Featured

Alliance

 

 

 

 

 


เพ็ญสุข เสียงเพราะ

เพ็ญสุข เสียงเพราะ
เสียงจากครูยะลา ความสงบค่อยๆ กลับมาแล้ว
ผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหารดีเด่น ปี ๒๕๕๓
ผู้ทำคุณประโยชน์ทางด้านการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ปี ๒๕๕๔


          สตรีดีเด่นเนื่องในวันสตรีสากล (ด้านสนับสนุนความมั่นคง) ปี ๒๕๕๕
          รางวัล เข็มเชิดชูเกียรติรักษาดินแดน ปี ๒๕๕๖
          คือตัวอย่างจากอีกหลายรางวัลที่ เพ็ญสุข เสียงเพราะ หรือครูป้าไก่ ของเด็กๆ ในโรงเรียนสตรียะลาได้รับ จากการอุทิศตนเพื่อคนในพื้นที่ยะลา ช่วยประสานเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การเป็นครูฝ่ายปกครองโรงเรียนสตรียะลาทำให้รู้ถึงปัญหาของเด็ก ต่อยอดไปถึงครอบครัวและสังคม เป็นข้อมูลให้ป้าไก่รู้จักคนในพื้นที่เป็นอย่างดี จากการลงหลักปักฐานทำงานเป็นครูด้านความมั่นคงในยะลามายาวนาน
          ด้านความมั่นคงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ครูหลายคนอาจรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต จึงพากันขอย้ายออกจากพื้นที่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ครูไม่พอต่อจำนวนเด็กๆ เป็นปัญหาด้านความมั่นคงที่ส่งผลกระทบทั่วถึงทุกสาขาอาชีพ
          แต่ป้าไก่วัย ๕๘ ปี ยังคงทำงานเป็นครูอยู่ในพื้นที่ยะลา ตัวเธอเองเกิดที่จังหวัดแพร่ อำเภอสูงเม่น จบจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะศิลปศาสตร์บัณฑิต เอกภาษาอังกฤษ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ – ๒๕๒๒ และสอบบรรจุได้ที่โรงเรียนรือเสาะชนูปถัมภ์ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ปี ๒๕๒๓ ในตำแหน่งครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงเรียนสตรียะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เป็นระยะเวลา ๓๒ ปี
          “จริงๆไม่ชอบเลยวิชาชีพการเป็นครู ก่อนหน้าโน้นตอนอยู่ มศ.๓ – มศ.๕ อยู่โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ เป็นเด็กเกเรหน่อย ประเภทที่ว่าแอบหนีครูปกครองไปต่อยกับเด็กผู้ชายจากต่างโรงเรียน ไม่ชอบครูปกครองเลย อยากเป็นพลร่ม แต่พ่อแม่ไม่ให้เป็น เขาบอกให้ไปเป็นครู ให้ไปสอบที่ ม.เชียงใหม่ ให้ตังค์ – ไปเหมือนกันแหละ แต่ไม่ชอบครูก็เลือกๆ ไปอย่างนั้น ก็เลือก ม.เชียงใหม่ ศึกษาอันดับ ๑ มนุษย์ศาสตร์, ของ ม.ปัตตานี อันดับ ๒, อันดับ ๓ ก็คือ ศิลปากร เขาให้เลือก ๖ หรือ ๗ อันดับไม่รู้ ที่เหลือเอาเงินไปเที่ยวหมดเลย ไม่ได้อยากเป็นครู
          บังเอิญได้มาอยู่ที่คณะมนุษย์ศาสตร์ ม.ปัตตานี พอจบมาแล้วก็เสียดาย เราเรียนจบแล้วใช่ไหม ตอนนั้นแฟนบอกเราอยู่บ้านเฉยๆ เขาทำงานไปรษณีย์ เงินเดือนแฟนตอนนั้น หมื่นห้า ก็พอเลี้ยงเราได้ เราบอกไม่เอาฉันอยากลองความรู้ ก็ลองไปสอบดู ก็ได้มาเป็นครู ตอนแรกก็ครูธรรมดาทั่วไปนั่นแหละ พอย้ายมาอยู่ยะลาก็เป็นครูปกครองเพราะเขาคงเห็นแววว่าคงเกน่าดูมาก่อนก็ลองให้ทำ ก็เลยเป็นจนถึงวันนี้ ทำหน้าที่ครูปกครองดูแลเด็ก”
           ป้าไก่เล่าว่าในช่วงแรกๆ ที่มาอยู่ยะลา ตนรู้สึกมีความสุข เพราะไม่มีการแบ่งแยกใดๆ ทุกคนอยู่กันอย่างเป็นมิตรและรักกัน จนมาปี ๔๗ เกิดเหตุปล้นปืนในค่ายทหารตามที่เป็นข่าว ทำให้ความเป็นอยู่แตกต่างไปจากเดิม เกิดปัญหาขึ้นตั้งแต่นั้นมา

ชื่อเสียง ยศถา คือดาบสองคม
          หลังจากที่มีครูรุ่นพี่คนหนึ่งผู้ทำหน้าที่ฝึกนักศึกษาวิชาทหารย้ายออกไป ป้าไก่จึงขออนุญาต ผอ.โรงเรียนสตรียะลาเพื่ออาสาทำหน้าที่ต่อ จึงได้รับอนุญาตให้ไปฝึกเป็นผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหารพิเศษ และติดยศเป็นพันเอกพิเศษหญิง ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับกองพันนักศึกษาวิชาทหารโรงเรียนสตรียะลา ก่อนจะได้รับรางวัลสตรีดีเด่นสากล ในสาขาผู้สนับสนุนด้านความมั่นคง
         จากครูฝ่ายปกครอง ป้าไก่เริ่มทำงานด้านความมั่นคงในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ เธอฝึกนักศึกษาวิชาทหารด้านการจราจร และช่วยดูแลโรงเรียนต่างๆ เวลามีงานประจำปีหรือหรืองานใหญ่ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งยังฝึกการเป็นอาสากู้ภัยร่วมกับหน่วยอาสากู้ภัย ทำงานในวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดต่างๆ
          “เราจะมีวิทยุเครื่องแดงของเราในนาม ‘ศูนย์ยิ่งชีพ’ จะมีเด็กในพื้นที่สามารถแจ้งข่าวคราวได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัว คือการสนับสนุนด้านความมั่นคง ในพื้นที่จริงๆ แล้วเราอยู่กันอย่างมีความสุขนะ แต่ว่าการสร้างภาพสร้างข่าวทำให้เพื่อนๆ ไม่เข้าใจ ชวนใครมาเที่ยวก็ไม่มา แต่ถ้ามาแล้วจะมีความสุขมาก คือมาแล้วมาอีกนะ”
          นอกจากนี้เธอยังทำงานร่วมกับตำรวจเมืองยะลา ในตำแหน่งคณะกรรมการติดตามการทำงานของตำรวจ สภอ.เมืองยะลา เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในคณะกรรมการทั้ง ๒๕ คน “ป้าไก่ดูแลด้านการศึกษาทั้งหมดของนักเรียนที่อยู่ในจังหวัดยะลา มีปัญหาเราต้องดำเนินการไปช่วยเหลือแก้ไข รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน ชุมชนต่างๆ แล้วก็ช่วยกันดำเนินแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาป้าไก่ต้องเดินหน้าคนแรก ต้องเข้าประชุม ๒ เดือนครั้ง อย่างเด็กเราพ่อแม่รวย ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ขับแต่อายุไม่ถึง เราก็ให้ความรู้เยอะๆ นี่คือการเป็นคณะกรรมการ กต.ตร.สภ.เมืองยะลา”
          เนื่องจากป้าไก่มีบทบาทด้านความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น แม้หัวใจยังคงยึดมั่นอยู่กับการเป็นครูก็ตาม เหล่านี้ทำให้ชื่อเสียงของป้าไก่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านในพื้นที่ ด้านดีก็คือเธอได้ความร่วมมือและไว้วางใจจากชาวบ้านในการช่วยกันแก้ไขปัญหา แต่อีกด้านหนึ่งก็คือเธอตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างยากจะหลีกเลี่ยง กลายเป็นคนมีค่าหัว เป็นดาบสองคมต่อเธอเอง

ไปต่อ – ถอยอันตราย
          “อาจารย์ กลับบ้านกี่โมง” ปลายสายไถ่ถามด้วยความเป็นห่วง
          “ทำไมหละ”
          “อาจารย์เปลี่ยนทางเข้าบ้านใหม่นะครับวันนี้”
          เป็นสัญญาณเตือนจากลูกศิษย์ของป้าไก่ คือเครือที่ช่วยเหลือด้านความปลอดภัย ในช่วงเวลาที่ป้าไก่ทำหน้าที่เป็นประธานเครือข่ายครอบครัวเยียวยาของ ศอ.บต. รุ่นที่ ๒ ดูแลครอบคลุม ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเดินทางเข้าไปในพื้นที่ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ การเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ ต้องระมัดระวัง ไม่มีคำว่าประมาทเด็ดขาด เธอเปลี่ยนรถในการเดินทางเสมอ พยายามไม่ใช้เส้นทางซ้ำกัน อาวุธในการป้องกันตัวจำเป็นต้องพกไว้ ในฐานะที่เธอเป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่งในพื้นที่ เพราะตำแหน่งที่เธอรับผิดชอบมีมากมาย นอกเหนือจากเวลาราชการของครู
          “ก่อนหน้านี้เขาจะฆ่าครูผู้หญิง การฆ่าครูจะสะเทือนมาก แต่จริงๆ ที่นี่น่าอยู่ ถามว่าน่ากลัวไหม น่ากลัวสำหรับคนที่ประมาท แต่เราอยู่แบบไม่ประมาท เราต้องมีเพื่อน ต้องมีเครือข่าย แต่เราไม่ใช่นกสองหัวนะ เรามีจุดยืนมั่นคงแน่นอน เพราะว่าเรารักพระเจ้าอยู่หัวฯ เราที่สุดแล้ว เรารักบ้านเกิด ตัวป้าไก่ไม่ได้เกิดที่นี่ แต่เราอยู่มานาน ก็เหมือนกับบ้านเกิดเราอยู่ดี”
          ด้านครอบครัวของป้าไก่เองเข้าใจดี เธอว่าช่วงแรกที่มาอยู่ใหม่ๆ คุณพ่อเป็นห่วงมาก โทรถามทุกครั้งที่ได้รับรู้ข่าวสารจากสื่อ ป้าไก่ย้ำว่าสื่อเองก็มีส่วนสำคัญในการกระพือเหตุการณ์ให้ดูน่ากลัวในสายตาคนนอกพื้นที่ เพราะหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัวก็มี เหมือนกับคนในสังคมทั่วไปที่ใช้ความรุนแรงต่อกัน บางเหตุการณ์เป็นอุบัติเหตุก็มี แต่ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ถูกเหมารวมเป็นเรื่องความมั่นคงทั้งสิ้น ทำให้ภาพที่ออกไปสู่สายตาประชาชนเป็นภาพความน่ากลัว ไม่มีใครอยากไป
          “เมื่อก่อนพ่อโทรมาจากแพร่นะ ถามลูกอยู่ไหน มีระเบิดแถวโรงเรียน ป้าไก่บอกลูกอยู่โรงเรียนนี่ไม่เห็นมีเลย ลูกระวังตัวด้วยนะ บอกไม่เป็นไรพ่อ ครั้งต่อมาเอาอีกแล้ว บอกลูกอยู่ไหน บอกพ่อไม่ต้องโทรมาแล้วขนาดลูกอยู่ตรงนี้ยังไม่รู้เรื่องเลย ลูกปลอดภัยดี(หัวเราะ) คือคนอยู่ในพื้นที่จะเข้าใจเอง”
          ในเรื่องของความสงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะคนในพื้นที่ ป้าไก่คาดหวังว่าอีกประมาณ ๑๐ ปีข้างหน้าทุกอย่างจะสงบเรียบร้อย เธอชื่นชมรัฐบาลของท่านประยุทธ จันโอชา ว่ามีการทำงานดูแลความสงบในภาคใต้อย่างจริงจัง สร้างความมั่นใจให้สังคมมากขึ้น และสิ่งที่ชาวบ้านได้รับคือความสงบสุข
          “บอกตรงๆ ว่าบ้านเมืองเราตอนนี้มีความสุขมาก แต่อยากให้มีความสุขมากกว่าเดิมก็คือว่า คงความเข้มแข็ง ยุติธรรมไม่เลือกปฏิบัติไว้เช่นนี้ โดยยึดหลักของในหลวงที่ว่า เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา จริงๆ แล้วบ้านเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีแต่ความสุข สงบ สันติ อย่างยิ่ง ขอบพระคุณเลยถ้าได้เป็นอย่างนั้น”

ความภูมิในในอาชีพครู
          “พระคุณที่สาม” เป็นบทเพลงที่ครูป้าไก่ระลึกถึงความหมายอยู่เสมอ นับจากวันที่ตนเองเป็นศิษย์ที่มีครูคอยบอกสอนและแนะแนวทางให้ จนวันที่เธอก้าวขึ้นมาเป็นคุณครูจึงรู้ว่า ความเป็นครูนั้นใช่เพียงสอนหนังสือเด็กไปวันๆ หากยังต้องแนะแนวทางให้แก่เด็กที่หลงผิดอีกมากมาย โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ซึ่งเธอกล่าวว่าภูมิใจมากที่ได้ช่วยเหลือพวกเขา
          “บางคนเขาทำเขาได้สองขั้นปีเว้นปี ป้าไก่ได้ห้าปีครั้ง” ถามถึงความท้อถอยในอาชีพและหน้าที่ที่เธอทำอยู่ ได้รับคำตอบอย่างฉะฉานตามบุคลิกทหารว่า “ไม่เคยท้อ” ป้าไก่เป็นประธานเครือข่ายพัฒนาชีวิตครูมาเกือบ ๑๐ ปี เป็นคณะกรรมการ กอตร.มา ๘ ปี คือสวมหมวกหลายใบ ทำให้แต่ละหน่วยงานเข้าใจว่าหน่วยงานนั้นให้แล้ว หน่วยงานนี้ให้แล้ว แต่มันไม่ได้เป็นสิ่งที่บั่นทอนเธอแต่อย่างใด เพราะการก้าวเข้ามาเป็นครูในพื้นที่นี้ หากไม่มาด้วยใจคงไม่สามารถอยู่มาได้จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ
          “อีกสองปีก็เกษียณแล้ว แต่เราไม่หยุดหรอกนะ ขอไปช่วยเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ตอนนี้ก็ทำงานไปก่อนเพราะลูกน้องเยอะ ก็พยายามหาสองขั้นมาให้ลูกน้องเพื่อปลอบใจในการทำงานของเขา เพราะว่าน้องๆ เขาอายุยังน้อย เราแก่แล้วไม่หวังอะไร”
          ป้าไก่เล่าว่าไม่มีอะไรที่ประทับใจไปกว่าการเห็นเด็กที่เกเรสุดๆ ร้ายสุดๆ ถึงขั้นเฉียดคุกเฉียดตารางมาแล้ว กลับมาได้ดิบได้ดี เป็นความภูมิใจที่เธอไม่สามารถอธิบายความรู้สึกได้
          “เราช่วยแนะแนวทางยิ่งกว่าพ่อแม่เขาอีกนะ พอเขากลับมาได้ดิบได้ดี มันจะเป็นบทเรียนสำหรับคนที่อยู่เบื้องหลังว่า เห็นไหมรุ่นพี่เขาเดินอย่างนี้เขาหนักกว่าเธอนะ เธออย่าท้อ”
          จากการทำงานมาตลอดระยะเวลา ๓๒ ปี ป้าไก่ได้ช่วยเหลือและเยียวยาผู้คนในพื้นที่มากมาย ซึ่งไม่สามารถเทียบเป็นตัวเงินได้ จากบ้านเกิดเมืองแพร่ สู่พื้นที่ที่กล่าวขานถึงความอันตรายในสายตาผู้คนอย่างยะลา มันสอนประสบการณ์ให้เธอมากมาย กลับกลายเป็นความภูมิใจที่เธอหยัดยืนไม่เคยคิดจะย้ายไปไหน ไม่เคยคิดจะทิ้งเด็กๆ แม้วันนี้ว่ากันตามตรงชีวิตป้าไก่มีค่าหัวถึงหลักแสน แต่มันไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับครูวัย ๕๘ ปีคนนี้ เพราะเธอมีต้นแบบที่ทำงานมาหนักกว่าเธอหลายเท่า
          “พระเจ้าอยู่หัวฯ ของเราเป็นพ่อของแผ่นดินจริงๆ เป็นต้นแบบ ต้นทุน ต้นบุญของเรา ผลสัมฤทธิ์ทุกอย่างถ้าเรายึดหลักที่ท่านวางไว้ เราจะประสบผลสำเร็จอย่างสูง ให้โดยไม่ต้องหวังสิ่งตอบแทน แล้วเราจะมีความสุขจากการให้อย่างแท้จริง” ครูยะลากล่าวทิ้งท้าย

เรื่องและภาพ : กรวิก อุนะพำนัก