Featured

Alliance

 

 

 

 

 


ฯพณฯ อำพล เสนาณรงค์

          .... ผมยึดแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เราจะต้องศึกษาหาความรู้หาประสบการณ์ ไม่จำเป็นต้องในห้องเรียน และต้องหาไปตลอดชีวิต อยู่นิ่งไม่ได้และบางทีต้องหาด้วยตัวเองไม่จำเป็นต้องเรียนหรือจะเรียนต่อก็ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านไม่ได้ศึกษาต่อที่ไหนเลย ไม่ได้ไปเข้า short course อะไรเลย แต่พระองค์ท่านศึกษาด้วยพระองค์เองก็สามารถเป็นอัจฉริยะได้ ทุกอย่างอย่าทิ้ง

          การเรียนนำไปสู่บันไดขั้นที่หนึ่ง สองคือความรู้ไม่พอต้องมีคุณธรรมประจำใจด้วย คนที่มีความรู้ถ้าไม่มีคุณธรรม จริยธรรม ประจำใจจะเหมือนโจร โจรที่ฉลาดจะเป็นอันตรายมาก คุณธรรมที่สำคัญคือความซื่อสัตย์สุจริต ตอนนี้บ้านเมืองของเรามีปัญหาเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง การคอรัปชั่นมาก เราต้องช่วยกันแก้ไขให้ได้ อย่างน้อยตัวเราเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตก็ยังดี….

          ฯพณฯ องคมนตรี อำพล เสนาณรงค์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจพอเพียง ผู้อุทิศเวลาในการถ่ายทอด สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่กลุ่มต่างๆ มากที่สุดท่านหนึ่ง ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และการน้อมนำไปปฏิบัติด้วยตนเอง ช่วยให้การถ่ายทอดและยกตัวอย่างประกอบให้เห็นตัวอย่างได้ชัดเจน ซึ่งท่านได้กรุณาถ่ายทอดถึงพระราชดำริและพระราชจริยวัตรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หวังว่าผู้อ่านคงได้ประจักษ์และน้อมนำไปปฏิบัติ เพื่อความสุขของชีวิตอย่างยั่งยืน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้แก่ประชาชนชาวไทยเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตมากว่า ๓๕ ปีแล้ว ก่อนวิกฤติทางเศรษฐกิจในช่วงปลายทศวรรษ ๑๙๙๐ ดังพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗ มีใจความตอนหนึ่งว่า

          “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจนั้นสูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะสร้างความเจริญยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยาก ล้มเหลวในที่สุด…”
          ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ขยายความเพิ่มเติมในพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗ มีใจความว่า “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่ ‘เราอยู่พอมีพอกิน’ และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงาน ตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…”

          จากพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นมา จะพบว่า พระองค์ทรงให้ความสำคัญถึงแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอนบนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความพอมีพอกิน พอมีพอใช้ การรู้จักความพอประมาณ การคำนึงถึงความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว และทรงเตือนสติประชาชนคนไทยไม่ให้ประมาท ตระหนักถึงการพัฒนาตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลักวิชา ตลอดจนมีคุณธรรมเป็นกรอบในการดำรงชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่รู้จักกันภายใต้ชื่อว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”
และในพระราชดำรัสที่ว่า

          “…การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง…”

          ในระยะแรกของการเสด็จขึ้นครองราชย์คือระหว่างปี ๒๔๘๙ – ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง ใช้ผลการศึกษาวิจัยและข้อมูลด้านการพัฒนาจากสถานีและศูนย์วิจัยของรัฐบาล ซึ่งเป็นข้อมูลที่หลากหลายสาขาวิชา ในขณะนั้นเกษตรกรประสบความลำบากในการเข้าถึงข้อมูลและเทคนิควิชาการ ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้มีพระราชดำริให้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรก คือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี ๒๕๒๒ ตามมาด้วยพระราชดำริให้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯอีก ๕ ศูนย์ทั่วประเทศ
วัตถุประสงค์หลักของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริก็คือ เพื่อพัฒนามาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ด้วยวิธีการพัฒนาและปรับปรุงบำรุงดิน การพัฒนาทรัพยากรน้ำ การฟื้นฟูป่าไม้ และการประยุกต์ใช้เทคนิควิธีด้านการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ กิจกรรมการพัฒนาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ดำเนินการไปได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของหน่วยราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทำหน้าที่เป็น “ต้นแบบของสำเร็จ” ซึ่งถ่ายทอดความรู้จากศูนย์หรือสถานีวิจัยของรัฐบาล จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ และจากผลการศึกษาวิจัยที่ดำเนินการในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เอง ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้ปฏิบัติตามศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริยังทำหน้าที่เป็นสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนสื่อสารระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย นักพัฒนา และประชาชน ซึ่งจะเข้ามาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรมการพัฒนาและสาธิตที่นำเสนอในรูปแบบของ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” ประชาชนจะสามารถศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ได้ในที่เดียวกันและในเวลาเดียวกัน กล่าวคือศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ

          ปัจจุบัน มีศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวน ๖ ศูนย์ ตั้งอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ แต่ละศูนย์เป็นตัวแทนของปัญหาด้านภูมิประเทศและลักษณะเฉพาะของแต่ละภูมิภาค ดังนี้
          1. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๒ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ในภาคกลาง
          2. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่างคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๔ ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของภาคกลาง
          3. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๕ ที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งอยู่ในภาคใต้
          4. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๕ ที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงหนือ
          5. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๕ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในภาคเหนือ
          6. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๖ ที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของภาคกลาง

          ตัวอย่างที่รู้จักกันดีและสามารถปฏิบัติได้ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็คือการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีใหม่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแนะเป็นแนวทางสำหรับการเกษตรครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕ เป็นรูปแบบการพัฒนาที่เป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากการปูพื้นฐานที่มั่นคงในระดับครอบครัว เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น ประชาชนสามารถร่วมมือกันในกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะในรูปของกลุ่ม ชุมชม หรือวิสาหกิจชุมชน เป้าหมายก็คือเพื่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบจากภายนอก และเพื่อสร้างเครือข่ายกับธุรกิจขนาดใหญ่ ภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ โดยผลสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นก็คือการขยายรูปแบบความร่วมมือในระดับชาติ

หลักการของทฤษฎีใหม่ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ขั้น คือ
          ขั้นที่ 1 ความพอเพียงในระดับครัวเรือน หรือการพึ่งตนเอง
          ขั้นที่ 2 ความพอเพียงในระดับชุมชน หรือความร่วมมือในหมู่เกษตรกร
          ขั้นที่ 3 ความพอเพียงในระดับชาติ หรือความร่วมมือระหว่างสหกรณ์กับนักลงทุน

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่อย่างเป็นทางการในปี ๒๕๓๙ และตามด้วยปี ๒๕๔๐ ในขณะที่ประเทศชาติกำลังประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดผลตามมาคือการล่มสลายของสถาบันการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และโรงงานอุตสาหกรรม แรงงานถูกไล่ออกและต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด รัฐบาลจึงรับแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งในขณะนี้มีแปลงการเกษตรตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่สาธิตและดำเนินการอยู่ทั่วประเทศ และมีเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จนับหลายหมื่นคนแล้ว และยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญในภาวะการปัจจุบันนี้อย่างมาก