Featured

Alliance

 

 

 

 

 


ธาริษา วัฒนเกส

          ในส่วนของการดำเนินเศรษฐกิจ ทางธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ถอดบทเรียนว่า วิกฤต เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 ได้ส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจไทยในหลายด้าน ทั้งในแง่ของการขยาย ตัวของเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในประเทศ เช่น ความมั่นคงของสถาบันการเงิน หรือปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และ เสถียรภาพด้านต่างประเทศ เช่น ปัญหาเงินทุนไหลออก หรือการลดลงของระดับ เงินสำรองระหว่างประเทศ เป็นต้น

          ซึ่งภายหลัง จากวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้มีการปรับตัวในหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และนำไป สู่แนวทางในการพัฒนาประเทศที่เหมาะสมกับสภาพ แวดล้อมที่เปลี่ยน อาทิ นโยบายการเงินและอัตรา แลกเปลี่ยน ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจที่มุ่งรักษาค่าเงินบาทเพื่อสนับสนุนการส่งออก มาเป็นการมุ่งเน้น การรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมี เสถียรภาพนอกเหนือจากนโยบายดังกล่าว สิ่งที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญมากๆ ในการดำเนินนโยบายการเงินคือความโปร่งใสและธรรมาภิบาลมากกว่าในอดีต

          วิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ภาคเศรษฐกิจ ธุรกิจมีการถอดบทเรียนของตัวเองออกมาแล้วว่า จะต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือในส่วนภาคการเมืองยังไม่มีการถอดบทเรียนและยังไม่มีการปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด ขณะที่โลกมีความ ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จึงเป็นเรื่อง ที่น่ากังวลว่าวิกฤตจะกลับมาเยือนอีกหรือไม่ ทุกฝ่ายในสังคมต้องยึดมั่นในคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม รวมทั้งจะต้องนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาปฏิบัติ โดยเน้นย้ำว่าประเด็นเหล่านี้จะนำมาซึ่งการเจริญเติบโตของประเทศที่มีเสถียรภาพและเป็นภูมิคุ้มกันวิกฤตในอนาคตได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องไม่ประมาทเพราะปัจจัยเสี่ยงมีมากมายและพร้อมที่จะนำไปสู่การเกิดวิกฤตซ้ำๆ ได้อีก

          คุณธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.ให้ความเห็นว่า การจะทำให้ประเทศเติบโตไปอย่างยั่งยืน ก็คือ ต้องใช้เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ตาโต สร้างภูมิคุ้มกันก่อนและเดินไปตามภูมิคุ้มกันที่เรามี ซึ่งวิกฤตปี 2540 เราขยายเกินตัวและตาโตเท่านั้นเอง นี่คือสิ่งที่คิดได้ง่ายที่สุด และการมีภูมิคุ้มกันนั้นหมายความถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ควรจะมี ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ แต่หมายถึงเรื่องของสังคม การเมือง การศึกษา ที่สามารถที่จะแข่งขันได้ โดยเฉพาะด้านการศึกษานั้นเป็นส่วนที่จะเชื่อมโยงถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยิ่งประเทศต้องการการพัฒนาแต่ขาดวิศวกรที่เก่ง ขาดการวิจัยและพัฒนา ก็ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งก็จะวนกลับมากระทบเรื่องการเจริญเติบโต และการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของประเทศ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงภาพใหญ่มากกว่านั้น โดยเฉพาะเรื่องวินัยการออมของประชาชน ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังเกิดปัญหาช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุน (saving- investment gap) ที่แคบลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีเงินเหลือสำหรับรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตน้อยลง "แม้ขณะนี้การออมต่อการลงทุนของประเทศไทยจะยังเป็นบวก แต่ด้วยส่วนต่าง (margin) ระดับปัจจุบันก็น่าเป็นห่วง ถ้าในอนาคตการลงทุนมากขึ้นการออมอาจจะไม่พอ ซึ่งก็ต้องไปยืมเงินจากต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดก็จะขาดดุล ซึ่งประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยที่เราเคยขาดดุลสูงถึง 6% ของจีดีพี และมันก็เริ่มใกล้ตัวเราเข้ามาแล้ว"

          แต่สำหรับประเทศไทย ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องหามาตรการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ และมาตรการที่จะรับมือได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็คือแนวทางตามพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั่นเอง ซึ่งถือจุดแข็งที่คนไทยมองข้ามหรืออาจเป็นเพราะไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ทั้งที่แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ได้ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญของไทย เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตาม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังถูกใช้เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุข มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า "สังคมสีเขียว" ด้วยหลักการดังกล่าว แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 นี้จะไม่เน้นเรื่องตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ หรือระบบเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกันระหว่างเศรษฐกิจชุมชนเมืองและชนบท

          เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัฒน์ ที่มีการแข่งขันสูง