Featured

Alliance

 

 

 

 

 


สมหมาย คงวุฒิ มารดาแห่งผู้พิการ บ้านนนทภูมิ


1.

          “สวัสดีค้าบโผม” รอยยิ้มสุดจิตสุดใจยิงตรงมาที่ข้าพเจ้า เจ้าของยิ้มบริสุทธิ์เข็ญรถขนผ้าปูเตียงใช้แล้วผ่านหน้าข้าพเจ้าไป ใบหน้าเขาโปะขาวไปด้วยแป้งเลอะถึงคอเสื้อยันหน้าอก แขนขาลีบเล็กผิดรูปทรงยังคงทำงานอย่างทรงพลัง ตามแต่สังขารจะเอื้ออำนวย,รอยยิ้ม! ข้าพเจ้านึกถึงบุปผาชนผู้ครองเพศฮิปปี้ส์ ผู้ที่บูชาความรักและสันติสุข ผู้ที่มอบรอยยิ้มและความรักให้กันได้โดยไม่ต้องรู้จักหรือมองเห็น (ตาบอด)
นั่น เขาโบกมือยิ้มอายเผยฟันโย้เกใสซื่อเมื่อข้าพเจ้ายกกล้องถ่ายรูป

 


          บ้านนนทภูมิ ย่านปากเกร็ด สถานสงเคราะห์เด็กพิการและทุพพลภาพจำนวน ๔๒๐ คน อายุระหว่าง ๗-๑๘ ปี ผู้ไม่ปรารถนารถเปิดประทุนหรือสร้อยคอทองคำ หรือคฤหาสน์บนพื้นที่ ๓๐๐ ไร่ หากสิ่งเดียวที่ต้องการคือความรักและเมตตาจากใครก็ได้ที่หัวใจไม่มืดบอด
          ในจำนวนดังกล่าวแบ่งความพิการเป็น ๕ ประเภท – พิการด้านการมองเห็น คือตาบอด พิการด้านการได้ยิน เรารู้จักในนามคนใบ้ พิการด้านสมองและสติปัญญา พิการด้านร่างกาย และหนักสุดของสถานที่แห่งนี้คือความพิการซ้ำซ้อน ต่างคนต่างที่มาโดยไม่มีใครคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้มาเจอกัน, ๙๐% มีสาเหตุเดียวกันคือถูกทอดทิ้งตั้งแต่กำเนิด แซงหน้าอันดับหนึ่งคือเหตุผลด้านฐานะซึ่งไม่พร้อมจะดูแลตามหลักแห่งความเป็นคน คาบเกี่ยวกับการตั้งใจทิ้งเมื่อเริ่มรู้ว่าลูกตัวเองพิการ ตามมาห่างๆ คือผู้ประสบอุบัติเหตุและโดนทำร้ายร่างกาย ส่วน ๑๐% ที่เหลือยังพอมีครอบครัวเวียนมาเยี่ยมบ้าง
          รถเก๋งคันโตค่อยๆ คลานเข้ามาท่ามกลางเปลวแดด ภายในเป็นครอบครัวผู้ประสงค์ดีนำอาหารและสิ่งของมาบริจาค สุดแท้แต่จะขนอะไรกันมา ของหลายอย่างเกินความจำเป็น และอีกหลายอย่างก็ไร้ประโยชน์ไม่สามารถเข้าถึงผู้พิการได้ เหล่านี้จึงเป็นหน้าที่ของสำเริง บุญถึก หัวหน้างานธุรการและประชาสัมพันธ์ของสถานสงเคราะห์เด็กพิการและทุพพลภาพ วัยย่าง ๕๔ ปี ที่จะแจ้งให้ผู้บริจาคได้ทราบว่าตอนนี้เหล่าผู้ทุพพลภาพต้องการอะไร ในรูปของแผ่นพับและช่องทางการประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อให้การบริจาคเกิดประโยชน์ทั้งผู้รับและผู้ให้
          พี่สำเริงย้ายมาจากส่วนกลางสู่บ้านนนทภูมิได้ ๑๐ ปี ทำหน้าที่จัดหาทรัพยากรให้แก่ผู้พิการทั้งหญิงชาย แผ่นพับจะเปลี่ยนทุกๆ ๑๕ วัน เพื่อบอกความต้องการที่เปลี่ยนไปตามธรรมชาติของชีวิตแก่ผู้ประสงค์จะบริจาค เช่น เวชภัณฑ์ต่างๆ เสื้อผ้าและชุดชั้นใน โลชั่นสำหรับคนผิวแห้ง เด็กในวัย ๗-๑๘ ปี คือช่วงเวลาแห่งวัยรุ่น หญิงต้องการผ้าอนามัย ชายต้องการโรออนเพื่อดับกลิ่นกาย เป็นต้น เหล่านี้จะทำให้การบริจาคตรงจุดที่สุด พี่สำเริงย้ำว่าทางที่ดีหากต้องการบริจาคให้เกิดประโยชน์ ควรโทรสอบถามก่อน
          “สิ่งที่เด็กๆ ขาดไปไม่ว่าจะเป็นตา หรือการได้ยิน หรือเป็นสมอง หรือเป็นร่างกายของเขาที่ขาดมือ ขาดแขน ขาดขา พวกเราเองพยายามจะเป็นในสิ่งที่เขาขาด อยากจะเป็นตาแทนเด็ก เป็นมือ เป็นแขนเป็นขาแทนเด็ก เป็นสมองแทนเด็ก ช่วยเขาคิดช่วยเขาหา แม้กระทั่งเรื่องอาหาร ไม่ใช่ว่าเรามีอะไรหรือได้อะไรมาก็ป้อนให้เขาแบบนั้น เราก็ต้องสอบถามเขาก่อน ให้เขามีส่วนร่วมว่าเขาอยากทานอะไร กระทั่งเสื้อผ้าเราก็ต้องพาเด็กไปเลือก ไปโบ๊เบ๊ตีสองตีสามเขาก็ไปกัน อย่างน้อยเด็กได้มีสิทธิ์เลือกซื้อเสื้อผ้าที่เขาใส่”
         “สิทธิ์ในความเป็นคน ?” ข้าพเจ้ายิ้ม
          พี่สำเริงพยักหน้า “พยายามให้เขาเท่าเทียมมากที่สุด”
          “ทำไมต้องพยายาม ?”
         “คนไทยเรายังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคนพิการมากเท่าที่ควรครับ ไม่เหมือนต่างชาติแม้กระทั่งที่จอดรถ ห้องน้ำ ทางลาดทางชัน นวัตกรรมใหม่ๆ เขามีพร้อม เขาช่วยคนพิการได้มาก แต่คนไทยเราค่อนข้างละเลย อย่างเร็วๆ นี้มีข่าวรถคนปกติไปจอดที่รถคนพิการ เราจะเห็นได้แม้กระทั่งสนามบิน แต่ละที่เขาก็ต้องมีที่จัดไว้ให้ อันนี้เป็นทั้งปัญหาและอุปสรรค แม้กระทั่งรถเมล์” พี่สำเริงยักไหล่

2.

          หัวหน้างานธุรการฯ พาข้าพเจ้าเดินดูรอบๆ สถานสงเคราะห์ฯ ลุเข้าไปถึงอาคาร ๓๕ ปี บ้านนนทภูมิ ก่อสร้างขึ้นในปี ๒๕๔๘ ด้วยงบเกือบ ๑๙ ล้านบาท ในสมัยของนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีว่าการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อลดความแออัดยัดเยียดในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้พิการ ภายในเป็นเรือนนอนแบ่งห้องกว้างแยกหญิงชายไว้คนละฝั่ง แต่ละห้องมีเตียงเรียงยาวราว ๑๕ เตียงหันเท้าชนกัน เป็นที่พักอาศัยของคนผู้มีชีวิตเพื่อวันข้างหน้า และไม่แยแสว่าอดีตของพวกเขาเป็นใครมาจากไหน
          คงไว้เพียงแววตาเท่านั้นยังสื่อสัมผัสถึงความหวังของเขาได้ ยังคงให้เกียรติในความเป็นคนซึ่งกันและกัน ข้าพเจ้ายิ้มเศร้าด้วยไม่รู้สาเหตุ ภาพเบื้องหน้าคือเหล่าผู้ดิ้นรนต่อสังขารชีวิตอันทุลักทุเลและยากลำบาก บางคนเกิดมาไร้แขน เหมือนรูปปั้นถูกหักไหล่ทั้งสองข้างทิ้ง คงไว้เพียงอกห่อหุ้มหัวใจเต้นรัวภายใน เขาจึงชินกับการใช้เท้า หัวใจ และมันสมองดำเนินชีวิต ช่วยเหลือเพื่อนผู้ทุกข์ยากกว่าเท่าที่ตนทำได้ เย้ยหยันมือที่มีแต่หยิบฉวยเพื่อตนเอง
          บางคนนั่งเหม่อลอยเหมือนคอยบางสิ่งที่ไม่เคยย้อนมา
          “แจ๊ค” พี่สำเริงเรียกเสียงดัง
          ร่างโงนเงนปรับทิศทางหันหาต้นเสียง “พ่อสำเริงขอจับมือหน่อย” ชายหนุ่มอายุราว ๑๗ ปี ฉีกยิ้มกางแขนคว้างในอากาศ
          แจ๊คตาบอดแต่กำเนิด โลกของเขาอาจเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมเคล้าสุนทรีย์บนยอดเขายามเช้า หรืออาจมีแต่น้ำตาซึ่งไหลเอ่อล้นอยู่ภายใน – ข้าพเจ้าไม่ทราบ
          “พ่อสำเริงไปไหนมา คิดถึงพ่อ คิดถึงพ่อ” เขาทั้งคู่กอดกันนิ่งและนาน ราวความรู้สึกของลูกชายผู้ตามหาพ่อมาชั่วชีวิต
          พี่สำเริงอธิบายว่าแจ๊คจะต้องถามว่าพ่อไปไหนมาเมื่อเขาหายไปวันหรือสองวัน เขาจะต้องตอบแจ๊คให้ได้ด้วยเหตุผลที่น่าฟัง ให้สมกับการรอคอยอันยาวนานในความมืดของเขา หากมันเป็นเหตุผลที่ไม่น่าฟัง แจ๊คจะชัดเจนต่อความรู้สึกบริสุทธิ์ของตนเองทันที “พ่อสำเริงทิ้งผม..”
          เป็นเหตุผลให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ดูแลที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องตระหนักถึงการถนอมน้ำใจผู้พิการด้วย มิใช่เพียงแต่ร่างกาย
          แจ๊คยังคงจับมือขณะพูดคุยถามไถ่พี่สำเริงอยู่ตลอดเวลา และข้าพเจ้าคิดว่าขณะนี้โลกของเขาน่าจะเป็นทุ่งดอกไม้และผีเสื้อรายล้อม
          “สุขสัมผัส” พี่สำเริงหันมายิ้มกับข้าพเจ้า

3.

          หน้าอาคาร ๓๕ ปี บ้านนนทภูมิ ข้าพเจ้าพบหญิงวัยเกษียณอายุราชการคนหนึ่งกำลังตัดผมให้เด็กชายพิการทางสมอง รอบข้างยังมีผู้รอใช้บริการอีก ๓-๔ ราย พี่สำเริงแนะนำว่านี่คือ “แม่มหาชน” เขาให้คารวะอย่างนั้น
          สมหมาย คงวุฒิ หรือแม่หมายที่สมาชิกบ้านนนทภูมิทุกคนจะต้องรู้จัก และให้ความนับถือในน้ำจิตน้ำใจ แม่หมายเริ่มมาเป็นพี่เลี้ยงคนพิการตั้งแต่อายุได้ ๑๘ ปี ราวปี พ.ศ.๒๕๑๔ ตั้งแต่สถานที่แห่งนี้ยังไม่เปิดเป็นทางการ ไม่มีความสะดวกสบายเท่าทุกวันนี้ และอาคารที่เรายืนอยู่ก็ยังไม่ถือกำเนิด ผู้พิการหลายรุ่นล้วนผ่านการเลี้ยงดูจากแม่หมาย มีโอกาสฝึกอาชีพได้ดีไปก็หลายคน บางคนเป็นนักกีฬาคนพิการทีมชาติ บางคนออกไปสร้างครอบครัวที่อบอุ่น บ้างออกไปแสวงโชคตามเส้นทางชีวิตแต่ไปไม่รอดก็กลับมา แม่หมายก็ยืนอ้าแขนรับไว้ดูแลเช่นเดิม
          “กำลังตัดผมให้ลูกอยู่ - พอดีคู่เวรที่อยู่ด้วยกันมาเขาเป็นผู้ชายเขาเป็นช่างอยู่ เขาช่วยแม่ได้เยอะ เขาเพิ่งเสียชีวิตเมื่อเร็วๆ นี้ แม่ก็เลยต้องลงมือเอง” แม่หมายส่งเสียงทักทาย สายตาจรดจ้องไปยังแบตเตอร์เลี่ยนและลูกชายที่ทำท่าจะหลับไม่หลับแหล่
          “แม่ๆ ผมตัดแบบคนนี้นะ” เด็กหนุ่มไร้ขาอีกคนพยายามเคลื่อนตัวมาสะกิด
          “รอเดี๋ยวนะลูก”
          มันเป็นภาพในบรรยากาศของบ้านหลังใหญ่และครอบครัว ลูกหลายคนทำให้แม่หมายพลอยเวียนหัวอยู่บ้าง แต่มันเป็นความอบอุ่นที่เงินเสกให้ไม่ได้,๔๓ ปี ๑๐ เดือน คือเวลาที่แม่หมายสาละวนอยู่กับลูกๆ นอกครรภ์นับร้อยนับพัน ผู้ไม่รู้จักพ่อแม่และแหล่งกำเนิดแท้จริง ผู้ไถ่ถามกับดวงจันทร์นอกหน้าต่างว่า “เราเกิดมาเพื่อใคร” และแม่หมายคือคำตอบ!
          “เด็กโตเขาก็อยากหล่อนะ เขาจะไว้ยาวแล้วก็ซอยให้เขาหน่อย จะตัดขึ้นไปสูงแบบนักเรียนไม่ได้ เขาจะเอาแค่รองทรง เราก็ต้องพยายาม ไม่ค่อยเป็นแต่ก็ต้องพยายามทำให้ได้ ทำให้เขาถูกใจ อยู่ที่นี่ต้องเป็นทุกอย่าง เย็บผ้าก็ต้องเย็บเองได้ เพราะว่าลูกเราเสื้อผ้าขาด เหมือนเราอยู่บ้าน เหมือนเราเป็นแม่คนหนึ่งนะ แต่ดูแลลูกเยอะหน่อย ลูกเป็นร้อย ห้องหนึ่งก็หลายสิบคนอยู่” แม่หมายกล่าวกับข้าพเจ้าด้วยรอยยิ้มสดใส ดวงหน้าโรยความเมื่อยล้าเจือปน
          เวลายามบ่ายค่อยคืบคลานไปทีละนิด เด็กคนไหนมีหน้าที่ก็แยกย้ายกันไปทำ เด็กทุกคนที่นี่มีโอกาสได้ฝึกอาชีพ ได้เรียนหนังสือ ได้พัฒนาสมรรถภาพทางร่างกายให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ เพื่อออกไปใช้ชีวิตข้างนอก บางคนว่างก็เลือกที่จะนั่งล้อมวงคุยกับข้าพเจ้า แม่หมาย และพี่สำเริง ผู้พิการทางสายตาเลือกที่จะนั่งฟังและยิ้มหัวเราะอย่างเงียบๆ แม่หมายยังจำวันแรกที่เข้ามาเหยียบที่นี่ได้ เธอพบหญิงพิการขาข้างหนึ่งควบไม้ค้ำเข้ามาเกาะแขนและเรียกตนว่าแม่
          “แม่ แม่จะมาอยู่กับหนูหรือ” เป็นถ้อยคำที่แม่หมายจดจำมาถึงวันนี้ ราวกับชี้ชะตาให้ชีวิตเธอมาถึงตรงนี้ได้ ไม่อย่างนั้นเธออาจเป็นสาวโรงงานตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก
          “ทำได้สองอาทิตย์ อ๋อ มิน่าหละ ทำไมเขาเรียกเราว่าแม่ แม่นี่ต้องดูแลเขาทุกอย่าง หาข้าวให้ทาน น้ำท่าเขาหิว เขายกมือขอน้ำเราก็ต้องไปเอามาให้ บางคนเราต้องอาบน้ำใส่เสื้อผ้าให้เขา แต่บางคนช่วยตัวเองได้ บางคนช่วยตัวเองไม่ได้ก็ต้องทำให้ทุกอย่าง อ๋อ นี่คือคำว่าแม่ของเขา ตั้งแต่นั้นมาก็ทำหน้าที่นี้มาตลอด”
         แต่เดิมแม่หมายเคยทำงาน ๓๖ ชั่วโมง พัก ๒๔ ชั่วโมง จนปัจจุบันทำ ๕๐ ชั่วโมง พัก ๕๐ ชั่วโมง มันเป็นเพียงตัวเลขตามกำหนดการเท่านั้น สำหรับคนที่กล้าเรียกตัวเองว่า “แม่คน” แล้ว ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ใดจะมายิ่งใหญ่เหนือความรู้สึกของคนที่ทำงานด้วยหัวใจ เหนือความรู้สึกของลูกจ้าง – แม่
          พี่สำเริงอธิบายว่า บ้านพักราชการอยู่ไม่ไกล ในวันหยุดแม่หมายจะเดินมาดูลูกอยู่เรื่อยๆ คอยป้อนข้าวและน้ำด้วยความเป็นห่วง ทุกคนที่นี่ทราบดีว่าแม่หมายทำงานไม่เคยมีวันหยุด
          ระหว่างคุยข้าพเจ้าได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นทุกๆ ๓-๕ นาที ถามเอาจากพี่สำเริงได้รับคำตอบว่า เสียงระฆัง(วัด) เป็นเครื่องเตือนใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคนได้ตระหนักในสติสัมปชัญญะ การทำงานกับผู้พิการเป็นความยากลำบาก หากไม่ควบคุมสติอารมณ์ให้ดี ความโกรธของพี่เลี้ยงจะเผาไหม้จิตใจผู้พิการอย่างง่ายดาย ยังความลำบากในการทำงานมากขึ้นทวีคูณ
          “รับรู้ลมหายใจ” แม่หมายย้ำ

4.

          “เด็กคนนี้ไม่มีแขนเลย เวลาเขาฉี่จะทำยังไง...”
          ไม่ทันสิ้นคำถามข้าพเจ้า แม่หมายสวนโพลง “แม่ก็ยกฉี่ให้เขาสิ”
          คำตอบแม่หมายเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย แต่เป็นหัวเราะที่เคล้าด้วยความเห็นใจ
          พี่สำเริงเสริม “มีอยู่ครั้งหนึ่งแม่หมายพาเด็กๆ ไปเที่ยวทะเล อุ้มน้องๆ ลงไปอาบน้ำริมทะเล เด็กก็โตๆ กันแล้วนะ แกไปเปลี่ยนกางเกงใน ไปนุ่งผ้าขาวม้าให้เด็ก เอามือล้วงกางเกงใน ดึงกางเกงในให้เด็ก แกทำทุกอย่างนะ ทำให้หมด (หัวเราะ)”
          “เหมือนลูกคนหนึ่งเนาะ” แม่หมายนึกถึงตัวเองก็อดขำไม่ได้
          ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครคนหนึ่งจะยึดหน้าที่ผู้ดูแลคนพิการเป็นอาชีพ เบื้องแรกต้องผ่านการทดสอบ ๓ ประการ ได้แก่ สอบข้อเขียน สอบปฎิบัติ และสอบสัมภาษณ์ ทางราชการกำหนดให้มีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่า ม.๓ แต่ในเรื่องของความรู้ก็ไม่สำคัญเท่าจิตใจ ที่นี่ยึดถือการทำงานด้วยใจเป็นที่ตั้ง และแม่หมายก็ถูกยกให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือก
          “เราจะดูว่าเขาทำงานด้วยใจไหม บางคนขยันทำแต่งาน แต่กับเด็กเขาไม่ค่อยสนใจว่าเด็กเขารออะไรอยู่ มันจะมีเด็กประเภทที่เขานอนๆ อยู่ พี่เลี้ยงก็ขยันมาก เก็บนั่นกวาดโน่น ถูนี่ แต่เด็กมองเขาอยู่ เขาหันไปถามเอาอะไรรึปล่าว แค่นี้เราก็ให้เขาละ ถ้าแม่เป็นคณะกรรมการแม่ให้เขา คือคนนี้ทำงานด้วยใจ เขาสนใจเด็ก เขาเอาใจใส่ว่าเด็กมองเขาอยู่นะ ที่นี่เราเอาใจทำงาน ถ้าอยู่กับเด็กพิการเราต้องใช้ใจทำงาน บางคนปวดท้อง บางคนจะอึเขาบอกไม่ได้ แต่เขาใช้สายตา สายตามอง เรารู้เลย ปวดท้องหรือ เข้าส้วมไหม เราก็ช่วยเขาเข้าห้องน้ำได้ เพราะบางทีเขานอนแหม็บอยู่กับที่ไปไหนไม่ได้ก็เลอะอีก”

5.

          “เราทำทำไม เราทำเพื่ออะไร เราทำเพื่อใคร ?” เป็นคำถามที่ยังคงวนเวียนในวันเหน็ดเหนื่อยและท้อถอยของแม่หมาย ผู้พิการต้องการกำลังใจมากเท่าไหร่ ผู้อุทิศตนทำเพื่อพวกเขาก็ต้องการไม่แพ้กัน การเป็นสาวโรงงานซึ่งเข้าออกตอกบัตรก็ไม่น่าต้องมาลำบากกายใจขนาดนี้ คนเข็ญผลไม้ขายกลางแดดคงไม่ต้องห่วงอะไรในวันหยุดของเขา คนกวาดถนนยังพอเอนกายใต้ร่มไม้ได้ในชั่วโมงพักผ่อน แต่แม่หมายทำงานกับชีวิตที่ไม่สมประกอบทางร่างกาย เป็นภาระที่วัดขีดความเหนื่อยล้าไม่ได้
          “เคยร้องไห้ มันเหนื่อยมาก ท้อมาก ทะเลาะกับเด็ก เด็กว่าเรา บางทีเราก็อยากจะสอนให้เขาเป็นคนดี แต่ว่าไปขัดใจเขา หรือเขาโตแล้ว เขาเรียนหนังสือข้างนอกเขาเรียนถึงขั้นปริญญา เขาก็สะท้อนกลับคำพูดทำนองว่าแม่ไม่เข้าใจเขา พอสอนก็หาว่าด่า เลยท้อ”
          ประสบการณ์ที่ผ่านมาของเธอมากพอจะเข้าใจว่า การศึกษาไม่ได้ช่วยให้ทุกคนเป็นคนดี ต้นโพธิ์อย่างแม่หมายเป็นที่พึ่งพิงให้ลูกนกลูกกามานักต่อนัก เมื่อปีกกล้าขาแข็งบางตัวบินหายไม่ไยดี บางตัวไม่เคยลืมร่มเงาโพธิ์แก่ต้นนี้ คำพูดสั้นๆ จากผู้ปกครองท่านหนึ่งย้อนกลับมาให้กำลังใจเธออีกครั้ง “สมหมายทำเพื่อเด็กที่ดีนะ”
          ในงานคืนสู่เหย้าบ้านนนทภูมิ แม่หมายได้พบเด็กๆ ที่เคยเลี้ยงมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ จนก้าวออกไปประสบความสำเร็จในชีวิต พวกเขากลับมาบอกเล่าประสบการณ์เพื่อสร้างความหวังและกำลังใจให้กับน้องที่ยังอยู่ หลายสิ่งอย่างที่แม่หมายเคยสอนลูกๆ หลายคนนำไปใช้กับโลกภายนอก ยังความภูมิใจแก่คนอยู่เบื้องหลังมิคลาย
          “เขาบอกว่าผมชอบมากที่สุดเลยคืออยู่เวรที่แม่หมายเข้าเวร พอผมรู้ว่าแม่หมายเข้าเวรวันนี้ ผมดีใจมาก เพราะแม่เป็นคนพูดเพราะ แม่เป็นคนอ่อนหวาน และทำให้ผมชื่นใจ มีกำลังใจ โหยแม่ฟังแล้วน้ำตาไหล ความที่เราเคยเลี้ยงดู เราก็ไม่นึกว่าเขาจะสะท้อนย้อนมาให้เรารู้ว่า อ๋อ ที่เรานิ่มนวลกับเขา ที่เราดีกับเขา เขาเก็บเอาไปปฎิบัติตนให้กับเพื่อนร่วมงานอะไรต่ออะไร ชื่นใจ วันนั้นชื่นใจมาก ภาคภูมิใจที่เราเคยสอนเคยอะไร เขาเอาไปทำประโยชน์ให้แก่คนอื่นได้”
          ในนาทีนั้นข้าพเจ้าสังเกตเห็นเจ้าแจ็คยิ้มไม่หุบเลย โลกของเขาอาจเป็นสวนดอกไม้และมวลผีเสื้ออีกแล้วกระมัง
          ความภูมิใจของคนเบื้องหลังเป็นสิ่งที่โลกภายนอกไม่อาจรับรู้ถ้าไม่เข้าไปสัมผัส ยังมีผู้เหน็ดเหนื่อยเพื่อสังคมอยู่เบื้องหลัง และผู้ต้องการเมตตาอีกมากมายที่เราหรือใครแสร้งมองไม่เห็น และพวกเขาก็ไม่ร้องขอ – ระหว่างที่ข้าพเจ้าพูดคุยกับพวกเขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นบุคคลภายนอกขนอาหารและขนมมาเลี้ยงวันเกิดกันที่นี่ รอยยิ้มของผู้พิการมีให้ผู้ผ่านไปมาอย่างฟุ่มเฟือย สำหรับผู้ที่เหน็ดเหนื่อยจากชีวิตอันยุ่งเหยิงและต้องการกำลังใจ ข้าพเจ้าเชื่อว่าที่แห่งนี้เติมเต็มให้ท่านได้เหมือนกับที่ข้าพเจ้าได้รับ
          พาร์ตี้เล็กๆ ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาเอร็ดอร่อยกับความสุขที่คนภายนอกนำมาให้ เป็นบุญกุศลในวันเกิดอันทรงค่ายิ่ง
          ข้าพเจ้ามองเห็นผู้ที่พร้อมกว่าเดินเข้ามาหยิบยื่นให้แก่ผู้ขาดแคลน เป็นภาพที่สวยงาม และก็เป็นแม่หมายและทีมพี่เลี้ยงอีกนั่นแหละ กำลังสาละวนอยู่กับการจัดแจงดูแลเด็กๆ ที่กำลังสนุกกันจนตัวลอย
ขณะข้าพเจ้ามองภาพเหล่านั้นพี่สำเริงเดินมากระซิบข้างๆ
          “แม่หมายเกษียณมา ๑ ปีแล้ว เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๖ นี่เป็นสิ่งที่บ้านนนทภูมิรู้สึกเสียดาย เจ้าหน้าที่ทุกคนใจหายที่แม่หมายจะเกษียณ แต่พอมาปลายๆ กันยายน ก็มีความรู้สึกชื่นใจว่าท่านผู้ปกครองขอให้แม่หมายอยู่ต่อ ท่านผู้บริหารขอให้แม่หมายอยู่ต่อ แม่หมายก็ตกลงที่จะอยู่ต่ออีก ๑ ปี จะดูแลเด็กๆ อีก ๑ ปี แต่ปีนี้แม่หมายบอกไม่ไหวแล้ว แก่มากแล้ว แรงเริ่มถอย ขออยู่ถึงกันยายนนี้”
          หลังจากวางมือ แม่หมายจะกลับไปดูแลร้านขายของเล็กๆ ที่บ้านของตนเอง ทำหน้าที่ภรรยาและแม่ของลูกต่อไป เธอมักจะมีรอยยิ้มเสมอเวลาพูดหรือคิดอะไร ยิ้มให้กับโลก ยิ้มให้กับหน้าที่ “พ่อและแม่” ของผู้พิการซึ่งเคี่ยวเข็ญกันมานานหลายสิบปี แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเธอจะไม่หายขาดไปจากสถานที่แห่งนี้แน่นอน เพราะมันเป็นมากกว่าบ้านของเธอเสียอีก
         “มารดาแห่งบ้านนนทภูมิ” ใครบางคนยกย่องเธออย่างนั้น

ผู้สนใจแบ่งปันให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในวาระต่างๆ ติดต่อสถานสงเคราะห์เด็กพิการและทุพพลภาพ ปากเกร็ด บ้านนนทภูมิ
๗๘/๕ หมู่ ๑ ซอยติวานนท์-ปากเกร็ด ๑ ถนนติวานนท์ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด นนทบุรี ๑๑๑๒๐
โทร.๐๒-๕๘๓-๘๓๙๖,๐๒-๕๘๓-๗๙๙๙,๐๒-๕๘๓-๒๕๓๒


เรื่องและภาพโดย : กรวิก อุนะพำนัก