Featured

Alliance

 

 

 

 

 


สุนีย์ ไต่ถาม

“ถึงแม้ลูกหลานท่านจะไม่รับดูแล แต่เรานี่แหละจะเป็นผู้ดูแลท่านเอง”

สุนีย์ ไต่ถาม
เจ้าหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุบ้านบางแค

พ่อแม่คนอื่นก็เหมือนพ่อแม่เรา

สองมืออันสั่นเทาค่อยๆ ประดิษฐ์ประดอยตามความสามารถและความถนัด ขึ้นรูปเค้าโครงเป็นกลีบดอกไม้ชนิดหนึ่ง ดวงตาฝ้าฟางยังคงจดจ้องในสิ่งที่ตัวเองทำ มันคืองานอย่างหนึ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจ ให้ลืมความหลังเลวร้ายได้บ้าง อย่างน้อยก็ชั่วครู่ยามที่ไม่ต้องคิดถึงสิ่งใด ในวันวัยอันใกล้ฝั่งเข้ามาทุกทีๆ
ดอกลำดวนยืนต้นแผ่ร่มเงาอยู่ที่มุมตึก กลีบดอกแข็งแรงไม่ร่วงง่าย เป็นไม้ที่อายุยืนและไม่ทิ้งใบ ความเขียวชอุ่มนั้นให้ร่มเงาตลอดปี นกน้อยทั้งหลายจึงได้อาศัยเป็นที่พักพิงยามเหนื่อยล้าจากเปลวแดด เมื่อพักฟื้นหายเหนื่อยแล้วก็พากันบินจากไป เปรียบได้กับพ่อแม่ผู้แก่ชรา ผู้ต่อสู้ชีวิตมาจนเรี่ยวแรงถดถอย เพื่อให้ความร่มเย็นแก่ลูกหลานที่ลืมตามาดูโลก และจดจารไว้เป็นตัวอย่างการกระทำแก่คนรุ่นต่อไป
แม่เฒ่ายังคงประดิษฐ์ดอกลำดวนสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุอย่างสงบ หวังเพียงผู้มาเยือนได้ชื่นชมและซื้อติดมือไปเป็นที่ละรึก เจ้าของผลงานจะได้ส่วนแบ่ง 70 % แต่บางดอกก็คงไว้เพียงผลงานเท่านั้น เจ้าของได้จากโลกนี้ไปแล้ว...
“พี่ได้ประสบการณ์จากท่าน การดำเนินชีวิต การครองคน ครองตนของท่าน คุณตาคุณยายกว่าจะผ่านมาเป็นวัยนี้ท่านทำอะไรมา ท่านก็เคยเป็นวัยเด็กมา ผ่านวัยทำงานมา มีทั้งเรื่องสนุกสนาน เรื่องทุกข์ ก็ได้เรียนรู้จากท่าน” สุนีย์ ไต่ถาม เจ้าหน้าที่ผู้อุทิศตนดูแลผู้สูงอายุบ้านบางแคมากว่า 20 ปี บอกเล่าความรู้สึกจากประสบการณ์ว่า ผู้สูงอายุที่ขาดผู้อุปการะในบ้านบางแคล้วนมีที่มาอันบอบช้ำ ไม่มีใครคิดว่าเมื่อแก่ตัวลงแล้วจะได้มาอยู่ที่นี่ ความเป็นจริงก็คือสังคมไทยเชิดชูเรื่องความกตัญญู แต่ผู้สูงอายุทั้ง 266 คนของที่นี่ ส่วนใหญ่ถูกลูกหลานทอดทิ้งมา บ้างเป็นบิดามารดาของผู้มีหน้าตาในสังคม บ้างถูกหลอกให้มาอยู่ที่นี่ บ้างถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจจนไม่สามารถอยู่ที่บ้านของตนเองได้ และบางรายสิ้นเนื้อประดาตัวจากการถูกลูกหลานหลอกเอาสมบัติ
ย้อนความเมื่อครั้งตัดสินใจเข้ามาสมัครงานเป็นพี่เลี้ยง เธอไม่รู้ว่าหน้าที่ๆ เธอทำต่อไปมันจะผูกพันกับใครหรือไม่อย่างไร รู้เพียงว่าการเช็ดอึ เช็ดฉี่ ของผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่เธอต้องทำ และเธอมีพื้นฐานมาแล้วจากการดูแลคุณชวดของตนเองเมื่อ 19 ปีที่แล้ว
ปัจจุบัน สุนีย์อายุ 51 ปี เป็นชาวจังหวัดสุโขทัย เดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 30 ปี โดยเริ่มงานเป็นพี่เลี้ยงบ้านเด็กอ่อนพญาไทได้หนึ่งปี ก่อนจะย้ายมาทำงานที่บ้านบางแคจนถึงปัจจุบัน “เมื่อสิ้นคุณชวดแล้ว เราสามารถทำกับคนอื่นได้ไหม การทำบุญจำเป็นหรือต้องทำในวัด เราทำบุญกับคนดีกว่า” สุนีย์เริ่มถามตนเองว่าสิ่งที่เธอเคยทำมามันควรจะมีประโยชน์กับผู้อื่นได้บ้าง หากเป็นเช่นนั้นการทำบุญก็จะเป็นบุญตลอดไป เป็นบุญอยู่ในเนื้องานทุกเมื่อเชื่อวัน
“ในส่วนของเด็กเขาก็มีความเจริญเติบโตมีความงอกงามของเขาขึ้นมา แต่สำหรับคนชรามันตรงกันข้าม” งานพี่เลี้ยงเด็กทำให้เธอมองเห็นความแตกต่างว่า ชีวิตเด็กๆ เป็นชีวิตที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน ในขณะที่คนชราคือชีวิตที่ราวกับพระอาทิตย์กำลังจะตกลงทุกที ความต่างตรงนี้ทำให้เธอมองเห็นความเสียสละที่จะดูแลผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง ด้วยตระหนักว่าไม่มีใครที่อยากตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ หากมันเกิดขึ้นกับใครแล้ว คนนั้นเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด
ความคิดที่ว่าอีกไม่กี่สิบปี เธอเองก็จะเป็นหนึ่งในผู้สูงอายุเช่นกัน และเมื่อวันนั้นมาถึงเธอก็พร้อม เพราะประสบการณ์ดูแลผู้สูงอายุสอนให้เธอมองเห็นความเป็นไปของชีวิตที่แท้จริง
“เราตั้งปณิธานว่าเราต้องทำงานตรงนี้ให้ได้ จะมาทำบุญสายนี้แล้วเราต้องทำให้ได้ ความดีที่ได้จากที่นี่ผู้สูงอายุเป็นผู้ให้โอกาส ให้การเรียนรู้ เรียกว่าเป็นบทเรียนชีวิต ศึกษาเป็นรูปลักษณ์ตัวตนจับต้องได้ ทุกคนมีความสามารถล้วนเป็นแบบอย่าง เป็นครูในการดำเนินชีวิตของเราทั้งสิ้น” สุนีย์ย้ำว่าเธอจะบอกพี่เลี้ยงเข้ามาใหม่ว่า ให้ทำงานด้วยใจเคารพ ให้เกียรติทั้งผู้ร่วมงานและผู้สูงอายุ “คุณตาคุณยายท่านก็เหมือนพ่อแม่เราคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าลูกหลานท่านจะไม่รับดูแล แต่เรานี่แหละจะเป็นผู้ดูแลท่านเอง”
การดูแลผู้สูงอายุในบ้านบางแคไม่ใช่เรื่องง่าย สุนีย์ย้ำว่าการเสียสละเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ต้องคอยดูแลในอัตราพี่เลี้ยง 1 คนต่อผู้สูงอายุที่แข็งแรง 14 คน และผู้สูงอายุที่ไม่แข็งแรง 8 คนต่อพี่เลี้ยง 1 คน สุนีย์เล่าว่านอกจากงานที่บ้านบางแค เธอยังต้องคอยดูแลครอบครัวของตนอีกด้วย เนื้องานของเธอเป็นตัวอย่างให้กับลูกหลานเป็นอย่างดี ดังคำพูดที่ว่า “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด”

ของขวัญวันแม่
ยายนิล (นามสมมุติ) อายุ 78 ปี เป็นคนทางภาคเหนือ สุขภาพร่างกายเป็นอัมพฤกช่วงล่างและมีอาการหลงลืมจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อจริงของลูกสาว แกเดินทางมาเที่ยวงานวันแม่กับลูกสาวที่บ้านบางแค จากการสอบถามจากสุนีย์ได้ความว่า ลูกสาวยายนิลขับรถเก๋งพาแม่มาเยี่ยมคนชราตั้งแต่เช้า ในเวลาเที่ยงลูกสาวบอกว่าจะออกไปซื้อข้าวมาให้แม่กิน บอกให้แม่รอตนที่ใต้ต้นไม้ พร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าและน้ำหนึ่งขวด
สุนีย์พบเข้าจึงสอบถามได้ความว่า ยายนิลกำลังนั่งรอลูกสาวที่ไปซื้อข้าว ประสบการณ์ของสุนีย์บอกว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะปกติ เพราะเวลาล่วงเลยไปถึงบ่ายแล้วยังไม่มีใครมารับยายนิลเลย สุนีย์จึงขออนุญาตยายนิลเปิดกระเป๋าเสื้อผ้าที่วางอยู่ข้างๆ ด้วยเหตุผลว่าอาจจะมีของกินอยู่ในกระเป๋ายายก็ได้ เมื่อเปิดกระเป๋าออกดูพบเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง และจดหมายน้อยมีใจความว่า “ฝากดูแลแม่ด้วย”
หน้าที่พี่เลี้ยงของสุนีย์เริ่มต้นทันที เธอจำเป็นต้องอธิบายให้ยายนิลเข้าใจว่าลูกสาวติดธุระยังไม่สามารถกลับมารับได้ ยายนิลก็ได้แต่บอกว่าลูกของตนให้รออยู่ตรงนี้และจะกลับมารับเมื่อซื้ออาหารเสร็จ สุนีย์พยายามอธิบายให้ยายนิลเข้าใจ ทั้งที่จิตใจของทั้งคู่ก็เศร้าไม่ต่างกัน
“เราก็บอกคุณยายลูกสาวเขาอาจจะติดธุระ เราก็ต้องเข้าสวมบทบาท ณ ตรงนั้น ลูกสาวเขาบอกอยู่กับพวกหนูก่อนนะคะ ที่เขาบอกออกไปซื้อข้าวหนะ เขาติดธุระต้องรีบกลับบ้าน แต่ยายเขาเถียงบอกถ้าเขากลับบ้านเขาก็ต้องเอายายไปด้วย เราก็บอกจริงๆ ค่ะ เขารีบไปด่วน ที่บ้านมีเรื่องนะคะ เขาบอกฝากคุณยายไว้ที่นี่ก่อน เดี๋ยวเขากลับมารับ, ณ เวลานั้นก็ต้องให้คุณยายคลายกังวลไปก่อน ยายก็ได้แต่ร้องไห้”
ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้คนสองคนมาเจอกัน สุนีย์ก็พร้อมจะดูแลเพราะมันคือหน้าที่ แม้จะมีคำถามที่ยังค้างใจว่าทำไมมนุษย์เราโหดร้ายกับแม่ตนเองเหลือเกินก็ตาม แต่เธอก็ได้แต่ยอมรับความจริงว่าสังคมทุกวันนี้ ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งราวกับสิ่งของไร้ค่า ทั้งที่เมื่อพวกเขายังมีแรงกลับดูแลลูกหลานอย่างเต็มกำลัง แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนนั้นมันตรงกันข้าม
“ทำไมพี่เอาแม่มาไว้ที่นี่ ทำไมพี่ไม่บอกแกหรือ” เป็นคำถามของสุนีย์เมื่อพบลูกสาวของยายนิลกลับมาเยี่ยมที่บ้านบางแคหลังจากนั้น 5 เดือน ได้รับคำตอบว่า “พี่ขอโทษ พี่มีความจำเป็น” ขณะที่สุนีย์กำลังเล่าเรื่องราว น้ำตาของเธอก็เริ่มไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ด้วยความสงสารและเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ความจำของยายนิลจะเสื่อมไปมากแต่เมื่อพบหน้าลูกสาวแกกลับจำได้ด้วยสัญชาตญาณแห่งความเป็นแม่ ปล่อยให้ทั้งคู่คุยกันตามลำพัง น้ำตาของแม่ไหลราวกับสายเลือดจากดวงตาอันแดงก่ำ “ถามคำเดียวนะคะ ถ้าแกตาย พี่จะมาเอาร่างแกไหม” ลูกสาวยายนิลได้แต่เงียบ
หลังจากนั้น 3 ปีกว่าๆ ยายนิลก็จากโลกนี้ไปด้วยความแก่ชรา ร่างของแกถูกรวมไว้กับศพไร้ญาติคนอื่นๆ และค่อยๆ ทยอยเผาไปตามลำดับ ไร้เงาของลูกสาวมารับศพ มีเพียงเจ้าหน้าที่บ้านบางแคและสุนีย์เท่านั้นที่ร่วมส่งแกในวันสุดท้าย เป็นของขวัญวันแม่ที่สุนีย์ไม่เคยลืม
“ยายบอกว่าทำไมปล่อยแม่ไว้ แล้วแกก็ร้องไห้” คำพูดหนึ่งยังกึกก้องในความรู้สึกของสุนีย์เมื่อครั้งยายนิลพบหน้าลูกสาว

ทำงานด้วยใจรัก
ปัจจุบันสุนีย์เป็นหัวหน้าพี่เลี้ยงบ้านบางแค คอยดูแลพี่เลี้ยงใหม่ๆ ที่คิดเข้ามาทำงานด้านนี้ คำพูดหนึ่งสำหรับผู้ที่เข้ามาสมัครต้องได้ยินก็คือ “งานนี้เป็นงานที่หนัก ทำด้วยใจรัก แสดงว่าคุณต้องใจรักแล้วหละ ไม่งั้นคงไม่มาสมัคร” หมายความว่าพี่เลี้ยงที่คิดจะเข้ามาทำงานเพื่อเป็นทางผ่าน หรือไม่คิดจะเข้ามาทำเพื่อผู้สูงอายุจริงๆ ควรถอยไป เป็นคำเตือนตั้งแต่แรกเริ่มเลยว่างานนี้ไม่ใช่ใครก็สามารถทำได้ บางคนอาจเคยผ่านงานแม่บ้านมา อาจเคยดูแลผู้ป่วยมา แต่ไม่ได้การันตีว่าคุณจะสามารถดูแลงานด้านนี้ได้หากไม่มีใจจริงๆ
สุนีย์ท้าวความเมื่อครั้งตัวเองเข้ามาสมัครครั้งแรกในฐานะผู้เคยผ่านงานด้านนี้มาก่อน “อุปสรรคครั้งแรกคิดว่าเราจะทำได้เหรอ อันนั้นอยู่ที่ใจเราไม่กล้า เรากลัวไปก่อน แต่ก็ดูพี่ๆ ป้าๆ ทำไมเขาทำได้ สองมือสองขาเหมือนกัน หนึ่งสมองเหมือนกัน หนึ่งร่างกายเหมือนกัน ทำไมเขาทำได้ แล้วเขาสูงอายุแล้ว รุ่นน้องๆ เด็กกว่าเราก็มี ทำไมเขาทำได้ เอามาเปรียบเทียบกับตัวเรา ถ้าเขาทำได้ เราก็ทำได้ แล้วมันก็เป็นการปลูกฝังมาตั้งแต่นั้นเลยว่า ทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด คุณต้องทำให้ดีที่สุดในวันนี้”
เช้าขึ้นมาสุนีย์ต้องคอยดูแลทั้งตึกผู้ป่วยและตึกผู้ที่แข็งแรง ดูแลความเรียบร้อยของพี่เลี้ยงในการทำความสะอาดตึกอาคาร และการทำความสะอาดคุณตาคุณยาย เช่น เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดผู้สูงอายุหรือยัง มีการทำแผลผู้ป่วยหรือไม่ การรับประทานอาหารสำหรับผู้สูงอายุแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนพอเคี้ยวได้ก็รับประทานอาหารปกติ แต่บางคนต้องรับประทานอาหารปั่นเหลว สำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการป่วยมากๆ เจ้าหน้าที่ต้องให้อาหารทางสายยางหรือสลิง และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
“อันดับแรกเลยความที่พี่เลี้ยงใหม่ๆ เขาไม่เป็น ให้ดูพวกพี่ๆ เขาทำ อย่าเพิ่งท้อ ไหนๆ ก็มาทางสายนี้แล้ว น้องเรียนรู้จากพี่ก่อน บางส่วนที่น้องอาจจะเคยเป็นมาจากที่อื่น น้องอาจจะรู้ทฤษฎีหมด แต่การปฏิบัติจริงมันไม่ได้ตามทฤษฎี ด้วยสภาพการทำงานของเรามันไม่เหมือนที่น้องเรียนมา การปฎิบัติจริงอันดับแรกเลยเราต้องให้ผู้สูงอายุได้รับประโยชน์มากที่สุด อย่าคิดว่าที่นี่คือที่ทำงาน ให้คิดว่าที่นี่คือบ้าน คุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ใหญ่ในบ้านหรือแม้กระทั่งแฟน เราดูแลเขายังไงเราทำอย่างนั้น ถ้าเราดูแลดี อันดับแรกเลยเราไม่เหนื่อย ตามสัญชาตญาณของคนเรา ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องทำให้ดี ทำให้เรียบร้อย ให้เพอร์เฟ็คอะไรประมาณนี้เราไม่ต้องไปบังคับคุณตาคุณยายอย่างนั้น ไม่ต้องเลย โดยอัตโนมัติ ถ้าเราทำดีกับเขา เขาก็ดีตอบกับเรา ทุกคนอยากได้อะไรที่ดีหมด
เคยสอนน้องๆ ว่า อันดับแรกเลยพี่ไม่ว่านะ น้องอาจจะคิดว่าน้องมาทำงาน พี่อยากให้เปลี่ยนความคิดว่าที่นี่คือบ้าน คุณดูแลตัวเองยังไง คุณอยากได้ความสะอาด ความสะดวกสบาย เปรียบกับคุณตาคุณยายที่นี่เหมือนกัน ตอนนี้เราเป็นแขน เป็นขา เป็นตา เป็นร่างกายแทนท่าน ก็ถือซะว่าเราทำบุญ ดีกว่าคุณไปทำบุญที่วัด คุณว่าคุณใส่บาตร คุณฟังพระเทศน์ คุณได้รึเปล่า คุณได้อะไรจากพระเทศน์มาคุณก็ไม่ได้ คุณซุบซิบกัน คุณแชทกัน คุณไลน์หากัน ในระหว่างนั้นคุณไม่ได้อะไร แต่คุณทำตรงนี้คุณได้ ถึงอย่างน้อย คุณจะคิดว่ามันเป็นหน้าที่ คุณได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่ให้คุณภูมิใจ คุณช่วยชีวิตของคนอีกหลายคน”
สุนีย์ใช้ประสบการณ์ทั้งหมดของตัวเองดูแลพี่เลี้ยงใหม่ๆ เธอว่าจิตใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด การทำงานไปวันๆ เพื่อรอเงินเดือนโดยไม่มีใจจะส่งผลกระทบต่อคนชราที่เขาไม่รู้เรื่องด้วย ผู้สูงอายุทุกคนล้วนมีความอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ หากพี่เลี้ยงปฏิบัติต่อท่านไม่ดีก็เหมือนเพิ่มความอ่อนแอให้ท่านทุกทีๆ จิตใจพี่เลี้ยงเองก็อึดอัด ไม่ส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่าย
“บางคนที่ทนที่ว่าทำไมต้องมาเช็ดฉี่ เช็ดอึ คุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่เขายังไม่เคยทำเลย ก็เลยบอกถ้าอย่างนั้นคุณไม่รักจริงคุณก็หางานที่เหมาะกับคุณดีกว่า”

ความผูกพัน
“เหมือนม่านตาจะเริ่มลอย เปลือกตาจะเริ่มเลิกสูง อย่างมองเนี่ย เราคิดว่าเขามองเรา แต่ตัวเขาลอยไปแล้ว สีหน้าเปลี่ยน จมูกจะรั้งขึ้น เท่าที่สังเกตมาหลายรายจะเป็นอย่างนี้นะ” ในห้วงเวลาที่สุนีย์ยังไม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพี่เลี้ยง เธอดูแลผู้สูงอายุมานับไม่ถ้วน แน่นอนว่าเธอย่อมพบกับความแก่ชรา ความเจ็บไข้ และความตายของผู้สูงอายุซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดาตามธรรมชาติ ทว่าสิ่งที่คนเราเหลือไว้ก็คือความผูกพันนั่นเอง
สุนีย์เล่าว่า สมัยที่เธอทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอยู่ตึกผู้สูงอายุที่หลงลืม เธออาบน้ำและป้อนโอวัลตินแก่คุณยายท่านหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังประคองเพื่อให้น้ำดื่ม คุณยายท่านนั้นก็หมดลมหายใจไปอย่างสงบคามือของเธอเอง
“อาการก่อนที่จะหมดลม เขาจะไม่กินอะไร เราก็บอกยายกินนะ เดี๋ยวหิว ท่านไปกับมือ เราก็บอกจะแต่งตัวให้สวยๆ ไปด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม เราก็บอกคุณยายไปสบายนะ”
วินาทีนั้นสุนีย์อธิบายว่า มันเหมือนบางสิ่งบางอย่างมันหลุดไป ความเศร้าถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ด้วยความผูกพันที่เธอเคยป้อนข้าว ป้อนน้ำมาตลอด ทั้งยังช่วยรักษาอาการแผลกดทับที่หลังด้วยขี้ผึ้งจนเกือบจะหายเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ด้วยความชราภาพของคุณยายเอง ทั้งคู่จึงจากกันโดยไม่ทันได้ร่ำลา
“มันก็ทำให้เราผูกพัน มันยิ่งกว่าญาติของเราอีกนะ มันก็เลย (น้ำตาซึม) คิดว่าอย่างน้อยเราได้เกิดมาร่วมกันในชาตินี้ เราไม่รู้ว่าเมื่อก่อนเราเป็นอะไรยังไง แล้วต่อไปเราจะเป็นยังไง ถ้าผูกพันมาเจอกันในชาตินี้ แสดงว่าเราเคยทำบุญร่วมกัน ทำทุกข์ร่วมกัน เราถึงได้มาเจอกันตรงนี้ ชาตินี้เราต้องมาบริการเขา แสดงว่าชาติที่แล้วเขาบริการเรา คือเราไม่คิดอะไร”
ไม่กี่วันหลังจากที่คุณยายจากไป ปรากฏภาพหญิงชราแต่งตัวเรียบร้อยสวยงามมีดอกไม้ทัดที่ข้างหู ใบหน้ามีรอยยิ้มปีติ สุนีย์เล่าว่านั่นคือความฝันที่เธอเชื่อว่าคุณยายมาร่ำลา ทำให้เธอมีกำลังใจในการอุทิศตนต่อไป “อย่างน้อยเราก็ได้ส่งท่าน ถึงท่านอาจจะไม่เจอพระตามพระพุทธศาสนาให้นึกถึงก่อนไป ตอนนั้นอาจจะยังบอกกับท่านไม่ทัน แต่ก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่มีการเตรียมตัว บอกผู้สูงอายุท่องนะโมนะ อะไรอย่างนี้ เป็นไปตามอย่างที่รุ่นพี่ๆ เขาสอนมา เราพอดูรู้ว่าสภาพผู้สูงอายุที่กำลังจะไปมีอาการยังไง เปลือกตาจะเริ่มเลิกสูง จมูกเริ่มรั้งขึ้น อันนี้ก็คือประเภทที่ไปอย่างสงบ แต่สามารถตรวจสอบได้ว่าไม่ได้เกิดจากการฆาตกรรม หรือเกิดจากการทำร้ายอะไรให้ตาย คือไปตามอายุไข”
พีธีเผาศพจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ทยอยเผาตั้งแต่ต้นเดือน สุนีย์บอกว่าปีนี้มีประมาณ 13 ศพ เป็นศพที่ไม่มีญาติมารับไปทำพิธี หมายความว่าทางสถานสงเคาระห์แจ้งให้ญาติทราบแล้ว แต่ไม่มีใครมารับ ทางบ้านบางแคก็จะจัดพิธีเผาศพให้ด้วยความรู้สึกเปรียบประดุจญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของเจ้าหน้าที่ โดยจะเอาศพที่มีอายุมากที่สุดไปตั้งทำพิธีเผาจริงบนเมรุ ส่วนศพที่เหลือก็ทยอยเผาแล้วเก็บอัฐิไว้เพื่อรอการทำบุญ จะมีการสวดในคืนก่อนทำพิธีเผา เชิญแขกมามากมายรวมถึงเจ้าหน้าที่ก็จะไปร่วมกันทำบุญอยู่ที่วัด
พอรุ่งเช้าก็จะมีการทำบุญที่วัดนิมมานรดี (ด้านหลังบ้านบางแค) ก่อนจะทำพิธีทอดผ้าบังสุกุลในช่วงบ่าย โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาสังคมฯ เป็นผู้ใหญ่ในงาน เมื่อเผาเสร็จแล้ว วันรุ่งขึ้นก็จะมีการเก็บกระดูกใส่ห่อติดชื่อของผู้เสียชีวิตเอาไว้เก็บไว้ที่ศาลาธรรมของวัด เพื่อรอญาติหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมารับอัฐิต่อไป
สุนีย์เล่าว่าส่วนมากญาติจะมาร่วมพิธีศพในนามของแขก แต่ไม่มีการแสดงตัวว่าเป็นใคร ทางเจ้าหน้าที่เองก็รู้ แต่ไม่มีใครคิดอะไรมากเพราะพวกเขาถือว่าตัวเองเป็นเจ้าภาพ และทำในความรู้สึกของลูกหลานผู้เสียชีวิตคนหนึ่ง
“เราจะแจ้งตอนเสียค่ะ ทั้งตอนเจ็บป่วยและเข้าโรงพยาบาล บางท่านมีญาติตามในที่อยู่อยู่แล้วเขาก็ไม่มา ตอนเจ็บป่วยเราแจ้งว่าเข้าโรงพยาบาลนี้นะ ท่านป่วยอย่างนี้นะ จนกระทั่งเสียเราก็แจ้งอีก เขาไม่มาก็คือเราทำศพ แต่ถ้าเขามาเขาต้องการศพ เขาก็รับไป ส่วนใหญ่คนที่มาร่วมงานศพก็มาเหมือนเป็นแขก เราก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะเราคือเจ้าภาพ เราคือลูกหลาน บางคนก็แสดงตัว บางคนก็ไม่แสดงตัวว่าเป็นญาติ ก็ถือว่ามาเป็นแขก ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าญาติคุณตาคนนั้น คุณยายคนนี้ เรารู้ แต่ก็ไม่เป็นไร” สุนีย์กล่าว

ขออย่าลืมพระในบ้าน
โลกอาจจะพัฒนาไปไกลก็จริง บางทีอาจจะไกลจนเราหลงลืมคนข้างหลังอย่างหน้าใจหาย ในฐานะหัวหน้าพี่เลี้ยงบ้านบางแคผู้ผ่านงานมามากมายหลายปี สุนีย์ยังเชื่อว่าผู้ที่ทอดทิ้งพ่อแม่นั้นไม่สามารถหาความเจริญในชีวิตได้ มันอาจเป็นความเชื่อเก่าๆ แต่ประสบการณ์บอกเธออย่างนั้น มันเป็นสิ่งเตือนใจที่เธอเก็บไปสอนลูก และเธอเอ่ยปากว่าเธอภูมิใจในอาชีพนี้ ที่ได้ทำเพื่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก เป็นงานที่มีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับ ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้สึกเช่นนี้ และมีน้อยคนที่จะรู้ว่าคนเบื้องหลังอย่างสุนีย์และพี่เลี้ยงทุกคนต้องลำบากยากเข็ญเพียงใด ที่ต้องรับมือกับความหดหู่ ความสงสาร และความปีติยินดีที่เห็นผู้อื่นมีความสุขกายสบายใจระคนกันไป
“ไม่อยากให้คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูก เป็นหลาน ทอดทิ้งผู้ใหญ่ในบ้าน ผู้ใหญ่ในบ้านก็คือพ่อแม่ ลุงป้าน้าอาที่เขาเคยเลี้ยงดูเรามาตอนเล็กๆ ถึงเขาจะไม่เลี้ยงด้วยการอุปถัมภ์ค้ำชู แต่อาจจะเจือจุนด้วยอาหารการกิน แม้แต่ข้าวเม็ดหนึ่ง อันนั้นก็ถือว่าเป็นบุญคุณ ขออย่าให้ลืมบุญคุณตรงนั้น หรือบางคนอาจจะไม่ได้ให้อาหาร อาจจะให้เงิน หรืออาจจะไม่ได้ให้โดยตรง ให้ทางอ้อมหรือว่าอะไร อันนั้นก็ถือว่าเขามีพระคุณ ขออย่าลืมเรียกว่าพระในบ้าน”
ไม่เพียงแต่ 266 คนที่นี่ ผู้เขียนเชื่อว่ายังมีพ่อแม่หรือคนชราอีกมากมายที่ยังขาดคนดูแล ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ ของลูกหลาน บ้างอ้างว่าไม่มีเวลา บ้างไม่มีเงิน บ้างจำเป็นต้องทำงาน แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ จากการได้คุยกับพี่สุนีย์ ทำให้ทราบว่า ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งนั้นไม่เคยว่ากล่าวให้โทษลูกหลานที่นำตนมาไว้ที่นี่เลย มีแต่เกรงใจ แม้กระทั่งป่วยไข้ยังไม่อยากให้เจ้าหน้าที่โทรไปรบกวนเลย นี่คือความจริงที่เจ้าหน้าที่บ้านบางแคประสบพบเจอ ไม่ว่าลูกหลานจะปฏิบัติกับผู้สูงอายุอย่างไร ท่านก็ได้แต่ยอมรับ และไม่เคยโกรธแค้น อาจจะด้วยวันเวลาของชีวิตที่ใกล้เข้ามาทำให้ปล่อยวางหลายสิ่งหลายอย่างได้ แต่บาดแผลในหัวใจนั้นเชื่อว่าไม่มีวันหาย สิ่งที่ทำได้คือใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด และรอคอยวันใดวันหนึ่งลูกหลานจะหวนกลับมาพบหน้ากันอีกครั้งก็เพียงพอแล้ว
“ถึงคุณจะมีเงินร้อยล้านพันล้าน แต่ทุกอย่างหมดเร็ว กรณีอย่างนี้เห็นมาหลายราย มีการว่าพ่อ ว่าแม่ ชีวิตคุณก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไปไม่รอดเหมือนกัน แม้กระทั่งในสังคมก็เหมือนกัน เห็นกันอยู่ ก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ แต่เราก็ไม่ทับถมเขา เราก็เอาอันนั้นเป็นครูสอน บอกลูกหลานดูเอาไว้นะ ว่าครอบครัวนั้นเขาทำกันยังไง หนูไม่ต้องมาดีแบบมาตรฐาน ต้องทำอย่างนั้น ตอบแทนอย่างนี้ ไม่ต้อง ขอแค่มีจิตสำนึกรู้จักตอบแทนคุณคนก็พอ” สุนีย์กล่าวทิ้งท้าย
ท้ายนี้...ขอน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่องความกตัญญู เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้แก่ประชาชนทุกคนต่อไป “…ความกตัญญูกตเวที คือสภาพจิตที่รับรู้ความดีและยินดีที่จะกระทำความดีโดยศรัทธามั่นใจ คนมีกตัญญูจึงไม่ลบล้างทำลายความดี และไม่ลบหลู่ผู้ที่ได้ทำความดีมาก่อน หากเพียรพยายามรักษาความดีทั้งปวงไว้ให้เป็นพื้นฐานในความประพฤติปฏิบัติทุกอย่างของตนเอง เมื่อเต็มใจและจงใจกระทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความดีดังนี้ ก็ย่อมมีแต่ความเจริญมั่นคง และรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าความกตัญญูกตเวที เป็นคุณสมบัติอันสำคัญยิ่งสำหรับนักพัฒนา และผู้ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าทุกคน…”
วโรกาส : พระราชทานแก่คณะกรรมการวันกตัญญูกตเวที สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกวันกตัญญูกตเวที และเชิญออกเผยแพร่แก่ประชาชนเป็นแนวทางปฏิบัติ
ณ : พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ : 8 เมษายน 2526

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค
Ban Bang Khae Social Welfare Development Center for Older Persons
813 ถนนเพชรเกษม แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม 10160
813 Petchkasem Rd., Bangwa, Khet Phasi Charoen, Bangkok 10160
Tel. 0-2413-1141, 0-2455-1590 Fax: 0-2413-1140
Email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.


เรื่องและภาพ : กรวิก อุนะพำนัก