Featured

Alliance

 

 

 

 

 


ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

“มนุษย์เรามักจะลืมตัว เรามักจะหยิ่งผยองว่าตัวเราอยู่เหนือธรรมชาติ ซึ่งจริงๆ เปล่าเลย ทุกลมหายใจของเรา น้ำทุกหยด  เราพึ่งป่าทั้งสิ้น”

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

 

                ผ่านไปแล้วกับกิจกรรม “รู้ป่า รักษ์ป่า ปลูกป่าเริ่มที่ใจ” เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ ๕ รอบสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ที่มุ่งหวังให้เยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศได้มีโอกาสเรียนรู้คุณค่าของทรัพยากรป่าไม้ร่วมกัน ปลุกจิตสำนึกจิตอาสาและน้อมนำแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้นำไปปฎิบัติ และเห็นความสำคัญของการใช้ทรัพยากรป่าไม้อันเป็นสมบัติของส่วนรวม

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานในพิธีกล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำรัสในเรื่องเศษฐกิจพอเพียง ทรงเปรียบเหมือนเสาเข็มที่รองรับตัวอาคารและตัวบ้านไว้ ซึ่งในการวางเสาเข็มนั้น ระหว่างที่วางก็มีพิธีวางเสาเข็ม หรือวางเสาเอกที่คนทั่วไปรู้จักกัน แต่หลังจากนั้นก็ลืมเสาเข็มไปเลย เพราะฉะนั้นบ้านจะอยู่ได้หรือไม่ได้ อาคารจะอยู่คงทนมั่นคงได้หรือไม่ แท้ที่จริงไม่ใช่ตัวบ้าน แต่อยู่ที่เสาเข็มที่รองรับตัวบ้านนั่นเอง คนเราก็เช่นกัน นึกว่าตัวเรานี้อยู่ด้วยตัวเราเองได้ บางคนเกิดมาท่ามกลางกองเงินกองทองนึกว่าเราอยู่ด้วยตัวเราเองได้ แท้ที่จริงเราต้องพึ่งทุกสิ่งทุกอย่างหมดเลย โดยเฉพาะต้องพึ่งธรรมชาติ”

ประธานในพิธี กล่าวต่อว่า “การปลูกป่าเริ่มที่ใจเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้เข้าใจที่มาที่ไปของป่าไม้ ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรป่าที่มีอยู่ อันจะนำไปสู่การปลูกต้นไม้ที่แท้จริง ปลูกด้วยการรู้คุณค่าอย่างแท้จริง มิใช่ปลูกเพื่อสร้างภาพในสังคม

ความจริงปลูกป่าเริ่มที่ใจนั้นเป็นพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มันไม่ใช่มือเพียงสองข้างเอาต้นไม้ใส่หลุมถ่ายรูปกันไว้ เสร็จแล้วภาระกิจมันก็สิ้นสุดลง พระองค์ท่านรับสั่งครั้งแล้วครั้งเล่านะครับว่าควรจะปลูกที่ในใจ ใจต้องปลูกด้วย ใจที่ปลูกหมายความว่าเราต้องรู้ความหมายว่าต้นไม้นั้นมีความสำคัญอย่างไร มนุษย์เรามักจะลืมตัว เรามักจะหยิ่งผยองว่าตัวเราอยู่เหนือธรรมชาติ ซึ่งจริงๆ เปล่าเลย ทุกลมหายใจของเรา น้ำทุกหยด  เราพึ่งป่าทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าจึงได้สอนเราว่าปัจจัยสี่คือสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ยารักษาโรค แม้กระทั่งบ้านที่อยู่อาศัย มันมาจากป่าทั้งนั้นเลย แล้วนับวันด้วยความที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ เราก็ทำลายธรรมชาติไปพร้อมๆ กันโดยไม่คำนึงถึงว่าจะฟื้นฟูมันขึ้นมา เวลาเราไปชักชวนใคร ผู้ใด ให้ไปปลูกป่า มันก็เหมือนกับหน้าที่จะต้องแสดงในสังคม เพื่อให้ดูดี หรืออะไรเท่านั้น”

กิจกรรมดังกล่าวแบ่งเป็น ๒ ค่าย จัดขึ้น ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ระหว่างวันที่ ๑ – ๓ เมษายน และ วันที่ ๔ – ๖ เมษายน ที่ผ่านมา นอกเหนือจากการให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องราวของป่าไม้จากผู้ทรงความรู้จากหน่วยงานต่างๆ แล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนจากภาคต่างๆ ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือพึ่งพากันต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังทำให้เยาวชนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในคุณค่าของป่าไม้และผืนดินก่อนที่จะคิดปลูกหรือทำลาย จุดนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ ดร.สุเมธ ย้ำว่าการปลูกต้นไม้ที่แท้จริงควรเริ่มที่ใจคนก่อน

ดร.สุเมธ ยังกล่าวอีกว่า สิ่งหนึ่งซึ่งตนคิดว่าทางมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดมีความปรารถนาอยากจะปลูกฝัง อยากจะสร้างสรรค์ในตัวเยาวชนทุกคนให้เกิดขึ้นคือเรื่องจิตใจ เมื่อบอกว่าปลูกต้นไม้ในใจให้ได้นั้น คือสิ่งที่อยากจะเอาเมล็ดพันธุ์ปลูกเข้าไปในหัวใจของเยาวชนก็คือให้เกิดจิตอาสาขึ้นมา เพราะถ้าคนเรามองแต่ตัวของเราเอง ด้วยความเห็นแก่ตัว ด้วยความไม่ใส่ใจในสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราหรือคนอื่นแล้ว ก็คิดว่าชีวิตคงป่วยการที่จะเกิดมาบนแผ่นดินนี้

“พระเจ้าอยู่หัวฯ เคยรับสั่งบอกว่าแผ่นดินนี้อยู่ได้มาจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะว่าคนไทยเรานั้นเป็นคนที่ยังให้กันอยู่ คำง่ายๆ นี้ตรงกับทศพิธราชธรรมข้อแรกเลย คือ ‘ทานัง’ ทานังแปลภาษาไทยง่ายๆ ว่า ‘ให้’ เพราะฉะนั้นใครมีส่วนเหลืออะไรก็ให้กับสังคม ให้กับคนอื่นเขา ช่วยเหลือกันอย่างนี้นะครับ ก็เกิดจิตอาสาขึ้น คือมองไม่ใช่ธุระส่วนตัวของเรา แต่มองเป็นธุระส่วนรวม และเรานั้นเป็นหนึ่งในส่วนรวม จะต้องลงมือช่วยเหลือ ลงมือปฏิบัติอะไรต่ออะไรทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีอะไรให้คนเขาเลย ก็ให้รอยยิ้มคนเขา ไม่ต้องลงทุนเท่าไหร่หรอก สตางค์ถ้าไม่มี ไม่จำเป็นจะต้องแจกคนเขา แต่ให้รอยยิ้มเขา ให้ความรู้สึกดีๆ กับเพื่อนรอบข้างนั้น ผมคิดว่าเป็นการให้แล้ว”

ตลอดระยะเวลา ๓ วัน ๒ คืนน้องๆ เยาวชนได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน โดยการแบ่งกลุ่มให้ได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ จากหลายจังหวัด ทั้งยังได้รับความรู้จากพี่ๆ กรมป่าไม้ที่สละเวลามาเป็นวิทยากรให้น้องๆ อีกด้วย

คุณอริยะสิริ พิพัฒนรา ผู้จัดการโครงการกล่าวว่า เยาวชนที่มาร่วมค่ายจากหลายจังหวัดจะมีโอกาสสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สร้างเครือข่ายสัมพันธ์กันทั่วประเทศ เป็นเหมือนภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ ในอนาคต ทั้งนี้การจัดค่ายยังมุ่งหวังให้เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลอย่างเช่น ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และภาคอื่นๆ ได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ซึ่งกันและกันกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ โดยไม่รู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมหรือพรหมแดนใดๆ

“เราใช้เวลาในช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอมสร้างกิจกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสใช้เวลาในช่วงนี้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด เรามักจะพูดกันถึงความเหลื่อมล้ำมากมายในสังคม แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมาช่วยกันลดปัญหาเหล่านี้ สิ่งที่เราทำได้คือปลูกฝังที่ตัวเด็ก ให้รู้จักสร้างเครือข่ายสังคม แต่สังคมในที่นี้คือแผ่นดินไทยทั้งแผ่นดิน ไม่ใช่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง ค่ายที่เราทำขึ้นเด็กๆ จากทั่วประเทศสามารถเข้าร่วมได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สิ่งที่เราหวังคือทำให้เยาวชนผูกมิตรกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่พวกเขาเองในอนาคต”

นายสุพกิจ เรืองแจ่ม หรือน้องโบ้ นักเรียนชั้น ม.๕ จากโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม บอกเล่าถึงความรู้สึกในการเข้าร่วมค่ายครั้งนี้ว่า  รู้สึกมีความสุขมากที่ได้เข้าร่วมค่ายนี้ เพราะได้พบเจอกับมิตรภาพใหม่ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ มากมาย หากมีค่ายครั้งหน้าถ้าตนมีโอกาสก็จะมาอีกครั้ง พร้อมชวนเพื่อนๆ คนอื่นมาด้วย

“มีความสุขมากที่ได้มาค่ายนี้ครับ แล้วก็ได้มิตรภาพ ได้เพื่อนใหม่ แล้วทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องป่า ได้รู้จักกับเพื่อนกรุงเทพฯ แล้วได้ความรู้สึกสัมผัสแปลกใหม่ที่เด็กต่างจังหวัดได้รับ ได้รู้ ก็รู้สึกได้ประโยชน์มากครับค่ายนี้ ได้ความรู้ และก็ได้มิตรภาพกลับไป ได้รอยยิ้มครับ”

                ส่วนน้องจ๋า น.ส.เนตรชนก จินจักแก้ว นักเรียนชั้น ม.๕ จากโรงเรียนสตรียะลา กล่าวว่า  ตนเองเกรงว่าจะเข้ากับเพื่อนไม่ได้ อีกทั้งระยะทางจากยะลามากรุงเทพฯ ทำให้เธอท้อที่จะเดินทาง แต่เมื่อเธอตัดสินใจมากับเพื่อนๆ และอาจารย์ก็พบว่ามีกิจกรรมดีๆ ให้ร่วมสนุกกับเพื่อนใหม่มากมาย ทำให้สนิทกันง่ายขึ้น น้องจ๋าเป็นอีกคนหนึ่งที่จะไม่พลาดหากมีค่ายครั้งหน้า

                “ตอนแรกก็ไม่อยากมาค่ะ เพราะว่ามาไกลด้วย มาจากหลายจังหวัด ไม่รู้ว่านิสัยเพื่อนๆ จะเป็นยังไง แต่พอได้มาก็มีความสุขค่ะ พี่ๆ ถามตลอดว่ากินข้าวรึยัง อาบน้ำรึยัง แล้วก็มีกิจกรรมดีๆ ค่ะ ทำให้สนิทกับเพื่อนๆ มากขึ้นค่ะ”

                ด้านนายศุภลักษณ์ นิยมวงศ์ หรือน้องบอล นักเรียนชั้น ม.๕ จากโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย ที่มาพร้อมผ้าขาวม้าลายพื้นบ้านคาดเอว จนเพื่อนๆ ให้ฉายาว่า สส.บ้านนอก ศรีสะเกษ สร้างสีสันให้เพื่อนร่วมค่ายได้ไม่น้อย น้องบอลกล่าวว่า ตนรู้สึกสนุกสนานกับการเรียนรู้เกี่ยวกับป่าไม้ และมองว่าป่าไม้คือบ่อเกิดของชีวิต ถ้าไม่มีป่าไม้สิ่งมีชีวิตบนโลกก็จะล้มตายในที่สุด

“เป็นค่ายที่มีความสนุกสนาน แต่แฝงไปด้วยความรู้ ความรู้เกี่ยวกับป่า ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพูดง่ายๆ ว่าความรู้ที่ได้รับในค่ายครั้งนี้ ก็เป็นเสมือนพื้นฐานในการที่จะให้เยาวชนรู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกวันนี้นะครับ ป่าไม้ของประเทศไทยก็เหลือไม่มากแล้ว ก็ต้องมีเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะต้องมีความรู้ ความสามารถ มาสืบทอดอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป เพราะว่าป่าไม้เปรียบเสมือนบ่อเกิดของชีวิต ถ้าไม่มีป่าไม้นะครับ จะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ได้บนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นคน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งต่างๆ แม้แต่สิ่งก่อสร้างเองยังต้องอาศัยธรรมชาตินะครับ”

อีกคนคือ นายอุกฤษฏ์ พุมนวล หรือน้องกฤษณ์ นักเรียนชั้น ม.๕ จากโรงเรียนสตรีพัทลุง เป็นอีกคนหนึ่งที่เดินทางมาไกล แต่เขาก็รู้สึกว่าได้รับมิตรภาพดีๆ กลับไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาจะจดจำไปตลอด และย้ำว่าหากมีค่ายอีกครั้งเขาจะมาอีก

“สิ่งแรกเลยที่ได้สำหรับกิจกรรมนี้ สำหรับค่ายนี้ ก็คือมิตรภาพ มิตรภาพดีๆ ที่เราเริ่มรู้จักกัน แต่เป็นมิตรภาพที่ไม่มีวันจะเลือนหายและจางจากใจของผมครับ และค่ายนี้ก็เป็นค่ายหนึ่งที่ผมตั้งใจที่จะมาให้ได้ เพราะเป็นค่ายที่เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องป่าไม้ การสร้างจิตสำนึก ปลูกจิตสำนึก ในใจของคนเรา เราไม่จำเป็นต้องไปปลูกป่า แต่เราต้องช่วยกันรักษาป่า สิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดสำหรับคนที่อาจจะไม่อยู่ในหมู่บ้าน บ้านป่า แต่สำหรับคนเมืองตรงนี้ สิ่งนี้ก็คือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ป่าไม้ของพวกเรายั่งยืน และฟื้นตัวได้ และเพิ่มจำนวนประชากรของสัตว์ป่า และต้นไม้ได้ครับ”

เมื่อเยาวชนมารวมตัวกันเรียนรู้การดูแลรักษาป่าอันเป็นสมบัติส่วนรวมในครั้งนี้ ดร.สุเมธ มองว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก เพราะนักเรียนแต่ละคน แต่ละโรงเรียน ล้วนเดินทางไกลมาจากภูมิลำเนาของตนทั้งสิ้น สิ่งนี้ไม่อาจหาได้ง่ายดายนัก ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนชื่อดังจากกรุงเทพฯ หรือโรงเรียนห่างไกลจากยะลา ล้วนไม่มีกำแพง หรือความเหลื่อมล้ำกั้นกลางทั้งสิ้น ทุกคนล้วนเท่าเทียมสามารถเป็นมิตรต่อกันได้อย่างยั่งยืน

“สามวันสองคืน ในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ แห่งนี้ อันที่จริงมีความหมายมากเลยนะครับ เพราะอ่านรายชื่อโรงเรียนทั้งหลายแล้ว เป็นร้อยโรงเรียน นักเรียนที่อยู่ไกลโพ้น อยู่ทั้งบนเขาทางภาคเหนือลงมาสู่สุดทะเลในภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก จนกระทั่งภาคใต้ที่แสนไกลนั้น ได้มีโอกาสได้มาอยู่ร่วมกัน กินนอนและประกอบกิจกรรมร่วมกัน  ผมคิดว่าสิ่งนี้จะจารึกไว้ในใจน้องๆ ทุกๆ คน และเมื่อจารึกแล้วสิ่งที่มีค่าต่างๆ คงจะหวังไว้นะครับ หวังว่าคงจะต้องออกนำมาใช้เป็นเครื่องนำทางในชีวิตของน้องๆ ทุกคนชั่วกาลนาน”

สิ่งที่มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดคาดหวังไว้ก็คือการที่เยาวชนจากทั่วประเทศมีความเข้าใจธรรมชาติ นำไปสู่การทะนุถนอมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่ กล่าวคือมีความพอเพียง ไม่ทำลายธรรมชาติอย่างไร้สาเหตุ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะคุ้มได้ ทั้งยังคำนึงถึงลูกหลานในอนาคตต่อไป

“สิ่งที่สมเด็จพระเทพฯ ได้ทรงรับสั่งไว้ว่า เมื่อเยาวชนได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติ เข้าใจว่าธรรมชาติมีความสำคัญต่อชีวิตเราอย่างไรแล้ว เมื่อรู้ความหมายอย่างลึกซึ้งแล้วจะได้ลงมือปฏิบัติ ลงมือทำ ไม่ใช่ปลูกเป็นพิธีหรืออะไรทั้งสิ้น หวังว่าสองสามวันที่อยู่ที่นี่นั้น คงจะซึมซับ เข้าใจธรรมมะอยู่สองคำด้วยกัน คำแรกคือเข้าใจธรรมชาติ ไม่ใช่เข้าใจเฉยๆ นะ ให้เข้าถึงธรรมชาติด้วย นอกจากเข้าใจแล้ว ต้องเข้าถึงต่อการปฏิบัติ ตอนนี้เราต้องรักษา รักษาอากาศ รักษาต้นไม้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นชีวิตเราทั้งสิ้น มันจะนำไปสู่การพัฒนา ที่เราเรียกว่าพัฒนาอย่างยั่งยืน คือหมายความว่ามีใช้ต่อจนถึงลูกถึงหลาน เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันอยู่ที่สติปัญญาของเราที่จะเข้าใจมัน” ดร.สุเมธกล่าวทิ้งท้าย

ก่อนที่น้องๆ จากโรงเรียนสตรียะลาจะขึ้นรถไฟกลับบ้านที่หัวลำโพง พวกเขามีน้ำตาซึมออกมาด้วยรอยยิ้มอันปีติน้องๆ หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การมาค่าย “รู้ป่า รักษ์ป่า ปลูกป่าเริ่มที่ใจ” ในครั้งนี้ แม้จะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เพราะบางคนไม่ใช่ระยะทางเพียงสองร้อยหรือสามร้อยกิโลฯ แต่เดินทางกันข้ามวันข้ามคืน ทั้งยังต้องมาทำกิจกรรมกลางแดดร้อนหฤโหดของเดือนเมษายน บ้างเป็นลม บ้างท้องเสีย แต่ทุกคนก็สู้จนจบค่าย และสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับไปก็คือความรู้และมิตรภาพดีๆ จากเพื่อนๆ ที่มาจากทั่วประเทศ อันจะทำให้พวกเขาสานต่อกลายเป็นภูมิคุ้มกัน เป็นการพึ่งพาอาศัยกันในภายภาคหน้าต่อไป สิ่งเหล่านี้เองที่เงินไม่อาจซื้อได้.

เรื่อง : วรินทร์ชยธร นิลนิธิวัฒน์

ภาพ : กรวิก อุนะพำนัก