Featured

Alliance

 

 

 

 

 


ดอกไม้เหล็ก จารุณี (สุขสวัสดิ์) เดส์แน็ช

ดอกไม้เหล็ก จารุณี (สุขสวัสดิ์) เดส์แน็ช

แบบอย่างชีวิตหลังม่านละคร

          ในยุครอยต่อของภาพยนตร์ไทยก่อนจะเปลี่ยนจากม้วนฟิล์มสู่เทปวีดีโอหรือแผ่นซีดีในปัจจุบัน กำเนิดนางเอกหลายฉายาที่คนทั้งประเทศต่างให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ราชินีนักบู๊ ดาราจอเงิน นางเอกสู้ชีวิต ผู้ประสบความสำเร็จด้านการแสดงจนมีรางวัลผ่านมือมามากมายตลอดชีวิตการเป็นนักแสดง ทว่าเบื้องหลังม่านละครของนางเอกผู้นี้มิได้ราบเรียบเหมือนในจอนัก ตรงกันข้าม มีแต่บทโหดหินทั้งนั้นให้ต้องรับมือ...


          จารุณี สุขสวัสดิ์ เป็นชาวจังหวัดสมุทรสงคราม เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๕ บิดาเป็นชาวฝรั่งเศสชื่อแฟร์น็อง เดส์แน็ช (Fernand Desneiges) มารดาเป็นชาวไทย ชื่อระเบียบ สุขสวัสดิ์ ด้านการศึกษา เธอเริ่มศึกษาระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียนพระกุมารร้อยเอ็ด ก่อนจะย้ายไปเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึง ๖ ที่โรงเรียนธัมมสิริศึกษา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ ที่โรงเรียนพิบูลย์อุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร ในระดับชั้นมัธยมศึกษา เธอเข้าเรียนที่โรงเรียนบางกะปิ ก่อนจะเข้าศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่โรงเรียนพาณิชยการเจ้าพระยา และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และระดับปริญญาโทจากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

เป็นเพราะจน
          จารุณี เกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะยากจน มีเพียงมารดา เท่านั้นที่คอยยืนอยู่เคียงข้าง ฉากชีวิตของเธอนอกเหนือจากภาพยนตร์หรือละคร ก็คือการดิ้นรนทำงานหนักตั้งแต่อายุได้ ๑๒ ปี หล่อหลอมให้จารุณีเป็นผู้หญิงที่มีความอดทนสูง จนได้รับฉายาว่า “นางเอกสู้ชีวิต”
          ด้วยความยากจน ผลักดันให้เธอต้องก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย หน้าจอที่เราเห็นกันก็คือภาพของนางเอกฝีมือฉกาจ เล่นได้ทุกบทบาทอย่างเข้าถึงอารมณ์ผู้ชม แต่หลังม่านของชีวิตเธอเป็นผู้หญิงแกร่ง ลุย ห้าว ไม่เกรงกลัวความยากลำบาก ในวัยเด็กเธอเริ่มหารายได้พิเศษควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือด้วยการไปรับจ้างเป็นคนงานแบกปูนในแคมป์ก่อสร้าง, ทำหน้าที่จำหน่ายบัตรผ่านประตูและเครื่องดื่ม บางโอกาสก็ได้แสดงเป็นสโนว์ไวท์ในขบวนพาเหรดของสวนสนุก ตั้งแต่จำความได้ เธอได้ยินคำพูดหนึ่งที่ใช้สรุปชีวิตยากลำบากของเธอว่า “เป็นเพราะเราจน”
          “เราเองจำความได้ขึ้นมา เราจะอยู่กับถ้อยคำที่ฝังหัวเราว่า เป็นเพราะจน เช่น เป็นเพราะจนถึงไม่ได้อยู่กับแม่ เป็นเพราะไม่มีสตางค์ เลยต้องแบ่งเงาะกันสิบคนในครอบครัวที่พยายามมารวมตัวอยู่ด้วยกัน ได้กินกันคนละลูก ลูกครึ่ง สองลูก อะไรอย่างนี้ ก็จะมีอันนี้อยู่ในหัวตอนเราเด็ก เราก็ฟังไว้ด้วยความเป็นเด็ก เราก็เป็นสภาพเจียมตัวเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร เพราะเรายังเด็กๆ อยู่ แต่เมื่อไม่ได้อยู่กับครอบครัว แม่เขามีเรา แต่ว่าครอบครัวอยู่จังหวัดสมุทรสงคราม แต่เนื่องจากว่าญาติพี่น้องของแม่เยอะ คุณตาเสียเร็ว คุณยายเลี้ยงลูกมา ๖ คน เพราะฉะนั้นไม่พอกิน ก็เลยกลายเป็นต้องเข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ โดยการรับจ้างรวมทั้งแม่เราด้วย ตอนเด็กกว่านั้นเราจำไม่ได้หรอก แต่พอเราเริ่มจำได้ก็คือว่า ได้ยินคำว่าจน เป็นเพราะจน แม่ต้องไปจ้างเขาเลี้ยง ก็ไปจ้างคุณยายคนหนึ่ง ชื่อคุณยายทองพูน ซึ่งถือว่าเป็นความจดจำ เรารู้สึกว่าคุณยายท่านมีบุญคุณกับเราจริงๆ ถ้าท่านไม่เมตตาก็คงจะไม่รับเลี้ยงเรา เพื่อที่แม่จะไปหางานทำ ก็ไปจ้างเลี้ยง สรุปคุณยายทองพูนเลี้ยงมา ซึ่งไม่ใช่ญาติพี่น้องกันเลยนะคะ แต่รับจ้างเลี้ยง ได้ตังค์บ้างไม่ได้ตังค์บ้าง ก็เลี้ยงมาจนถึงประมาณ ๖ ขวบ ๗ ขวบ”
          จากนั้นไม่นานคุณยายทองพูนมีความจำเป็นต้องขายบ้าน ทำให้จารุณีถูกนำไปฝากเลี้ยงกับญาติที่ต่างจังหวัด จึงต้องย้ายจากโรงเรียนทองสุโชติไปเรียนที่สัตหีบ ในบรรยากาศแบบชนบทสมัยนั้นเด็กหญิงจารุณีเรียนอยู่ชั้น ป.๓ ด้วยรูปร่างหน้าตาในแบบเด็กลูกครึ่ง สีผมจึงดูแตกต่างจากเด็กอื่นทั่วไป เพื่อนๆ จึงพากันล้อว่าผมแดง บ้างก็เข้ามาดึงผมเธอเล่น พอโตขึ้นหน่อยเธอถูกตอกย้ำด้วยคำว่าไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ จึงเกิดการชกต่อยอยู่บ่อยครั้งแบบเด็กๆ ด้วยความที่เธอเป็นเด็กที่ต้องช่วยเหลือตัวเองมาตลอด กอรปกับบุคลิกในแบบสาวห้าว ลุยไหนลุยกัน ทำให้จารุณีเลือกที่จะปกป้องตัวเองและตอบโต้ผู้ที่ให้ร้ายเธอ ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกเจ้าของบ้านที่เธออาศัยอยู่
          “ครอบครัวไม่มีบ้านเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่รู้จะยังไง ก็เอาเราไปฝากญาติที่พอจะฝากกันได้ เป็นน้องของยาย เขามีสามีเป็นทหารอากาศ ก็เลยไปเป็นเด็กต่างจังหวัดอยู่ปีหนึ่ง ป.๓ ย้ายจากโรงเรียนทองสุโชติไปเรียนที่สัตหีบ ช่วงนั้นเป็นช่วงวงการบันเทิง มีคุณมิตร, เพชรา โด่งดังมาก มนต์รักลูกทุ่ง ตอนนั้นเราจำได้ แล้วก็คนทั้งประเทศรัก ที่เรารู้เพราะว่าเราอยู่ในส่วนราชการมันจะมีม้านั่งตั้งไว้ให้แล้วก็มีที่ฉายหนัง เหมือนหนังกลางแปลง แล้วเราก็ได้โอกาสพ่วงผู้ใหญ่ไปด้วย พอไปเรียนที่นั่นเราก็เริ่มโตขึ้น เราก็จะถูกล้อว่าไม่มีพ่อไม่มีแม่ ก็เลยเป็นที่มาของการเริ่มถูกแกล้ง เมื่อตอนเด็กๆ ถูกแกล้งก็จะร้องไห้ ไม่เป็นไร แต่พอ ป.๓ เริ่มมีฤทธิ์เดช วี่แววทางด้านอื่นเริ่มมา พอถูกดึงผม หรือถูกล้อว่าผมแดง ก็มีการชกต่อยเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ ป.๓ ที่สัตหีบ เริ่มที่โน้นเลย เพราะมันบรรยากาศลูกทุ่งด้วย พอบรรยากาศลูกทุ่งก็แบบว่ามีการต่อยกันเกิดขึ้น ก็จากตรงนั้นเรื่องมันก็มาจบตรงที่เราไปต่อยลูกเจ้าของบ้านที่เราไปอยู่ด้วย ก็เลยจบ เขาไม่ให้อยู่ต่อ”

หนักเอา เบาสู้
          ในที่สุดเธอก็ได้กลับมาอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ ร่วมกับพี่น้องหลายคน ในวัย ๑๒ ปี ด้วยความที่เธออยากเรียน เธอจึงดิ้นรนหารายได้พิเศษ เรียกว่าหนักเอาเบาสู้ เพื่อปูทางให้ตัวเองได้เรียนหนังสือ ทว่าอายุของเธอยังไม่ถึงวัยทำงาน แม้แต่งานแบกปูนในแคมป์ก่อสร้างก็ไม่อาจรับเธอ หากผู้เป็นป้าไม่ช่วยโกหกว่าอายุเธอสามารถทำงานได้แล้ว แคมป์ก่อสร้างจึงรับเธอไว้ช่วยแบกปูนในที่สุด เธอให้เหตุผลว่าในช่วงนั้นเธอไม่ได้คิดอะไรมาก ทำไปด้วยความเป็นเด็กที่อยากจะช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว หาเลี้ยงกันและกัน เงินเดือนๆ แรกที่เธอได้รับในสมัยนั้น ๗๐๐ บาท เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับหยาดเหงื่อที่เสียไป
ในช่วงเวลานั้นเธอหารายได้พิเศษจากงานหลายรูปแบบ จนภาพชีวิตในอดีตเมื่อมองย้อนกลับไปก็มีแต่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งพยายามดิ้นรนผิดแผกจากเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน จนในที่สุดบริษัทศรีบุญเรืองประกาศรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่ ๗ คน เป็นผู้ชาย ๕ คน ผู้หญิง ๒ คนในบทหญิงสาวเรียบร้อย และสาวแก่นแก้ว เตะต่อยเป็น บู๊เป็น
          “พอเห็นปุ๊บก็อุ้ย! มันใช่เราเลย มันตรงกับเราเลย จึงชวนเพื่อนเขียนใบสมัคร สมัยนั้นยังไม่มีร้านถ่ายรูป ไม่มีเทคโนโลยีอย่างทุกวันนี้ เราก็อาศัยเอารูปที่โรงเรียนถ่ายเวลามีกิจกรรม มันเป็นรูปรวม เราก็เอามาตัดเป็นสี่เหลี่ยมตรงที่เป็นหน้าเราและแปะส่ง รูปไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ไปส่งกับเพื่อน ส่งเสร็จเขาก็ให้รอ และโพสท่าถ่ายภาพ ถ่ายเสร็จเขาก็ให้กลับ เรางง แค่นี้เองหรอ เสร็จแล้วหรอ จำได้เลยโหนสองแถวกลับกันคอตกเลย เราตามเรื่องอยู่ประมาณ ๒ เดือน ก็คิดว่าคงไม่ได้หรอก คนไปสมัครตั้งหลายพันคน แล้วจู่ๆ เดือนถัดมาเขาก็เรียกเราเข้าไป แต่ต้องเอาผู้ปกครองไปด้วย เพราะอายุยังน้อยต้องมีผู้ปกครองรับรู้ พี่เขาก็อธิบายว่าจะมีค่าโน่นค่านี่ให้นะ รวมแล้วเดือนละหนึ่งหมื่นบาท เราก็ดีใจมาก เราเคยเห็นแต่เงิน เจ็ดร้อยบาท นี่ตั้งหนึ่งหมื่น เรากระทุ้งยายใหญ่เลย เซ็นต์เลยๆ (หัวเราะ)”
          หลังจากที่เธอได้เซ็นต์สัญญาเป็นดาราในสังกัดของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ด้วยวัย ๑๕ ปี เธอก็ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกคือ “สวัสดีคุณครู” ในปี ๒๕๒๐ และในปีต่อๆ มาก็มีงานเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ชื่อของจารุณีเป็นที่รู้จัก และชื่นชอบจากประชาชนทั่วประเทศ ในฐานะนางเอกยอดนิยม
          ทว่าด้วยวัยขนาดนั้น เป็นช่วงที่ร่างกายของมนุษย์กำลังเติบโต แต่เธอต้องโหมทำงานอย่างหนัก จนเธอเอ่ยปากว่า “เราเหมือนเป็นเด็กแล้วแก่เลย” เพราะต้องรับผิดชอบครอบครัวตั้งแต่อายุได้ ๑๒ ปี พอได้เป็นดาราเล่นหนังเข้าจริงๆ ชีวิตก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะสมัยนั้นเทคโนโลยีต่างๆ ในการถ่ายทำยังไม่ก้าวหน้าเหมือนทุกวันนี้ กรอบระเบียบต่างๆ ของนักแสดงโดยเฉพาะนางเอกแถวหน้าอย่างเธอเป็นสิ่งที่ต้องเคร่งครัด เรียกว่าชีวิตส่วนตัวนั้นไม่มีเลย
          “เราต้องอยู่ในกรอบทุกอย่าง ทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ อย่างนี้ก็ไม่ได้ จะถูกบังคับตลอด การเป็นดาราสมัยก่อนมันจะเครียดมากๆ เคยไปเดินซื้อของที่ห้างฯ ผู้ใหญ่ก็เรียกไปดุด่า จนเป็นเรื่องราวกันใหญ่โต ช่วงแรกๆ นี่ก็เรียนไปด้วยถ่ายหนังไปด้วย แต่พอหนังบ้านทรายทองออกฉาย เราต้องทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน เรียกว่าแทบจะตลอด ๒๔ ชั่วโมงเลย รับใบคิวมานี่ตกใจเลย งานเต็มทั้งเดือน แล้วฉันจะนอนช่วงไหนละเนี่ย ? แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นอะไรนะคะ ตอนนั้นอายุยังน้อยก็อาศัยพักตามกองถ่าย เราต้องอดทนเพราะมีความฝันว่าจะสร้างบ้านให้ครอบครัว บางทีเหนื่อยมากๆ แล้วเราไม่ไหวก็มีวีนบ้าง แต่ทางผู้ใหญ่เขาก็เอาจุดอ่อนของเรามาบอกว่ามีเงินเก็บกี่ล้านแล้ว เราก็เลยทำงานตายเลย เหมือนไก่ชน (หัวเราะ) ตอนนั้นเราทำงานเยอะรายได้เข้ามาเยอะ แต่ก็โดนเขาเอาไปหมดเลย ตอนที่ออกมาจากสังกัดไม่มีอะไรสักอย่าง แต่ว่าก็ต้องขอบคุณเหตุการณ์ครั้งนั้นนะ เพราะไม่อย่างนั้นเราคงไม่มีวิธีคิด ไม่มีวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ เหมือนเช่นทุกวันนี้ เพราะที่สุดแล้ว ประสบการณ์ร้ายๆ ที่ผ่านเข้ามามันทำให้เราสามารถเข้าใจโลกได้ง่ายขึ้น”


จุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัย
          ประสบการณ์ที่เธอได้รับจากการทำงานเป็นนักแสดง สอนให้เธอต้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีความรับผิดชอบมากกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน แม้จะมีหนังหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จมากมายภายใต้การแสดงนำของเธอ แต่เส้นทางสายนี้มักไม่ยืนยาว มีขึ้นก็ต้องมีลง นักแสดงรุ่นใหญ่ต่างเข้าใจดีว่าเมื่อถึงเวลากอบโกยก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ ครั้นเมื่อหมดประโยชน์แล้ว หลายคนอาจรับสภาพขาลงของตัวเองไม่ได้ อยู่ที่ใครจะมีภูมิคุ้มกันดีกว่ากัน
          วงการภาพยนตร์ไทยมาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อราวปี ๒๕๓๐ จากที่เคยมีผู้ชมซื้อบัตรเข้าชมในโรงหนัง กลายมาเป็นดูผ่านม้วนวีดิโอ - เมื่อระบบม้วนวีดิโอเข้ามาแทนที่ ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือค่ายหนัง และตัวนักแสดงเอง
          “ช่วงนั้นหนังไทยพังทลายเลยค่ะ ประมาณปี ๒๕๓๐ เป็นช่วงที่วิดีโอเข้ามามีบทบาทกับสังคมไทยเป็นอย่างมาก ตอนนั้นโรงหนังก็ค่อยๆ ถูกรื้อถอนออกไป จากที่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกครอบครัวจะพักผ่อนด้วยการออกไปดูหนังก็กลับกลายมาเป็นดูวิดีโอแทน ที่จริงมันก็มีสัญญาณบอกเรามาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว มันมีเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ค่ายนั้นไม่ถูกกับค่ายนี้ แล้วค่ายยักษ์ที่คุมโรงหนังใหญ่ๆ ทั้งหมดมามีปัญหาไม่ถูกกับค่ายเรา หนังเราก็ต้องไปฉายตามโรงเล็กๆ แล้วช่วงนั้นคนดูก็เหมือนถูกยัดเยียด เช่น พอมีหนังบู๊ได้ตังค์สักเรื่องก็จะมีหนังบู๊ออกมามากมาย จนเหมือนเป็นหนังเรื่องเดียวกัน แล้วพอมาวันหนึ่งค่ายยักษ์ที่เขาไม่ถูกกับค่ายเรา เขาสร้างนางเอกเองก็เลยไม่ให้โรงฉาย ช่วงนั้นเราเป็นทุกข์มากว่าจะทำยังไงกับชีวิต จะทำยังไงกับเรื่องงาน แต่ก็เป็นทุกข์กับเรื่องเหล่านั้นได้ไม่นานนะคะ ยังไม่ทันที่จะตั้งหลักคิดอะไรก็มาเป็นทุกข์เรื่องสุขภาพอีกแล้ว แหม ชีวิตนี้หรรษาจริงๆ จารุณี (หัวเราะ)”

จุดเปลี่ยนแห่งชีวิต
          จารุณีทำงานในวงการบันเทิงอย่างหนัก จนติดเป็นนิสัยถึงปัจจุบัน เธอทำงานต่อเนื่อง ๗ วันเต็ม ยิ่งสมัยเป็นนางเอกสาวดาวรุ่ง เธอแทบจะไม่ได้พักผ่อน แม้จะมีแรงมากมายเหลือเฟือเพราะอายุยังน้อย แต่การโหมงานในสมัยนั้นส่งผลกระทบต่อเธอเมื่ออายุมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
          “เพื่อนมาทักว่า ดูผิดปกติแปลกๆ ไป เลยไปหาหมอปรากฏว่าเป็นไฮเปอร์ ไทรอยด์ หรือไทรอยด์เป็นพิษ หมอบอกว่ามันเกิดจากความเครียดและเราก็พักผ่อนน้อย ในขณะที่อยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโต เอาแค่ช่วงอายุ ๑๕-๑๙ ที่เราทำงานหนักๆ ก็นำโรคไทรอยด์มาให้เราได้แล้ว แล้วช่วงนั้นเรากำลังจะโต แต่เราต้องอดอาหารเพื่อที่จะเป็นนางเอก ไม่ได้กิน ไม่ได้นอน แล้วยังมีกรอบต่างๆ ทางด้านจิตใจที่มันต้องเครียดตลอดเวลา ช่วงที่เป็นไทรอยด์เราก็ไปรักษา ทั้งกินฮอร์โมน ฉายรังสี แล้วพอดีร่างกายเราแพ้ เกิดตัวบวมกะทันหัน ตาห้อย คางออก ไม่เจ็บนะแต่ทำงานต่อไม่ได้ มันมาบวมตอนที่ถ่ายหนัง ‘วันนี้ยังมีรัก’ อยู่ ต้องยกกองจากพัทยาเลิกถ่ายหมดเลย หนังสือพิมพ์ก็เอาไปลงข่าวว่าเราตกงาน”
          “อีกนิดเดียวจะขับรถถึงบ้านที่บางบัวทอง ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไปฆ่าตัวตาย” ในห้วงเวลาที่ชีวิตพานพบปัญหาหลายอย่างพร้อมๆ กัน ทั้งเรื่องราวในครอบครัวก็มากเพียงพออยู่แล้ว จารุณียังต้องเจอกับปัญหาจากเพื่อนที่ทำธุรกิจด้วยกัน ตามติดมาด้วยปัญหาหนี้สิน ทั้งนี้เพราะร่างกายเธอผิดปกติไปจากโรคที่เป็นอยู่ อาการบวมของร่างกายทำให้เธอไม่สามารถรับงานได้ – การคิดฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหาทั้งปวงจึงเป็นสิ่งที่จารุณีคิดในขณะนั้น
          “ในช่วงที่ไม่มีงานก็ยังเจออะไรอีกหลายๆ อย่างระดมเข้ามาในชีวิต จนถึงขั้นที่เคยคิดจะฆ่าตัวตายเลยนะ มันอยู่ไม่ไหวแล้ว เราเคยทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว แล้วช่วงนั้นครอบครัวก็มามีปัญหาไม่เข้าใจกันอีกด้วย งานไม่มี ภาระหนี้สินก็เยอะ ก็เลยคิดจะหนีปัญหาเหมือนคนทั่วๆ ไป อีกนิดเดียวจะขับรถถึงบ้านที่บางบัวทอง ก็ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะไปฆ่าตัวตาย ปรากฏว่าน้องผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นแฟนคลับโทร.เข้ามาลา บอกกับเราว่าอยู่ที่ตึกชั้น ๙ กำลังจะกระโดดลงมา เราก็บอกเดี๋ยวๆ มีเรื่องอะไรค่อยๆ คุยกันก่อน เราก็ต้องดึงให้ใจเขากลับมา จนเขาสัญญาว่าจะเลิกความคิดที่จะฆ่าตัวตายในที่สุด เราก็ลืมเรื่องที่เราจะฆ่าตัวตายไปแล้ว (หัวเราะ) มองย้อนกลับไปก็ตลกนะ ตลกโหดแบบนี้มีบ่อยๆ ในชีวิตจารุณี”
          หากไม่มีโทรศัพท์จากแฟนคลับในวันนั้น ไม่แน่ว่าชีวิตจารุณีอาจทิ้งไว้เพียงชื่อและผลงาน ปัจจุบันเธอและแฟนคลับผู้นั้นก็นับถือกันประดุจญาติพี่น้องคนหนึ่ง สิ่งที่เธอผ่านพบมาจนถึงปัจจุบัน มันยิ่งกว่าละครหรือหนังที่เธอเคยแสดง ชีวิตจารุณีจึงถูกยกให้เป็นแบบอย่างของคนรุ่นหลัง ทั้งในแง่ของชีวิตส่วนตัว และผลงาน
          เธอเล่าว่าสิ่งที่ผ่านมาทั้งดีและร้ายล้วนสร้างภูมิคุ้มกันให้เธอเป็นอย่างดี จากเด็กครอบครัวยากจน สู่นางเอกผู้ผ่านจุดสูงสุดของชีวิตอย่างรวดเร็ว มีผู้ชื่นชมติดตามผลงานทั้งประเทศ ผ่านชีวิตในช่วงรอยต่อของหนังไทยก่อนจะเข้าสู่หนังแผ่นในปัจจุบัน ทุกวันนี้เธอยังรับบทที่น่าสนใจต่างๆ ทั้งหนังและละคร – เธอมองว่าสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาย้ำชัดถึงความหมายที่ว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ”
          “จากที่หนังเราเคยฉายที่เฉลิมไทย ดาด้า แกรนด์ ก็ไปฉายเมโทร ทำให้เกรดหนังตกลงไป เรามาหมดอนาคตกับวงการก็ตอนที่เล่นหนัง มาทาดอร์จอมเพี้ยน เราไปปรากฏตัวที่หน้าโรงหนัง แต่งตัวเป็นมาทาดอร์แล้วเดินไปหน้าโรง ปรากฏว่ามีคนมาดูแค่ ๒ คน จากเรื่องก่อนหน้านี้ยังมีคนมาดูเต็มโรงเลย ตอนนั้นทุกข์ค่ะ ทำใจไม่ทัน ยิ่งสภาพครอบครัวเราเป็นอย่างนี้มา เราเป็นคนที่ขาดความรัก ความเอาใจใส่ จึงเป็นนักแสดงที่ค่อนข้างจะผูกพันกับคนดู เราไม่เคยรู้สึกเหนื่อยที่จะยืนอยู่หน้าโรงหนังกับแฟนๆ แต่พอมาวันหนึ่งที่แฟนหนังเขาไม่สนใจเราแล้ว เรารู้สึกเหมือนกับคนอกหัก เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะคะ หลังจากนั้นก็เริ่มมีภูมิขึ้นทีละนิดๆ นางเอกแต่ละคนเขาจะต้องผ่านสิ่งนี้มาทั้งนั้น ไม่ว่าเป็นใครก็ต้องเจอ อยู่ที่ว่าใครจะพูดเท่านั้นเอง”

ไทยธรรมฯ ธุรกิจเพื่อคนทุกระดับ
          “จริงๆ อยากได้ลายเซ็นต์พี่เปิ้ลค่ะ” ดร.อาริยา สาริกะภูติ หรือคุณยุ้ย เล่าถึงความเป็นมาในการรักษาอาการตัวบวมของจารุณีจากโรคไทรอยด์ ในขณะนั้นจารุณีอายุได้ ๒๘ ปี ดร.อาริยาทราบข่าวขณะอยู่อเมริกาว่าจารุณีกำลังป่วยจนรับงานไม่ได้เหมือนก่อน ด้วยความที่เธอชื่นชอบในความเป็นจารุณี ต่อมาเมื่อได้กลับมาเมืองไทยมีโอกาสทำธุรกิจของตัวเอง จึงพยายามให้เพื่อนติดต่อจารุณีเพื่อแนะนำการรักษาด้วยวิธีล้างพิษแบบไม่ต้องสวน ซึ่งเธอและทีมงานหลายภาคส่วนกำลังผลิตขึ้นมาในรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม
          จารุณีเอง ส่วนตัวไม่เคยเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์จากค่ายไหนมาก่อน เธอยอมรับว่าหลังจากได้ลองทานผลิตภัณฑ์ที่ ดร.อาริยาแนะนำ พบว่าอาการบวมลดลง ๕-๖ กิโลกรัม นั่นจึงเป็นที่มาในการเซ็นต์สัญญากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
          “เราบวมจากการรักษาด้วยรังสีตั้งแต่อายุ ๒๐ กว่า ทุก ๓ เดือน ๖ เดือน ก็จะบวม แต่ยังรับได้เพราะเราอายุยังน้อย แต่แล้วอาการบวมในกองถ่ายเมื่อตอนอายุสี่สิบก็เกิดขึ้น เรารู้สึกหมดกำลังใจจนทำอะไรไม่ได้ แต่หลังจากมีบริษัทฯ มา ๙ ปี อาการบวมก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย”
          คุณยุ้ยเล่าถึงที่มาและแรงบันดาลใจบางอย่างในการก่อตั้งบริษัทร่วมกับจารุณี มันเกิดจากการมองเห็นความเป็นไปในสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่ ช่องว่างระหว่างผู้ที่ร่ำรวยกับอีกฟากหนึ่งคือผู้ที่ไม่มีจะกินเลย ช่างแตกต่างจนคุณยุ้ยมองว่าบางทีประเทศนี้อาจจะมีแต่คนจนกับคนรวยเท่านั้น ไม่มีชนชั้นกลางอยู่จริง
          “เราคิดตั้งไทยธรรมระหว่างที่เราขับรถ บริษัทนี้เราจะเอากำไรมาคืนให้สังคม ไม่แบ่งปันผล พอกลับถึงกรุงเทพฯ เราก็ร่างบริษัทเราในกระดาษ เราจะสร้างบริษัทขึ้นมาชื่อนี้ เราก็จะจดเลย จริงๆ แล้วมันมีหลายเหตุการณ์ แต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง ได้รับเชิญไปงานอะไรไม่รู้ที่โรงแรมรีเจ้นท์ อยู่ข้างพัฒพงษ์ ก็ไปด้วยกัน เราเห็นว่าฝั่งตรงข้ามมีขอทาน เขาคุ้ยขยะกิน คือเขารอว่ามีอะไรเหลือในถังขยะสีเขียวๆ แต่ว่าฝั่งที่เราเดินอยู่มันมีช็อคโกแล๊ตชื่อดัง คำละสามร้อย แล้วคนเขาก็เฉย คนที่นั่งอยู่ในห้องกระจกเขาก็มองเห็นว่ามีประชาชนคนไทยเหมือนกันที่คุ้ยขยะ เขาก็ยังนั่งกิน เขาก็ยังช็อปปิ้ง เขาก็ยังใช้ชีวิต และทุกคนก็เฉยไง เพราะรถที่ผ่านแถวนั้นมันเป็นรถคนรวย แล้วเราก็คุยกันว่าถ้าเรามีเงิน เราจะทำอะไรกับเงิน เราจะซื้อรถเปิดประทุนหรือ? แล้วเราก็คุยกันว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งค่ะ บริษัทก็เลยถูกสร้างขึ้นมา”
          ไทยธรรม อัลไลแอนซ์ เป็นบริษัทฯ ที่เกิดจากความตั้งใจในการสร้างธุรกิจเพื่อคนไทย ในทุกระดับ โดยมีการคัดสรร เลือกจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภคในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ นวัตกรรมด้านการแพทย์ เภสัชกรรม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (Health Care, Household Products, and Personal Care) โดยจัดจำหน่ายผ่านระบบขายตรงแบบเครือข่ายหลายชั้น (Network & Multi-Level Marketing) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการสร้างธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทย เพื่อให้คนไทยได้บริโภคสินค้าคุณภาพสูง ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ในราคายุติธรรม
          ส่วนตัวจารุณีเรียนจบปริญญาโท วิทยาศาสตร์เวชสำอาง ในปี ๒๕๕๓ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เธอจึงมีประสบการณ์เรียนรู้กับอาจารย์พิเศษจากค่ายเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ของต่างประเทศ และยังได้อาศัยความรู้ตรงนั้นมาประกอบธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม หุ้นส่วนของเธอ ดร.อาริยา สาริกะภูติ จบปริญญาตรีเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และปริญญาเอก วิทยาศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และขณะนี้เป็นอาจารย์สอนนักศึกษาปริญญาโทเวชศาสตร์ชะลอวัย ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
          “เราเปิดบริษัทไทยธรรมฯ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ชื่อไทยธรรมก็รวมทั้งหมด คือมีความเป็นไทยและมีความเป็นธรรม ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมของเรา ส่วนอัลไลแอนซ์ ก็คือพันธมิตร ไทยธรรมก่อตั้งและเติบโตมั่นคงทุกวันนี้ เพราะเรามีกัลยาณมิตรที่ดีเยอะมาก”
          จารุณีและดร.อาริยา เป็นหุ้นส่วนที่รู้จักกันมานาน และมีแนวคิดที่จะแบ่งปันผลกำไรคืนสู่สังคมในนามมูลนิธิไทยคุณธรรม เพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับคนไทย และสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นคนไทยที่อยู่บนแผ่นดินไหนทั่วโลก เพื่อแจกจ่าย เจือจุน และสร้างวิถีชีวิตที่ดีกว่า ให้กับคนไทยด้วยกัน จากน้ำใจคนไทย
          จารุณีมองว่า ตนเองโชคดีที่ได้รู้จักกับคุณยุ้ย เพราะนอกจากอาการป่วยจะไม่มารบกวนเหมือนแต่ก่อน เธอยังมีโอกาสได้ทำธุรกิจซึ่งมีส่วนช่วยเหลือผู้ป่วยในโรคต่างๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ของไทยธรรม อัลไลแอนซ์ อันได้แก่ สารสกัดเมล็ดองุ่นสกัดเย็น ช่วยเรื่องหัวใจและหลอดเลือด ลดการสร้างเม็ดสี สาเหตุของฝ้า กระ รอยด่างดำ ช่วยปรับสมดุลเลือดในร่างกาย ป้องกันหลอดเลือดตีบตัน บำรุงผิวพรรณและต้านมะเร็ง ช่วยการยืดหยุ่นของเส้นเลือด เป็นต้น
          ชีวิตที่ผ่านมาของ เปิ้ล จารุณีมีหลายแง่มุมที่น่าเป็นแบบอย่างให้แก่เด็กรุ่นใหม่ทั้งในและนอกวงการ ปัจจุบันเธอเป็นกรรมการบริหารร่วมกับคุณยุ้ย และธุรกิจตอนนี้ก็ไปได้ดีมากๆ จารุณียอมรับว่า เมื่อมองย้อนถึงชีวิตที่ผ่านมา ประสบการณ์ต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็กหลอมให้เธอเป็นนักสู้ คุณยุ้ยใช้คำว่า “พี่เปิ้ลเป็นคนจริง” เพราะจารุณีผ่านมาทุกจุดของชีวิตแล้ว
          “น้องๆ นักแสดงรุ่นนี้ที่กำลังมีงานเยอะๆ ก็ควรที่จะหาเงินเก็บไว้เพื่อความมั่นคงในวันข้างหน้า อย่างทุกวันนี้เราก็ยังมีปัญหาอยู่นะ เพียงแต่ว่าเรามีวิธีคิดให้ปัญหามันเบาลงเท่านั้นเอง วิธีหนึ่งที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้นั่นก็คือการเรียน เราลงเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ที่สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา เกี่ยวกับการเมือง การปกครอง ได้แรงบันดาลใจมาจากการที่เราเกิดมาจากครอบครัวที่ยากจน พอได้เข้ามาในวงการก็ได้เห็นคนรวยและคนจน อย่างไปถ่ายละครเจอคนที่นอนปูกระดาษอยู่ใต้สะพานลอย มีทั้งคนแก่ คนพิการ มีแม่ที่เก็บเศษเหล็กเลี้ยงลูก มีหม้อดำๆ อยู่แค่ ๒ ใบ แต่อีกวันหนึ่งไปถ่ายหนังเดินยังไม่ถึงตัวบ้านเลย แต่ข้าวของที่วางอยู่รอบๆ ตัวก็ร้อยกว่าล้านเข้าไปแล้ว ชิ้นนี้ ๒ แสน นกตัวละแสนกว่าๆ นี่มันต่างกันอย่างนี้ เราก็เลยอยากจะมีความรู้เรื่องการเมืองการปกครอง เรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมือง”
          “โลกวัตถุนิยมทำให้คนคบหากันที่ภาพลักษณ์ รถราคาแพง?” จารุณีเล่าว่าครั้งหนึ่งเธอเคยขับรถราคาแพงระยับ ถึงเวลาที่ชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนเธอก็พร้อมที่จะขับรถกระบะได้เหมือนกัน แม้บางคนอาจจะเลือกคบเธอที่รถก็ตาม ประสบการณ์ชีวิตสร้างภูมิคุ้มกันให้เธอไม่น้อย จนทำให้เธอหยัดยืนอยู่ได้ทั้งในวงการและนอกวงการอย่างสง่าผ่าเผย
          ปัจจุบันเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว ที่จารุณีทำงานในวงการบันเทิงควบคู่ไปกับการดำเนินงานบริษัทไทยธรรม อัลไลแอนซ์ สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกทั่วประเทศไม่น้อย ได้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสตามที่ตนมีกำลัง โดยยึดหลักสร้างอาชีพ และคืนกำไรสู่สังคม
          ใครที่คิดถึง เปิ้ล จารุณี อยากฟังเสียง เปิดไปฟังรายการ Healti Secret By Thaidham ซึ่ง เปิ้ล จารุณี จัดรายการนวัตกรรมการย้อนวัย สุขภาพ และความงามเอง ร่วมกับ ดร.อาริยา สาริกะภูติ โดยออกอากาศทางคลื่นวิทยุ FM 101 RR1 ทุกวันเสาร์ เวลา 19.30 – 21.00 น. หรือฟังออนไลน์ได้ที่ www.vr1media.com และสามารถรับฟังย้อนหลังได้ที่ www.youtube.com/healtisecret
ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัทไทยธรรม อัลไลแอนซ์ จำกัด โครงการพรีเมี่ยม เพลส เลขที่ 21/281-284 ซ.นวลจันทร์50 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230 โทร.02-363-7699, 085-920-6609 , facebook : we are thaidham , fanpage : thaidham allianze , website : www.thaidham.com , email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.