Featured

Alliance

 

 

 

 

 


เปลือกไข่วิจิตรสมุทรปราการ ทางของผู้ไม่ยอมแพ้

เปลือกไข่วิจิตรสมุทรปราการ

ทางของคนไม่รู้จักแพ้

เปลือกไข่นานาชนิดถูกวางทิ้งอย่างไร้ค่า มันมีความหมายเพียงแค่ขยะที่ไม่สามารถนำไปใช้การใดต่อได้ นอกจากปล่อยสลายเป็นปุ๋ยให้ผืนดินเท่านั้น

          ทว่ายังมีผู้มองเห็นคุณค่าในความต่าง ชุบชีวิตสิ่งที่คนมองว่าไร้ค่าด้วยความรู้ทางศิลปะที่ตนมี ต่อยอดลองผิดลองถูกก่อเกิดงานอันวิจิตรงดงามเพิ่มมูลค่า ส่งเปลือกไข่เหล่านั้นให้ระบือไกลไปในทวีปต่างๆ แน่นอนว่านี่คืองานจากสมองและสองมือของคนไทยล้วนๆ คนไทยที่เข้าใจในแนวทางแห่งความพอดี พอประมาณ ดั่งคำพูดที่ว่า “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง”

          เรื่องราวต่อไปนี้คืออดีตกาลและปัจจุบันของผู้สร้างทำและผลงานของเขา ผู้เอาซากความหลังอันล้มเหลวยันกาย เพื่อลุกยืนอีกครั้งอย่างภาคภูมิ กลั่นอดีตเพื่อปัจจุบัน ก่อเกิดอาชีพเอกอุยากหาใดเทียม นาม “เปลือกไข่วิจิตรสมุทรปราการ” โอทอปไทยที่ไปไกลถึงต่างประเทศ

 

เมื่อล้มจึงรู้

          “เมื่อก่อนแฟนผมทำเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ กิจการไปได้ดีมาก” ภูษิต กาญจนศิริปาน วัย 45 ปี ผู้ฝังตัวอยู่กับการออกแบบผลิตภัณฑ์และเครื่องประดับที่ทำจากเปลือกไข่ เช่น กระเป๋า ของที่ระลึก สร้อยคอ หรืออะไรก็ตามที่เขาจะผุดไอเดียออกมาได้ในวันใดวันหนึ่ง, ภูษิตย้อนความถึงเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาว่า เดิมทีตัวเขาและภรรยาเคยรุ่งเรืองมากจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทว่าในช่วงปี 40 วิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทำให้ชีวิตพลิกผันจากเคยมั่งมี กลายเป็นติดหนี้แบงค์ ส่งผลให้สภาพจิตใจของภรรยาย่ำแย่จนไม่สามารถครองสติได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่ชีวิตคนๆ หนึ่งจะรับมือทัน

          “จากเดิมที่แฟนเคยมีทรัพย์สินเยอะ ก็กลายเป็นหมดตัว หมดตัวไม่พอ ต้องเป็นหนี้เป็นสินเขาอีก ทุกอย่างที่มีก็ถูกยึดไปหมด ปัญหาครอบครัวอะไรต่างๆ ก็เยอะ ทำให้เขาสติไม่ค่อยดีไปเลย” เมื่อความสูญเสียส่งผลกระทบถึงสภาพจิตใจ ทางครอบครัวจึงคิดหาทุกวิธีการรักษา ระหว่าง “โรงพยาบาลศรีธัญญา” หรือ “หันหน้าเข้าวัด” เพื่อเยี่ยวยาจิตใจภรรยาภูษิต, มันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตที่มาถึงอย่างไม่คาดคิด โชคดีที่ว่าแม่ของภรรยาภูษิตเป็นคนชอบไหว้พระทำบุญ จึงชี้ทางให้ลูกสาวหันหน้าเข้าวัดเพื่อสงบสติอารมณ์

          ภายในวัด ภรรยาของภูษิตไม่สามารถจดจ่ออยู่กับการทำสมาธิได้ เธอพยายามเลี่ยงหันไปตอกไข่ที่ได้รับบริจาคมาเป็นจำนวนมาก – เพื่อฆ่าเวลาและเลี่ยงการนั่งสมาธิ เธอตอกไข่เป็นรูเล็กๆ เพื่อให้มันไหลออกมาช้าๆ แทนที่จะตอกให้แตกเป็นสองส่วนเหมือนปกติ, จากนั้นเธอเอาเปลือกไข่ใบกลมที่ถูกเจาะไข่ออกหมดแล้วมาเสียบไม้เรียงกันไว้ นานเข้าเปลือกไข่เสียบไม้ที่เธอทำไว้ก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าสิ่งที่เธอทำไม่ได้มีจุดหมายอันใดเลย หากมันไม่มีข่าวหนังสือพิมพ์เรื่องการประมูลไข่ฟาแบร์เช่หน้านั้นผ่านเข้ามาในสายตา

 

ไข่ : สัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่

          จากตำนานความเชื่อโบราณของเกือบทุกศาสนามีความเชื่อว่า สัตว์มีปีกคือสัญลักษณ์นำความเป็นสิริมงคลมาให้และเป็นสื่อกลางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์ ดังนั้นในพิธีกรรมทางศาสนามักนิยมนำไข่ของสัตว์ปีกมาเป็นเครื่องสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล เพราะเชื่อว่า “ไข่” แทนความหมายการก่อเกิด, การกำเนิด, การเริ่มต้นชีวิตใหม่

          ศาสนาคริสต์ นิยมนำไข่ที่ตกแต่งสวยงามให้กันในเทศกาลวันอีสเตอร์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระเยซูคริสต์ โดยเรียกไข่นี้ว่า ไข่อีสเตอร์ ซึ่งทุกๆ ปี ประะมาณเดือนมีนาคม - เมษายน ชาวคริสต์จะมีการจัดงานเพื่อฉลองเทศกาลมงคลนี้

          ศาสนาพราหมณ์ก็มักนิยมนำไข่ต้มมาเสียบยอดบายศรีในพิธีกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลเช่นกัน รวมทั้งประเทศในแถบเอเชีย เช่น จีน, ฮ่องกง, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ล้วนมีความเชื่อว่าไข่คือการก่อเกิด, การเริ่มต้นใหม่ และใช้ไข่ในศาสตร์การแก้ฮวงจุ้ย เพราะเชื่อว่าจะช่วยขับไล่สิ่งไม่ดีออกจากชีวิตได้

          ไข่ฟาแบร์เช่เป็นของที่ระลึกในสมัยพระเจ้าซาร์ของรัสเซีย อายุกว่า 200 ปี ถูกประมูลในราคา 200-300 ล้านบาท ตามความเชื่อของศาสนาคาทอลิกเด็กผู้ชายเกิดมาต้องให้ไข่สีฟ้า เด็กผู้หญิงเกิดมาต้องให้ไข่สีชมพู ดังนั้นไข่จึงเปรียบเสมือนของที่ระลึกอันมีค่า สัญลักษณ์แห่งการกำเนิด

          เดิมทีไข่ที่ว่านี้รู้จักกันในนาม “ไข่อีสเตอร์” ทว่าพระเจ้าซ่าร์แห่งรัสเซียต้องการไข่ที่มีความวิจิตรงดงามกว่าไข่ธรรมดาที่เคยมีมา จึงให้นายฟาแบร์เช่เป็นผู้สร้างขึ้น โดยทำจากทองคำหล่อเป็นรูปไข่ประดับตกแต่งด้วยเพชรพลอยมีค่าเพื่อถวายแด่มารดาและอาคันตุกะจากต่างเมือง เป็นของขวัญที่ต่างเมืองพากันชื่นชอบเป็นอันมาก รวมทั้งรัชกาลที่ 5 ของไทยเองก็มีไว้ครอบครองเช่นกัน เพื่อยกย่องและให้เครดิตผู้สร้าง ไข่นี้จึงถูกตั้งชื่อว่า “ไข่ฟาแบร์เช่”

          “ถ้าคิดจะทำธุรกิจขึ้นมาอีกสักอันหนึ่ง มันต้องอิงกับศาสนาและความเชื่อ” หลังจากที่เธอได้เห็นความงามและคุณค่าของไข่ฟาแบร์เช่ เธอและภูษิตก็เริ่มสนใจที่จะสร้างธุรกิจดังกล่าวขึ้นมา แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าเธอไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับการลงสีหรือการตัดเปลือกไข่ใดๆ ทั้งสิ้น รู้แต่ว่าชอบ มันจึงเป็นงานที่ยากเพราะสมัยปี 2540 ไม่มีอินเทอร์เน็ทให้ใช้อย่างแพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ การจะเข้าถึงข้อมูลต่างๆ จึงไม่สะดวกอย่างที่คิด

          หลังจากกลับจากวัดพร้อมไอเดียในการสร้างไข่วิจิตรขึ้นมา เธอก็กลับมาอาศัยบ้านเดิมที่ถูกยึดแล้ว ไม่มีน้ำและไฟใช้ ทว่าก็ยังดีที่มันเป็นสถานที่ในการทดลองงานได้ เมื่อหาตัวอย่างของไข่ไม่ได้เธอจึงลองผิดลองถูก ประดิษฐ์ออกแบบเองทั้งหมด แรกเริ่มไข่วิจิตรยังไม่มีขาตั้งเฉพาะของตัวเอง เชิงเทียนจึงถูกดัดแปลงนำมาใช้ประกอบขาตั้งให้ไข่วิจิตรดูสมบูรณ์ขึ้น หลังจากใช้ระยะเวลาทดลองอยู่พักใหญ่ ไข่วิจิตรก็ไปเข้าตาชาวต่างชาติคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเข้า ชาวต่างชาติให้ราคาไข่วิจิตรใบแรกนั้นในราคา 1,000 บาท แล้วเส้นทางของไข่วิจิตรก็ค่อยๆ ทอดยาวออกไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

 

 

ทำในสิ่งที่เขาไม่ทำกัน

          เมื่อฝรั่งคนนั้นนำไข่วิจิตรใบแรกที่ผลิตขึ้นจากความล้มเหลวของชีวิตคนๆ หนึ่งกลับไปประเทศของเขา ไม่นานภูษิตและภรรยาของเขาก็ได้รับออเดอร์อีก 5 ใบ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด ในขณะเดียวกันภรรยาของภูษิตก็เริ่มจับทางในการผลิตได้แล้วหลังจากฝึกฝนจนเริ่มชำนาญ แต่ปัญหาที่พบอีกประการหนึ่งก็คือทุนในการผลิต

          อันที่จริงไข่แต่ละใบใช้เวลาในการผลิตอย่างน้อย 3 วัน เพราะต้องใช้มือทำทุกขั้นตอน ต้องใช้ความละเอียด ความพิถีพิถัน เมื่อมีออเดอร์เพิ่มขึ้นภูษิตจึงตัดสินใจเปิดสอนวิธีทำไข่วิจิตรขึ้นเพื่อหาทุนมาผลิต มีผู้มาเรียนกับเขาราว 600 คน แล้วไข่วิจิตรก็เริ่มแพร่หลายเป็นที่รู้จักและค้าขายกันในวงกว้างขึ้นโดยปริยาย

          “ทั่วโลกไม่เคยมีใครคิดที่จะเอาเปลือกไข่มาทำกระเป๋า มาทำของแต่งตัว” แม้จะมีผู้เรียนรู้วิธีทำไปบ้าง แต่สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจเปลือกไข่วิจิตรให้ยั่งยืนได้นั้นขึ้นอยู่กับไอเดียผู้ผลิตเอง ภูษิตเล่าว่า ภรรยาของเขาแม้จะจบชั้น ม.6 แต่มีความคิดสร้างสรรค์และแตกต่างจากคนทั่วไปมาก เธอเป็นผู้คิดเอาเปลือกไข่มาต่อยอดเป็นกระเป๋า เป็นเครื่องประดับร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่โดดเด่นไร้คู่แข่งโดยสิ้นเชิง

          ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาเปลือกไข่มาทำเป็นกระเป๋าที่ใช้งานได้จริง โชคดีที่ภูษิตเองเรียนจบคณะวิจิตรศิลป์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เขาจึงได้ใช้ความรู้ตรงนี้บวกเข้ากับไอเดียของภรรยาเพื่อพัฒนาให้ไข่มีความหลากหลายมากขึ้น ภูษิตใช้วิธีการเข้าหาลูกค้าและรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลาจนเป็นที่ยอมรับจากลูกค้า ทำให้เปลือกไข่ที่เคยมีออเดอร์ 5-10 ใบ กลายเป็น 50-100 ใบ และในที่สุดชาวต่างชาติจึงเข้ามาเจรจาขอซื้อกิจการทั้งหมด ด้วยข้อเสนอที่น่ารับฟังทีเดียว

          คำว่าซื้อกิจการในที่นี้หมายความว่า ชาวต่างชาตินำเงินมาลงทุนให้ แล้วจ้างแรงงานภูษิตเป็นผู้ผลิตและคิดไอเดียส่งขายในรูปแบบบริษัท ซึ่งเท่ากับว่าสิ่งที่ภูษิตและภรรยาของเขาก่อร่างสร้างตัวมาก็จะกลายเป็นของนายทุนไปในที่สุด แน่นอนว่าภูษิตปฎิเสธข้อเสนอทั้งปวง แม้จะไม่มีทุนมากเท่าการขายกิจการ และผลิตได้ในปริมาณไม่มากนัก ก็ยังนับว่ามีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างเพียงพอ และพอใจในสิ่งที่ตนเองสร้างทำมากกว่าจะยกให้ชาวต่างชาติ

 

ลุยตลาดกว้างใหญ่

          เมื่อตลาดในประเทศไทยเริ่มรู้จักไข่วิจิตรในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากการเปิดสอนก็ดี จากลูกค้าปากต่อปากก็ดี มันทำให้เส้นทางไข่วิจิตรเริ่มทอดยาวออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดภูษิตก็พาผลงานที่เขาสร้างทำกับภรรยาสองคนไปวางที่อิตาลี เพื่อทดลองตลาดและเรียนรู้ประสบการณ์ ในยุโรปมีการทำไข่ลักษณะนี้อย่างแพร่หลาย มีรูปแบบใหม่ๆ ให้เรียนรู้และเป็นแบบอย่าง สามารถเก็บรายละเอียดมาใช้ในบ้านเราได้ เมื่อไข่เดินทางถึงอิตาลีและวางตลาดได้ไม่นานก็มีชาวต่างชาติมาขอเหมาสินค้าทั้งหมดทันที

          ปรากฎว่าเมื่องานแสดงสินค้าที่ประเทศอิตาลีใกล้จะจบ ผู้ที่เอ่ยปากขอเหมาสินค้าของภูษิตไม่มาสักที เขาจึงโทรถามก่อนกลับ ได้รับคำตอบว่า “หากคุณลดราคาให้ เราจะเหมาหมดทันที” แต่นั่นไม่ตรงกับข้อตกลงที่คุยกันไว้ในวันแรก ภูษิตปฎิเสธข้อเสนอและพร้อมจะยกสินค้าทั้งหมดกลับประเทศไทย

          “ก่อนหน้านี้มีชาวอเมริกันมาสั่งสินค้าหนึ่งร้อยโหล แต่เราเห็นว่ามีลูกค้ารายหนึ่งขอเหมาไปแล้ว เราจึงปฎิเสธไป แต่เขามาขอลดราคา เปลี่ยนข้อตกลงทีหลัง เราบอกไม่ได้ เราพร้อมจะขนกลับ ทำให้เราเสียโอกาสลูกค้ารายอื่นไปเลย” เป็นประสบการณ์ในแง่ของการซื้อขายในตลาดใหญ่อย่างยุโรปที่ภูษิตไม่อาจลืม ทั้งเล่ห์เหลี่ยมพ่อค้าคนกลาง ชั้นเชิงของนักธุรกิจผู้จ้องจะจับเสือมือเปล่า แม้จะมีบทเรียนที่ไม่น่าจดจำอยู่บ้าง แต่สิ่งดีๆ ที่เขาได้กลับมาก็คือรู้ว่าแต่ละประเทศมีสีสันที่ชอบและไม่ชอบอยู่ มีลวดลายสัญลักษณ์รูปแบบเฉพาะตัวที่ตลาดต้องการอยู่ ไม่ใช่ว่างานหนึ่งชิ้นจะขายได้ทุกทวีปทั่วโลก พื้นฐานวัฒนธรรมของคนแต่ละประเทศเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตไข่วิจิตรควรต้องศึกษา หากต้องการให้สินค้าของตนเองก้าวไปข้างหน้า

          “ค่อยๆ เรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละที่ อย่างคามิโอ้ที่เป็นรูปเทวดาผู้หญิง เราเห็นว่ามันสวยเราจึงเอามาติดไว้บนยอด ไปขายในประเทศหนึ่ง เขาก็บอกว่าทำไมเอาผู้หญิงมาไว้บนหัว แต่กับอีกประเทศหนึ่งเขาชอบ อย่างไปอาหรับเขาไม่เอารูปสัตว์ เอาสัตว์ไปมันขายไม่ได้ เขาจะเอาแต่ดอกไม้ นี่คือการที่เราไปเจอประสบการณ์ไปลองตลาด เราก็จะเริ่มรู้ว่าสีสันประเทศนี้ชอบแบบไหน สีสันแต่ละเมืองก็ไม่เหมือนกันทั้งที่อยู่ประเทศเดียวกัน แต่ละเมืองแต่ละชนบท เพราะฉะนั้นเราต้องเก็บข้อมูลตรงนี้”

               

ความประทับใจในอาชีพ

          อย่างไรก็ตาม การค้าขายระหว่างประเทศย่อมต้องดูทิศทางของเศรษฐกิจโลกด้วย ทั้งค่านิยมในรูปแบบต่างๆ ที่เคยเป็นที่ยอมรับ วันหนึ่งอาจเปลี่ยนไปตามกระแสสังคม ดังนั้น ภูษิตจึงมองว่าในฐานะผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกระแสโลก ไอเดียหรือรูปแบบต่างๆ จำต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และต้องหาตลาดใหม่เพิ่มขึ้น เช่น เมื่อลงตลาดยุโรปได้ระยะหนึ่งแล้ว ภูษิตจึงหันกลับมาที่ตลาดแทบตะวันออกอย่าง จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น โดยทำอย่างเดียวกันคือ ศึกษาข้อมูลวัฒนธรรมต่างๆ ของคนและภูมิภาคนั้นๆ ก่อนการผลิต

          ภูษิต กาญจนศิริปานและภรรยา เป็นผู้หนึ่งที่ฟันฝ่าอุปสรรคหลังชีวิตเดินมาถึงทางตัน เขาใช้วิธีค่อยๆ ก้าวเดินไปทีละก้าวอย่างช้าๆ แม้จะมีผู้ช่วงชิงทางการตลาดเข้ามาสนับสนุนในรูปแบบธุรกิจมากมาย แต่คติที่ว่า “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง” ยังคงใช้ได้กับผู้คนทุกยุคสมัย สะท้อนถึงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็นอย่างดี ภูษิตยอมรับว่า การเข้าร่วมโอทอปทำให้งานของเขาเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากขึ้น มีผู้คนทุกระดับทั้งในวังและนอกวังให้ความสนใจผลงานของเขาไม่น้อย สินค้าบางชุด บางเซ็ต ราคาสูงถึง 2 แสนบาท ทำให้เส้นทางของไข่วิจิตรสมุทรปราการทอดยาวอย่างยั่งยืน มีรายได้ต่อเดือนถึง 7 หลัก

          “ความประทับใจก็คือเมื่อตอนที่ในหลวงท่านทรงประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช มีคนสั่งผมทำ ผมก็คิดทำคุณทองแดงขึ้นมา ก็เลยทำคุณทองแดงไปถวายท่าน ท่านลุกมาจากเตียง แล้วท่านหัวเราะยิ้มได้ว่า เราไม่เคยเจอคุณทองแดงที่อ้วนแบบนี้มาก่อนเลย ทุกคนมีความสุข แล้วท่านก็เอาคุณทองแดงที่เราทำให้ไปไว้บนหัวเตียงเลย ความภูมิใจก็คือในทุกๆ ปีก็จะมีคนมาสั่งให้เราทำของถวายท่านทุกปี”

          ปัจจุบัน “เปลือกไข่วิจิตรสมุทรปราการ” มีหน้าร้านอยู่ที่เซ็นทรัลบางนา มีทีมงานผู้ผลิตเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนตั้งอยู่ที่ 94/64 หมู่ 3 ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ, ระยะทางที่ผ่านมาของเปลือกไข่วิจิตรที่เกิดจากความไม่ทดท้อของคน สามารถเป็นแรงผลักดันให้คนอีกหลายล้านคนได้หันมามองศักยภาพของตนเองได้ จากหนึ่งสมองสองมือที่เรามี มันสามารถชุบชีวิตสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เป็นจริงขึ้นมาได้

          ลองนึกดูว่า วันที่ภรรยาของภูษิตกลับมาจากการรักษาสภาพจิตใจที่วัด เพื่อมาอาศัยยังบ้านที่โดนยึดไปแล้ว ไม่มีน้ำไม่มีไฟใช้ แต่มันกลับเป็นสถานที่ให้กำเนิดเปลือกไข่วิจิตรใบแรกขึ้นมาได้ จากต้นทุนที่ติดลบด้วยซ้ำ มาวันนี้จากเปลือกไข่ธรรมดากลับสร้างเนื้อสร้างตัวให้กับคนที่ไม่คิดท้อถอยได้ดุจอัญมนีล้ำค่าทีเดียว

แด่ผู้ไม่ยอมแพ้...

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับไข่วิจิตรสมุทรปราการได้ที่ 94/64 หมู่ 3 ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540 โทร.094-241-5515,099-154-2650 หรือ www.thaitambon.com/spk/pusit.htm และ www.eggartsthailand.com

เรื่อง-ภาพโดย  กรวิก อุนะพำนัก

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.