Featured

Alliance

 

 

 

 

 


ศรไกร แน่นสีนิล

ศรไกร แน่นสีนิล
ช่างทำฉลองพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

          ในวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ปรากฏเป็นข่าวแทบทุกหนังสือพิมพ์ เมื่อนายศรไกร แน่นสีนิล หรือช่างไก่ ช่างทำฉลองพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้นำฉลองพระบาทใหม่ จำนวน 4 คู่ 4 แบบ ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยฉลองพระบาททั้ง 4 คู่ มีสีดำ 3 คู่ และสีขาว 1 คู่ ทำจากหนังแกะ มีคุณสมบัตินุ่ม เบา สวมใส่สบาย เวลาอากาศร้อนสามารถระบายอากาศได้ ส่วนเวลาอากาศเย็นจะให้ความอบอุ่น

          ข่าวนี้ทำให้ช่างไก่กลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน ทุกสื่อให้ความสนใจจนคิวถ่ายทำยาวไม่เป็นอันทำงานกันเลยทีเดียว ช่างทำฉลองพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้อยู่ในวังหรือ? ในหลวงทำไมยังซ่อมรองเท้าอยู่อีก? ช่างไก่คนนี้เป็นใครมาจากไหน? ข้าพเจ้าใคร่อยากรู้จักเสียแล้ว จึงเดินทางไปที่ร้าน ก.เปรมศิลป์ ไปคุย ไปดูรอยพระบาทให้เห็นกับตา ใครอยากรู้กระเทิบเข้ามาซี จะเล่าให้ฟัง...
ลูกชาวนา
          “ผมเป็นคนอำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เป็นคนบ้านนอก ที่บ้านมีอาชีพทำนารับช่วงมาจากคุณแม่ เรียนหนังสืออยู่บ้านนอกจบ ป.4 โรงเรียนบ้านมะค่า เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนแปลงไปหมดเลย ตอนนั้นมันเป็นบ้านมะเกลือน้อย หมู่ที่ 4 บ้านเลขที่ 38 ตำบลถนนโพธิ์ อำเภอโนนไทย พอจบ ป.4 ก็เริ่มประกอบอาชีพทำนา เพราะว่าออกจาก ป.4 มันไม่มีอะไรทำไปเรียนต่อพ่อแม่ก็ไม่พร้อมที่จะส่ง มันก็คิด...ผมไม่ค่อยชอบทำนาเท่าไหร่ คือมาคิดอีกทีก็ตรงที่ว่า พ่อแม่ปูย่าตายายเขาทำมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ผมเป็นคนที่แบบว่าคิดเปลี่ยนแปลงชีวิต”
          ช่างไก่เป็นลูกคนที่ 8 ในบรรดาพี่น้อง 10 คน ด้วยความคิดที่ว่าผืนนาที่ครอบครัวทำอยู่ 70 กว่าไร่ ไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ตามความฝันของแต่ละคน เพราะอาชีพชาวนาที่ทำสืบต่อกันมานั้นส่งเสียลูกแต่ละคนแทบไม่พอ หากฉีกแบ่งกับญาติพี่น้องแล้วก็คงเหลือคนละไม่กี่ไร่ ความคิดของคนหนุ่มผู้กระหายการเผชิญโลกกว้างจึงเกิดขึ้นเพื่อหาหนทางสร้างตัวเอง
          “วันนั้นก็ไปนา ไปติดต่อพี่ชาย พี่ชายอยู่ตำบลโคกสูง เขาเป็นช่างตัดผม ก็ให้พี่ติดต่อทำโรงงานทำกระสอบให้ ก็ได้ทำแต่ว่าเป็นคนสำรอง ขณะที่สำรองก็มาอยู่บ้านพี่ชาย เขาทำงานอะไรเราก็ขยันไปทำ จำได้ว่าเขาเรียกทำถนน สมัยก่อนไม่มีรถดั้ม เราตะกายหินลงรถ เราก็ตัวเล็กๆ สู้ (หัวเราะ) ต้องสู้เพราะว่าเราไปทำกับผู้ใหญ่กว่า คนโตกว่าเขาก็มีกำลังมากกว่า เขาก็ไม่หนักเท่าไหร่ ไอ้เราตัวเล็กต้องตะกายหินลงรถ รถคันหนึ่ง 5 บาท รถสิบล้อนะ สมัยนั้นทำเสร็จก็ไม่เหลือหรอก ก็รู้จักความลำบากมาตั้งแต่ต้น ว่ามันลำบากอย่างนี้นะ คือการไม่มีเงิน (หัวเราะ) ก็ต้องสู้ ตัวเล็กก็ต้องสู้”
          ในโรงงานทอกระสอบช่างไก่ทำหน้าที่ฟาดปอเข้าเครื่องจักรแล้วเข็ญปอไปบ่อหมัก การเข็ญปอไปบ่อหมักเป็นงานที่ต้องใช้แรงอย่างมาก ช่างไก่ทำกะละ 8 ชั่วโมง 3 ผลัด เที่ยงคืนถึง 8 โมงเช้าเวียนวนอยู่อย่างนั้น ด้วยความยากจนทั้งการศึกษาในระดับ ป.4 ทำให้ช่างไก่ไม่สามารถเลือกงานได้ เขาเข็ญปอในโรงงานทอกระสอบจนหัวเข่าอักเสบ แพทย์ไม่อนุญาติให้ทำงานต่อ ช่างไก่รับค่าแรงงวดสุดท้ายก่อนออกมาอยู่กับพี่ชาย
          “พี่ชายเป็นช่างตัดผม ผมก็ไปฝึกกับเขา พอดีตอนนั้นฝรั่งเข้ามาตั้งแคมป์กิโล 7 ที่นครราชสีมา พี่ชายเขาไปเป็นไทยการ์ด เป็นยามแคมป์ เราอยู่คนเดียวที่ร้านตัดผม เหนื่อยก็เหนื่อย ตัดผมคนเดียวไม่มีคนช่วย ลูกค้าเยอะ ก็เลยคิดเข้าไปอยู่ในเมืองโคราช อยากเป็นคนในเมืองเหมือนกัน ก็เลยไปเป็นช่างตัดผมอยู่ในโคราช ร้านอยู่ตรงสี่แยกหลักเมือง บังเอิญไฟไหม้โคราชครั้งใหญ่ บ้านแตกสาแหรกขาด ร้านก็ไหม้ไปด้วย ก็ละเหเร่ร่อนไปสมัครงานที่โน่นที่นี่สามวันเจ็ดวัน”

อาจารย์ญวน
          ช่างไก่เริ่มออกจากบ้านด้วยวัยเพียง 14-15 ปี ความปรารถนาของเขาคือการเปิดอู่รถ แม้เนื้อตัวจะเปื้อนแต่มันดูโก้ไม่น้อยในสมัยนั้น ทว่าช่างไก่ไปสมัครงานอู่ไหนเขาก็ไม่รับเพราะเป็นเด็กที่ไม่มีประสบการณ์ทางด้านนี้แม้แต่น้อย เขาเพียงอยากฝึกฝนงานทางด้านยานยนต์ เมื่อไม่มีที่ไหนรับเขาก็จำต้องปล่อยความปรารถนานั้นหลุดลอยไปตามเวลา ช่างไก่เล่าว่าความปรารถนาของตนห่างไกลเหลือเกินกับการเป็นช่างทำรองเท้าในปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถล่วงรู้อนาคตได้ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่ออกจากบ้านชนิดหวังน้ำบ่อหน้า หรือพูดให้ชัดก็คือ “ไปตายเอาดาบหน้า”
          การสู้ไปตายเอาดาบหน้านี่เองทำให้ช่างไก่รู้จักกับช่างทำรองเท้าชาวญวน ในสมัยที่บ้านเมืองยังมีกลุ่มคนที่ถูกทางการขนานนามว่าคอมมิวนิสต์ ชาวญวนคนนี้ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆเพราะเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย โดนจับในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ร่ำไป ทั้งที่ตนเองเป็นเพียงผู้ดิ้นรนมาหากินในเมืองไทยเท่านั้น ช่างไก่สมัครตัวเป็นศิษย์ชาวญวนเพื่อขอวิชาทำรองเท้า อาสารับใช้ตั้งแต่ซักผ้าปูที่นอนจนถึงทำความสะอาดที่อยู่อาศัยแลกกับอาหารและเงินวันละ 10 บาท
          ดูเหมือนว่าช่างไก่จะดิ้นรนไม่ต่างกับชายชาวญวน เขาไม่ทันได้ฝึกวิชาทำรองเท้าอย่างจริงจังเสียที เพราะอาจารย์โดนตำรวจจับอยู่เรื่อย ทำให้ต้องเบิกเงินจากเถ้าแก่เจ้าของร้านมาเสียค่าปรับซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนักข้อเข้าชาวญวนจึงหนีเข้ากรุงเทพฯไปทำงานร้านรองเท้าที่เคยจากมา ทิ้งเพียงที่อยู่ให้ช่างไก่ตามไปทีหลังหากต้องการ

เข้ากรุง
          จุดเปลี่ยนของชีวิตเด็กหนุ่มจากโคราชเดินทางมาถึงอีกครั้ง เขาต้องเลือกว่าจะทำงานในร้านรองเท้าเล็กๆในโคราชต่อไป หรือจะตามชาวญวนผู้ทิ้งแผนที่ไว้ให้ในกระดาษแผ่นเล็กๆ พร้อมคำพูดก่อนจากว่า “วัดสะพาน หลังสถานีรถไฟ” เด็กหนุ่มกลับมาคิดทบทวนอีกครั้ง ลำพังเงินใช้จ่ายส่วนตัวยังไม่พอ ไหนเลยจะส่งเสียที่บ้านได้ ไฟฟอนแห่งวัยหนุ่มกลับลุกโชนเมื่อเขาหวนคิดถึงบ้าน สองมืออันว่างเปล่าล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกง เขาตัดสินใจกำเงิน 25 บาทหนีออกจากร้านรองเท้าที่เคยให้ที่ซุกหัวนอน ตีตั๋วจากโคราชเข้ากรุงเทพในราคา 20 บาท เส้นทางนี้เขาเป็นผู้เลือกเอง
          “โอ้โห มาครั้งแรก เราก็นั่งเต๊ะท่าเหมือนคนเคยมานะ มีผู้หญิงนั่งเหมือนรวย สะพายกระเป๋า มีกระเป๋าแบรนด์เนมสีแดงๆ จำได้เลย มาถึงกรุงเทพแล้วก็โอ้โห...แล้วกูจะข้ามถนนยังไงเนี่ย รถมันไหลเหมือนน้ำเลย บ้านนอกมันไม่มีรถนะ (หัวเราะ)”
          ทุ่งนา ป่าเขา สีเขียวของพันธุ์ไม้นานาชนิด ควันเตาหอมกรุ่นจากหม้อข้าวกลายเป็นภาพความทรงจำในทันที เมื่อภาพเบื้องหน้ากลายเป็นเครื่องยนต์คำรามอย่างกราดเกรี้ยววิ่งฉิวอย่างไม่ไยดีใคร ผู้คนในชุดหลากสีสันเดินไปมาโดยไม่มีทีท่าอยากรู้จักกันสักนิด กรุงเทพคือกรุงเทพ เมืองซึ่งไม่มีที่ยืนให้แก่ผู้ที่อ่อนแอและมือสมัครเล่น
          ช่างไก่เด็กหนุ่มจากโคราชตัดสินใจนั่งรถเมล์ สาย 38 จากหมอชิตไปลงเอกมัยในราคา 50 สต.เป้าหมายคือวัดสะพาน เป็นการเดินทางที่ใช้ปากถามมาตลอดทางกว่าจะถึงเป้าหมาย
          เด็กหนุ่มอาศัยอยู่กับชาวญวนได้หนึ่งเดือนโดยไม่ได้ทำงานอะไรเลย เขายังต้องเรียนรู้ที่ไปในกรุงเทพ แต่ทว่าเมื่อมาอยู่เฉยๆ ไม่มีงานให้ทำ เจ้าของบ้านก็มองเป็นภาระในที่สุด ช่างไก่ได้ยินเสียงผู้ใหญ่ปรึกษากันว่าจะส่งเขากลับโคราชอย่างเดิม มันไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเลย การเดินทางเข้ากรุงเทพว่ายากแล้ว การอยู่ร่วมกับคนที่นี่นั้นยากกว่า เพราะไม่มีใครให้กันฟรีๆโดยปราศจากผลประโยชน์ เด็กหนุ่มอ้อนวอนขอให้ผู้ใหญ่ช่วยพาไปฝากงานที่ใดก็ได้ที่มีข้าวให้กิน มีเงินให้เล็กๆน้อยๆ จึงได้รับความเมตตาไปฝากไว้ยังร้านรองเท้าแห่งหนึ่งย่านบางขุนพรหม หน้าที่ของเขาคือยืนขายรองเท้าหน้าร้านด้วยค่าตอบแทน 300 บาทต่อเดือน  
          “อยู่ไปอยู่มาทะเลาะกับลูกชายเจ้าของบ้านอีก คนที่พาไปฝากเขาทำเบาะรถยนต์ เขาชวนพ่อเขาไปลงทุนทำเบาะรถยนต์ พ่อเขาหมดเงินไปเยอะ เขามาหาว่าเราไปยุแหย่ให้พ่อเขาลงทุน มันก็มีปัญหาอยู่ไม่ได้อีก เดี๋ยวลูกเขาเปิดเทอม เดี๋ยวอะไรต่อมิอะไรมันก็ลงที่เงินเดือนเราไง เราก็ไม่ได้ มันแค่เงินเดือน 300 บาท เราอยู่เรากินเราใช้ก็พอประมาณนะ มันอยู่ไม่ได้”
          ชีวิตช่างไก่ระหกระเหินไปทำงานตามร้านรองเท้าต่างๆในกรุงเทพอีกมากมาย เพื่อค้นหาความลงตัวของชีวิต ทั้งเรื่องปากท้อง เรื่องที่อยู่อาศัย ในขณะเดียวกันเขาก็ได้เรียนรู้กระบวนการทำรองเท้าตั้งแต่วิธีเลือกหนังไปจนถึงการตัดเย็บ ได้พบเถ้าแก่ร้านรองเท้าหลายคน พบวิธีการเลี้ยงลูกน้องหลายแบบแตกต่างกันไป บ้างเลี้ยงด้วยข้าวต้มทุกมื้อ บ้างเลี้ยงด้วยแกงส้มทุกวัน บางคนน่ารักน่านับถือ บางคนไม่น่าอยู่ใกล้และยากจะหนีไปให้ไกลที่สุด ทว่าทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นครูชีวิตให้กับเด็กบ้านนอกผู้เอาชีวิตมาเดิมพันในกรุงเทพ เพื่อค้นหาอนาคต

พบนายที่ใช่กับงานที่ชอบ
          หลังจากชีวิตลุ่มๆดอนๆ เปลี่ยนงานอยู่พักใหญ่ วันหนึ่งน้องชายกับเพื่อนช่างไก่เดินทางมาหาจากโคราช ขณะที่พวกเขารอรถเมล์สาย 14 ที่หน้าโรงหนังจันทิมาในสมัยนั้น เหลือบไปพบป้ายร้านทรงวิจิตร ทรงสมัย ทรงเด่น เรียงติดกัน ช่างไก่เห็นสายหนังห้อยแขวนอยู่เต็มหน้าร้าน ประสบการณ์บอกเขาว่าร้านนี้ต้องรับช่างตัดรองเท้าแน่นอน จึงวานเพื่อนเข้าไปถามว่า “รับช่างหนังไหม” เป็นอย่างที่เขาคิด ร้านนี้รับสมัครช่างหนังจริงๆ ในวินาทีนั้นเขาอาจไม่ทราบมาก่อนว่าร้านนี้เขาจะอยู่มาได้ถึง 20 กว่าปี
          “ที่นี่เลี้ยงดี อยู่ดี เถ้าแก่ดี เราคิดว่าเถ้าแก่ดีเราจะอยู่จนตายเลยพูดง่ายๆ เขาให้เราเบิกเงินก่อน ก็ไม่มาก ไปใช้ธุระอะไรอย่างอื่นได้ คอยช่วยอยู่เรื่อย กลับไปบ้านไม่มีเงินไปให้พ่อแม่เขาก็ให้ไป แต่เราคนขยันมาก ไม่เกี่ยงเวลาทำงาน ไม่สนใจเกี่ยวกับเวลาทำงานจนเพื่อนร่วมงานเขาหมั่นไส้ มันไม่ต้องหมั่นไส้หรอก เพราะว่าถ้าเราไม่ทำเราก็ไม่มีกิน เราก็ขยันให้เถ้าแก่เขารัก”
          ปัญหาในที่ทำงานเกือบทุกวงการก็คงหนีไม่พ้นคนขยันถูกนินทา คนทำดีถูกกล่าวหาว่าเอาหน้าสอพลอ คนซื่อตรงกลายเป็นตัวอันตราย ช่างไก่ไม่สนว่าเพื่อนร่วมงานจะคิดมากประการใด เขาเพียรพยายามจะสร้างตัวและยอมรับว่าอยากให้เถ้าแก่รักและเมตตาเขา เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมากว่าจะผ่านพบนายที่ใช่อย่างแท้จริงเขาต้องผ่านด่านทดสอบชีวิตมากมาย, เป็นเวลายี่สิบกว่าปีที่ช่างไก่อยู่กับเถ้าแก่คนนี้ เขาทำงานโดยไม่สนใจว่าใครจะเข้าใครจะออกสักที่หน เขาก็ยังทำอยู่ที่เดิม จนได้ฉายาจากเพื่อนร่วมงานว่า “ไก่โรงเจ” เพราะชีวิตเขาไม่แปรเปลี่ยนไปไหนเลยตลอด 20 กว่าปี
          “อดทนหน่อยนะ” เป็นถ้อยคำจากเถ้าแก่ในวันที่ล้มป่วย และผู้ที่จะเข้ามาดูแลกิจการต่อก็คือลูกชายของเถ้าแก่เอง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามันนานพอที่จะส่งต่อร้านจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ช่างไก่เริ่มมีปัญหาเรื่องการเบิกเงินจากเถ้าแก่มือใหม่ กอปรกับความพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวร่วมกับภรรยาที่เข้ามาร่วมทุกข์สุขกับเขาในช่วงเวลานั้น
          “ผมเป็นคนที่อยากสร้างเนื้อสร้างตัว อยากค้าขายอะไรอย่างนี้ อยู่มาก็มีภรรยาอยู่คนหนึ่ง ก็อยากให้เขาไปค้าขายช่วยเราอีกแรง เราก็อุตส่าห์ตั้งแชร์ตั้งอะไร ให้เงินเขาไปหมด กลายเป็นคนละเรื่องกันเลยทีนี้ มันก็เลยกลายเป็นหนี้สินเยอะ แฟนก็เลิกกัน แต่มีลูกอีก 2 คน ไม่รู้จะทำไง เราก็เลี้ยงลูกมาคนเดียว”

ก้าวสู่การเป็นเถ้าแก่ ยิ่งสูงยิ่งหนาว
          ในวัย 30 เศษ ช่างไก่เรียนรู้โลกของการทำรองเท้าจนเจนจัดพอสมควร เขาเริ่มออกมาเช่าบ้านอยู่เอง รับงานจากร้านทรงวิจิตรที่เขาอาศัยมายี่สิบกว่าปีมาทำเองที่บ้าน “มันเหมือนจะเริ่มตั้งหลัก ก.เปรมศิลป์นี่แหละ” เขาเริ่มคิดจะตั้งร้านเป็นของตัวเองโดยการชวนเพื่อนที่เคยทำรองเท้าด้วยกันมาร่วมด้วย ช่างไก่เล่าว่าเขาขอเช่าบ้านจากแม่ค้าขายผัดไทซึ่งแก่มากแล้ว ในราคา 2,500 บาท เปิดร้านซ่อมรองเท้าเล็กๆ “เริ่มขายวันแรกได้เงิน 60 บาท ดีใจ นั่นแหละเงินประเดิมร้าน ก.เปรมศิลป์(หัวเราะ)”
          ในวันเวลาของการสร้างเนื้อสร้างตัว ร้านรองเท้าเล็กๆแถวแยกพิชัยแห่งนี้รับงานจากร้านต่างๆมาทำมากมาย ตั้งแต่รองเท้าธรรมดาทั่วไปจนถึงรองเท้าคอมแบตของนักศึกษา รด. ซึ่งทำส่งร้านย่านหลังกระทรวงกลาโหมสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ นานวันเข้าช่างไก่จึงสร้างรองเท้าตามแบบของตัวเองเสนอขายแทนการรับงานคนอื่นมาทำ
          “คิดจะสร้างเนื้อสร้างตัวนะ เลยทำตัวอย่างจังเกิ้ลคู่หนึ่ง คอมแบตคู่หนึ่ง ไปหลังกระทรวงเลย ลองไปดูตามโต๊ะขายของเก่า โหยมันใช่เลยนะ คนที่เอางานมาให้เราทำ เขาเอางานมาจากหลังกระทรวง พอเริ่มต้นนำเสนอเขาก็สั่งเราทำเยอะเลย โอ้โห...ดีใจ ก็เริ่มต้นจากตรงนั้น เริ่มเป็นเถ้าแก่ทำรองเท้าส่ง”
          ใครจะเชื่อเล่า จากเด็กที่เคยโกยหินทำถนนบนรถสิบล้อ บัดนี้เขามีธุรกิจรองเท้าเป็นของตัวเอง เลี้ยงลูกน้องเกือบร้อยคน สิ่งเหล่านี้เป็นที่ภูมิใจของคนเล็กๆคนหนึ่งซึ่งมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเอง ทว่าเมื่อมองกลับมาปัจจุบันช่างไก่มีร้านที่เช่าไว้ 3-4 ห้องติดกัน มีลูกน้องเยอะก็จริง แต่สิ่งที่ตามมาก็คือหนี้สิน เพราะตัวเขาทำเป็นก็แต่เพียงรองเท้า ไม่เจนจัดด้านบริหารธุรกิจ “ทำได้เท่าไหร่ให้ลูกน้องหมด” ช่างไก่เริ่มรู้หัวอกของเถ้าแก่แล้วว่าเป็นเช่นไร
          นานวันเข้าร้านแถวสี่แยกพิชัยต้องประสบปัญหาการขยายถนน ทำให้ร้านรวงต่างๆต้องพากันย้ายเข้าย้ายออกกันจ้าละหวั่น ร้านรองเท้าของช่างไก่ก็เช่นกันจำเป็นต้องขยับเพื่อความอยู่รอด ทั้งยังประสบปัญหาหนี้สินทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ “เราคิดว่าถ้าเปิดร้านอีกครั้งเราจะไม่เลี้ยงลูกน้องแล้ว เรามีแต่ขาดทุน เพราะเราไม่ใช่นักค้าขาย” ช่างไก่เริ่มกลับมามองตัวเองอีกครั้ง ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาพบว่าเขาเป็นช่างทำรองเท้า นั่นคืองานที่เขาถนัดและพอใจมันมากที่สุด ไม่ใช่ตั้งตนเป็นเถ้าแก่ที่นับวันยิ่งโดนพิษธุรกิจเล่นงาน
          จนแล้วจนรอดช่างไก่กระเทิบหนีการขยายถนนมาเรื่อยๆ จนได้ห้องปัจจุบันตรงแยกพิชัย เขากลับมาใช้ชีวิตสมถะทำรองเท้าอยู่กับร้านทีละคู่ๆ โดยมีผู้ช่วยอีกหนึ่งคน-เมื่อเหลียวมองผู้ช่วยมันก็เหมือนตัวเขาในวัยเยาว์นั่นเอง ที่ตรากตรำหางานทำสร้างเนื้อสร้างตัว ขวนขวายหาวิชา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่างไก่ได้คิดเมื่อกลับมาทำร้านเล็กๆดังเดิม เขาเริ่มหาชื่อร้านของตัวเอง ปรึกษาคนรู้จักได้เคร็ดวิธีการตั้งชื่อมากมาย สุดท้ายความคิดคำนึงถึงคนที่บ้านก็เกิดขึ้น
          “คิดไปคิดมาก็คงจะพ่อแม่นี่แหละดีที่สุด พ่อชื่อเกิด แม่ชื่อเปรม เป็น ก.เปรมศิลป์ทุกวันนี้ บางคนเขาไปดูหมอดู แต่เราไม่คิดอย่างนั้นนะ เราคิดว่าพ่อแม่เราดีที่สุด ศิลป์ก็คือศิลปะ ก.เปรมศิลป์ ทุกวันนี้ทุกคนเขาก็เข้าใจว่าเราชื่อไก่ แต่ไม่เป็นไร ใครจะเข้าใจยังไง แต่เราเข้าใจของเราเอง” ช่างไก่เปิดร้านแบบไม่มีวันหยุด เขายังคงทำงานเหมือนเมื่อคราวเป็นลูกจ้าง คือทำงานไม่เกี่ยงเวลา ภายใต้ชีวิตสมถะซึ่งผ่านร้อนหนาวมาโชกโชน

รองเท้าจากคนแปลกหน้า พ.ศ.2545
          เกือบจะ 10 นาฬิกาอยู่แล้ว บนท้องถนนแถวแยกพิชัยยังคงวุ่นไปด้วยการจราจร เช้านี้ก็เหมือนเช้าก่อนๆ ที่ผ่านมา ชีวิตทั้งหลายยังคงเคลื่อนที่ด้วยงาน ร้านซ่อมรองเท้าเล็กๆ ร้านหนึ่งยังคงขับเคี่ยวจักรเก่าๆ ท่ามกลางเศษหนังและรองเท้านานาชนิดวางกองรอการตกแต่งซ่อมแซม...
          ขณะที่ช่างไก่กำลังทำงานตามปกติ เขาสังเกตเห็นรถตู้คันหนึ่งมาจอดตรงข้ามร้าน ชายในชุดสีกากีสองคนเดินตรงมายังร้านของเขา คนหนึ่งประคองถุงลายสก๊อตมาวางบนลงโต๊ะภายในร้านแล้วก้มลงกราบ
          “ไม่รู้ซ่อมได้รึเปล่า” เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นถามหลังจากกราบเสร็จ
          เจ้าของร้านซ่อมรองเท้าเริ่มประหม่า “อะไร เอาอะไรมาให้ผม”
          “รองเท้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” เป็นคัทชูเบอร์ 42 ในสภาพเปื่อยขาดซึ่งน้อยคนจะคิดซ่อม
          คำตอบจากเจ้าหน้าที่ทำให้ช่างไก่มิทราบคิดอ่านประการใด เขาพยายามเก็บอาการและความตื่นเต้นทั้งมวลเอาไว้ ความดีใจทั้งหลายถาโถมในความรู้สึกจนยากจะบรรยาย เขาตอบกลับไปอย่างไม่ลังเล “ซ่อมได้ครับ!”
          ช่างซ่อมรองเท้าไม่นึกไม่ฝันว่าร้านเล็กๆ ของเขาจะได้รับความเมตตาถึงเพียงนี้ เขาเพียงต้องการให้รองเท้าเก่าขาดคู่นี้อยู่กับร้านของเขาให้นานเท่าที่จะทำได้ ก่อนบอกเจ้าหน้าที่ไปว่า “นานหน่อยนะ” ทั้งที่จริงแล้วเขาใช้เวลาควบจักรซ่อมไม่เกินชั่วโมง แต่ความเป็นศิริมงคลนี้มิได้ลอยมาง่ายๆ เขาคิด
          “รองเท้าคู่นี้พระองค์ทรงโปรด และใส่ทรงดนตรี” เจ้าหน้าที่อธิบาย
          โอ้โห...รองเท้าเน่าขนาดนี้ เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินยังมาซ่อมได้ เขาคิด เพียงแต่บอกใครสักคนที่เขามีเงินเขาก็จัดถวายหมดแล้ววันละคู่ ชั่วโมงละคู่ก็ยังได้ แต่พระองค์ท่านไม่ทรงทำแบบนั้น มันคืออะไร? เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินไม่ได้ใส่รองเท้าทองรองเท้าเพชร ทำไมยังมาซ่อมรองเท้าอยู่อีก มันตรงกันข้ามกับความรู้สึกของเราตอนที่ยังไม่ได้สำผัสจริงๆ
          “ผมจะตัดฝากไปถวายได้ไหม?” เมื่อเจ้าหน้าที่ตอบว่าได้ ช่างไก่เริ่มทำคู่แรกเบอร์ 42 ใส่พื้นหนัง ทว่าความความรู้สึกของช่างทำรองเท้าบอกว่ามันอาจเล็กไป เขาจึงทำเบอร์ 43 ฝากไปถวายแทน ผ่านไป 2-3 เดือน เจ้าหน้าที่เอารองเท้าคู่นั้นกลับมา
          “ตายหละ” ช่างทำรองเท้านอกวังคิดว่าฝีมือของตนยังไม่ถึงขั้น เจ้าหน้าที่จึงเอารองเท้ามาคืน ปรากฏว่ารองเท้าที่ถวายไปไม่ได้ปะกันลื่น พระองค์ใส่แล้วเดินลื่น จึงเอามาให้ช่างไก่แก้ไขแล้วถวายกลับไป หลังจากนั้นมางานซ่อมน้อยใหญ่ก็ทยอยมาจากในวัง ปะส้นบ้าง ตีกันสึกบ้าง ช่างไก่กลายเป็นช่างรองเท้านอกวังประจำพระองค์ไป
          ปัจจุบันช่างไก่มีพื้นรองเท้ารอยพระบาทเป็นสิ่งเคารพบูชาสูงสุดภายในร้าน เป็นกำลังใจให้เขาสร้างงานที่ตัวเองถนัดต่อไป “ผมมาเห็นรอยพระบาท โอ้โห...รับรองที่อื่นจะหายังไง เราก็มีจิตสำนึก คนอื่นเขากราบไว้ใต้ฝ่าละอองธุรีพระบาท นี่เรามีครบแล้วนะ เราก็ภูมิใจ ก็เลยใส่กรอบไว้”

สิ่งที่พระองค์ให้
          “พระองค์ท่านทรงใส่จริงๆนะ ไม่ใช่ว่าทำเพื่อให้สังคมเข้าใจว่าพระองค์ท่านซ่อมแล้วเอาไปเก็บไว้ เจ้าหน้าที่บอกว่าใส่ประดับยศนายพล ถ้าเป็นอย่างคนเราธรรมดาต้องตัดใหม่ โชว์ของใหม่อะไรอย่างงี้ แต่พระองค์ท่านไม่ทรงทำแบบนั้น” ช่างไก่อธิบายว่า เมื่อได้สัมผัสก็พบว่าในหลวงคือตัวอย่างของความพอเพียงอย่างแท้จริง ท่านปฏิบัติแล้วจึงถ่ายทอดสู่ประชาชน ทำให้ผู้ที่สัมผัสโดยตรงถึงกับอึ้ง อึ้งในความสมถะของพระองค์
          คำถามที่หลายคนอาจสงสัยก็คือ ทำไมต้องเป็นร้าน ก.เปรมศิลป์ ทั้งที่มีร้านดีๆ มากมายทั่วประเทศ ช่างไก่อธิบายว่า “เรารู้สึกว่าพระองค์ท่านให้เรา เราก็ทุกข์มาเต็มร้อย หนี้รายวันนี่วันละสิบๆเจ้าเลย วันละเป็นหมื่นจนหนีไปโคราช แล้วกลับมาเป็นอย่างนี้ก็คิด วันนั้นรายการคนไทยไม่ท้อมาถ่ายทำ ก็มีคนๆหนึ่งตะโกนมาว่า ‘ในหลวงเหยียบบ้านไหนบ้านนั้นรวย’ แล้วเราจะรวยได้ยังไง เราไม่มีต้นทุนที่จะรวยเลย มีแต่หนี้เป็นสิบๆล้าน เราคิดว่าถ้าเราลงข่าวคงมีแต่ข่าวร้ายๆ ญาติพี่น้องคงรับไม่ได้ พอสื่อลงเป็นกระแสกลายเป็นข่าวตรงข้ามกับที่เราคิด”
          ตลอดระยะเวลา 40 กว่าปีที่คลุกคลีอยู่กับการทำรองเท้า ช่างไก่สารภาพว่าชีวิตไม่มีทางดีขึ้นได้เลย หากไม่มีพระองค์ลงมาช่วย ชีวิตที่ผ่านมาจากเด็กบ้านนอกผู้ดิ้นรนตามหาอนาคตของตัวเอง สู่การเผชิญโชคในกรุงเทพด้วยเงิน 25 บาท ช่างไก่อาจเป็นตัวแทนของผู้คนอีกมากมายที่ยังต้องดิ้นรนเยี่ยงเดียวกับตัวเขา ผู้ไม่ยอมจำนนต่อความลำบากจนพบรุ่งเช้าแห่งชีวิตไม่วันใดก็วันหนึ่ง
          “ผมมีโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ก็เพราะพระองค์ท่าน ถ้าไม่มีพระองค์ท่านลงมาช่วย ก็ไม่มีแน่นอน คิดดูเองเป็นว่ามันคือสิ่งที่ไม่รอด เพราะองค์ท่านลงมาช่วยช่างไก่ จะว่าโดยเฉพาะยังได้เลย เพราะช่างไก่เป็นคนล้มละลาย เป็นชีวิตที่หมักหมมตั้งแต่เลิกกับแฟนคนแรกจนถึงก่อนที่จะมารับใช้ มันไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย มีแต่หนี้สิน ช่างไก่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่าต้องทำยังไงก็ได้ให้ชีวิตอยู่รอด ถึงรู้ว่าไม่ดีแต่ก็ทำ ทำเพื่อให้อยู่รอด ไม่รู้จะให้ใครมาซื้อชีวิตให้ เราก็ต้องซื้อด้วยความไม่ดีก็ได้ เราไม่ดีได้ แต่มีโอกาสที่ดีแล้วเราต้องทำดี อยากจะให้ทุกคนในสังคมประเทศไทยทำดีเพื่อถวายในหลวง คิดว่าเราทำได้นะถ้าตั้งใจทำ”
และนี่คือเรื่องราวส่วนหนึ่งของนายศรไกร แน่นสีนิล หรือช่างไก่ วัย 67 ปี เจ้าของร้านรองเท้า ก.เปรม ศิลป์ ผู้ไม่เคยลืมเลือนความเป็นมาของตัวเอง
          “หากไม่ก้าวออกจากบ้านในวันนั้น วันนี้ก็คงไม่มาถึง...” หนวดงามๆยังคงสยายยิ้มให้กับชีวิตในวันวัยใกล้ฝั่ง

เรื่องและภาพ : กรวิก อุนะพำนัก