปคนละมิติ
สมัยผมเด็กๆ เขาจะทำกับข้าวบ้านละไม่เกิน 2 อย่าง ตอนเย็นทำเสร็จผมก็ให้ลูกผมเอาน้ำพริกไปให้บ้านคุณ บ้านคุณมีผักคุณก็ให้ผักกลับมา มันเป็นมิติที่เหมือนว่าไม่ต้องใช้เงินอะไร
ได้หรือไม่ได้ อันที่ 1.อยู่ที่ตัวเอง 2.อยู่ที่สภาวะปัจจุบัน ผมว่าถ้าทุกคนฉุกคิดตั้งต้นให้มันได้ จะรู้ว่าเราจำเป็นต้องน้อมนำหลักปรัชญาฯ ตรงนี้ ถ้าไม่ร่วมกันตรงนี้จริงๆ ผมว่าลำบาก น้ำท่วมใหญ่ ทำอะไรได้ โวยวาย คนบางกลุ่ม บางครอบครัว ถ้าไม่มีไฟฟ้าทุกอย่างจบ แต่ว่าหลักปรัชญาฯ ให้ไว้หมดทุกอย่างถ้าชุดความรู้เรามี มันไม่มีไฟฟ้า ถ้าเรามีชุดความรู้ที่มันทำให้ตัวเองอยู่ได้ มันก็ไปได้”

“แนะนำคนไทยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”


“ผมเปรียบชุดความรู้ในท้องถิ่นเป็นรากแก้วของแต่ละท้องที่ ตอนนี้เราพยายามที่จะไปเบียดเบียน บดบังไม่ให้รากแก้วทำหน้าที่ของมัน ปล่อยให้สิ่งอื่นเข้าไป ต้นไม้มันก็เติบโตอย่างอ่อนแอ ถ้าครอบครัวอ่อนแอเมื่อไหร่ ระบบใหญ่ ชุมชน สังคม ก็ไม่ต้องถามถึง มันไปด้วยกันทั้งหมด มันก็มาจากปัจเจกตัวนี้ ฉะนั้นผมแนะนำว่า ถ้าจะพัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืน เรามาช่วยกันใช้ความรู้ในท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ขณะเดียวกันชุดความรู้อื่นๆ ก็มีประโยชน์ มีคุณค่า มีพลังในตัวมัน เอามาผสมผสานกันให้ลงตัว
หลักปรัชญาฯ บอกว่าเวลาชุดความรู้มาผสมกันแล้วมันจะลงตัวและขับเคลื่อนชีวิตได้ดี ต้องมีคุณธรรมกำกับ ผมอยากเผยแพร่มากเลย เพราะว่าผมสอนนักศึกษา ป.เอก แล้วนักศึกษาผมเปลี่ยนพฤติกรรมเยอะมาก เช่น ดร.อาทิตย์ บำรุงเอื้อเขาเป็นทนายความ เป็นที่ปรึกษากฎหมายบริษัทอะไรเยอะแยะในกรุงเทพฯ ไปเรียนกับผมสัปดาห์แรกใส่สูทผูกเนคไทมาเลย เดี๋ยวนี้ตั้งแต่แกจบมาหลายปีแล้ว ผมยังไม่เห็นแกใส่สูทเนคไท ผมถามว่าไอ้ที่เดิมมันคืออะไร มันเหมือนกับการพันธนาการตัวเอง มันก็คือชุดความรู้ในการดูแลตัวเอง มันมีชุดความรู้ของมัน
ดังนั้นอยากเชิญชวนคนไทยทั้งหลายว่า มาใช้ชุดความรู้ในท้องถิ่นของตัวเอง ขณะเดียวกันความรู้ที่มีอยู่ในโลกมันก็เชื่อมกันได้ แต่มันต้องมีคุณธรรม” ดร.ศักดิ์พงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

เรื่อง, ภาพ : กรวิก อุนะพำนัก