Featured

Alliance

 

 

 

 

 


เปิดบันทึกกวีบรรเลง

เปิดบันทึกกวีบรรเลง

อารักษ์ อาภากาศ

“เห็นเขาเปิดรับสมัครพนักงานแบกโลก ผมก็ไปสมัคร เขาบอกว่าตัวเท่าลูกหมา ไปเช็ดน้ำตาโลกก็พออย่างมึง”

          จบถ้อยคำชายผิวขาวร่างเล็กปิดสมุดบันทึกส่วนตัวหัวเราะให้งานเขียนตัวเองด้วยความพอใจ, มันเป็นวันสบายๆ ในฤดูฝน ฤดูที่นักร้องนักดนตรีมักจะว่างเว้นจากงานจ้าง เช่นเดียวกับศิลปินลายครามวัยเหยียบ 60 ปีผู้นี้-ผู้ให้เกียรตินั่งสนทนาในร้านกาแฟที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนโดยไม่คำนึงถึงพิธีรีตองใดๆ

          แรกเจอเขายื่นแผ่นเพลงอัลบั้ม ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้ทันที ด้านหลังเขียนวิธีใช้ไว้ว่า ‘ฟังเพื่อเจริญสติและปัญญา’ ภายในเป็นเพลงที่หลุดพ้นแล้วจากคำร้อง เป็นเพลงบรรเลงนำด้วยเสียงกีต้าร์โปร่งในแบบฉบับของเขาเอง เสริมสร้างจินตนาการแก่ผู้ฟัง “มิตรภาพยั่งยืน อารักษ์ อาภากาศ 14 ส.ค.57” เขาเซ็นต์จารึกไว้อย่างนั้น
          หากพูดถึง อารักษ์ อาภากาศ ศิลปินแนวโฟล์คเจ้าของรางวัลสีสันอะวอร์ดส์ ปี 2534 ผู้ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ว่าบทเพลงของเขาราวบทกวีที่ใส่ทำนอง แฟนเพลงหลายท่านคงอดคิดถึงเสียงกีต้าร์โปร่งอันไร้แบบแผนและเนื้อร้องในแบบบทกวีของเขาไม่ได้, 20 กว่าปีที่เขาคร่ำหวอดอยู่ในแนวทางเพลงโฟล์ค แม้จะมีแฟนเพลงเฉพาะกลุ่ม แต่ก็เหนียวแน่นกันมาตลอด แน่นอนว่าในปัจจุบันมีนักร้องนักดนตรีรุ่นใหม่ออกมามากมาย ทว่าก็ยากจะหาใครเสมอเหมือน
          หากใครเคยอ่าน “พันธุ์หมาบ้า” ของชาติ กอบจิตติ ก็ต้องคุ้นหน้าคุ้นตากับตัวละครที่ชื่อ “ทัย” หนุ่มผู้ชอบเล่นกีต้าร์และร้องเพลง แม้จะไม่ได้ถอดแบบมาทั้งหมด แต่ผู้เขียนสร้างขึ้นมาจากส่วนผสมชีวิตของ อารักษ์ อาภากาศ นั่นเอง
          วันนี้ อารักษ์ อาภากาศ พร้อมเปิดเผยมุมมองชีวิตในแง่มุมต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางให้แก่เด็กรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องราวดนตรีได้ ในฐานะศิลปินรุ่นใหญ่ผู้เดินทางมายาวนาน ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชนบนถนนสายดนตรี

ระหว่างดนตรีกับชีวิต
          ผมว่า...ไม่ว่าใครก็ตามในตอนเด็กๆ มันจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง คือเด็กๆ มันจะถูกซึมซับจากสิ่งแวดล้อม แต่ว่ามันค่อนข้างซับซ้อนกว่าจะหลงรักอะไรสักอย่างได้ ถ้าพูดไปแล้วผมก็เหมือนเด็กที่ไม่กระตือรือร้น ไม่ได้ขยันที่จะทำอะไร ไม่รู้ทิศทางว่าในอนาคตเราจะเป็นอะไร
          ทีนี้มันก็ค่อยเป็นค่อยไปเหมือนกับว่าเราไปตกหลุมอะไรสักอย่าง ผมอาจจะเห็นผู้ใหญ่เล่น ผมเป็นคนแถวย่านบางขุนพรหม ละแวกนั้นถ้าออกจากบ้านแล้วเดินตามซอกซอย, เมืองไทยมันโอเพ่นแอร์ใช่ไหม เวลาใครเล่นดนตรีมันจะได้ยินออกมา ส่วนมากเป็นดนตรีไทย ดนตรีสากลก็เริ่มๆ เข้ามา ได้ยินหลายบ้านเล่นดนตรีไทย เล่นดนตรีสากล ร้องเพลงร้องอะไรกัน เราก็ชอบไปแอบดู ที่จริงแล้วเรากำลังจะไปตกปลา(หัวเราะ) อายุสิบกว่าขวบเราก็ซึมซับมาตั้งแต่ตอนนั้น
          ว่าไปแล้วผมชอบฟังเพลงไทยเดิมตั้งแต่เด็กนะ แต่ว่าเราลูกตระกูลคนจีน พ่อเป็นช่างทองทำเครื่องประดับ พ่อแม่ฟังเพลงจีนเพลงงิ้ว พี่ชายฟังเพลงสากล พี่สาวฟังสุนทราภรณ์ ฟังแต่ของดีๆ เวลาออกไปได้ยินข้างนอกก็ได้ยินแต่ของดีๆ เพลงไทยเดิมโครตขนลุกเลย ว่าไปแล้วแรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีมาจากเพลงไทยเดิม จำได้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นใคร ร้องออกมาจากบ้านทรงไทย มีเสียงออกมาเป็นเพลงไทยเดิมแบบโซปราโน ขนลุก... แล้วดุริยประณีตอยู่ใกล้ๆ ซอยวัดสังเวช โอ้โห...ระดับครูทั้งนั้น
          พอเราโตขึ้นจึงรู้ว่า ศาสตร์ทั้งหมดมันมีอิทธิพล และศาสตร์ที่มีอิทธิพลแรงไม่แพ้ใคร เข้าใจว่าไม่มีใครแซงศิลปศาสตร์ได้ ลองคิดดูอะไรที่มันแรง เหมือนยาเสพติดถ้าคุณเล่นของแรงมันก็ติดหนัก ทีนี้เราเจอยาแรงตั้งแต่เด็ก(หัวเราะ) แต่เวลากลับไปบ้านคล้ายๆ ว่ามันแรงอยู่ในเวลาเดียวกันก็คือว่า พี่ชายฟังเพลงสากล เพลงสากลมันก็ดี มันมีท่วงทำนองเอาใจคนหนุ่มสาว ดูฝรั่งมันแต่งตัว เราก็อยากแต่งตามมันด้วยนะ
          ผมหัดเล่นกีต้าร์ตั้งแต่สิบกว่าขวบ ชอบมันเนื่องจากว่ามีกีต้าร์อยู่ที่บ้าน พี่ชายเขาซื้อไว้แล้วเขาไม่ได้เล่น ก็กลายเป็นเราเล่น แล้วมันไม่รู้ตัวหรอก เหมือนคุณไปเล่นบาสเยอะๆ คุณก็อาจจะชอบบาส พอคุณไปเตะบอลเยอะๆ คุณก็อาจจะชอบบอลก็เป็นได้ คุณมีพรสวรรค์ เล่นขึ้น คุณก็อาจจะเป็นนักบอลไป
          ตอนเด็กๆ เราไปเล่นดนตรีหากินลำไพ่ตั้งแต่ 16 ขวบ เล่นเวทีแบบคนโตๆ เขาเล่นกัน ก็พยายามซ่าเข้าไปเล่น แต่เล่นโฟล์คคนเดียวนะ ผมจะเป็นโฟล์คมาตลอด

รับอิทธิพลมาจากไหน ?
          โชคดีที่ว่าในยุคของผมเป็นยุค 70 เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว มันคล้ายกับว่าในช่วงนั้นงานเพลงเครดิตมันมาจากคนขาว คนยุโรป – อเมริกา ความที่ประเทศเราล้าสมัยในเรื่องนี้ อะไรๆ เราก็ต้องนำเข้ามา แต่ไม่ใช่ว่าประเทศเราจะไม่มีอะไรดีนะ มีดีก็เพลงไทยเดิมนี่แหละสุดยอดที่สุด เพียงแต่ว่าเราขี้ลืม
          พอเราโตขึ้นมา หลังจากโคลนนิ่งเพลงมาเป็นร้อยๆ เพลง แต่ว่าในตัวเรามันเติบโตตรงที่ว่ามันมีคำถามมากขึ้น พอเราเข้าใจเพลงคนอื่นมากขึ้น เราจะรู้ว่าเขาร้องเรื่องราวต่างๆ เราเริ่มคิดว่าคนแบบนี้ร้องให้ตัวเองกันเยอะ(หัวเราะ) ทีแรกก็คิดว่าการร้องเพลงมันคือการร้องโชว์อะไรอย่างนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปร้องเพลงทำไม มันบ้าที่สุด มันกลายเป็นว่า เห้ย กูอยากโชว์ กูจะร้องเพลงให้คนฟัง มันก็ทำให้นึกถึงคำว่า Vision เราอาจจะเกิด Vision ขึ้นมาในห้วงความคิด
          วันก่อนลูกมันเปิดเน็ตให้ดู พวกเซียนหลายๆ คน พวกระดับชั้นครูเล่น เราบอกว่าเยี่ยม ลูกมันบอกว่าง่ายๆ เราก็พยายามบอกลูกว่า เห้ย เขาไม่ได้แสดงความเก่งนะ ระดับครูเหล่านี้เขาเลยความรู้สึกพวกนั้นไปแล้ว มันเป็นเรื่องของการแสดงวุฒิภาวะ มันไม่ต่างจากการแสดงสัจจะธรรมนะ ถ้าเรามี Vision แล้ว ถ้าเรามีมุมมองว่าเราอยู่เพื่อโลก หรือว่าเราสำนึกถึงขั้นว่าเราเป็นสัตว์โลกตัวหนึ่ง รู้สึกว่าโลกนี้มีบุญคุณต่อเรามาก ถ้าเราไม่มีมุมมองแบบนั้นผมถามว่าเรามีวุติภาวะหรือเปล่า มุมมองของเราอันนั้น
          ฟังดูเหมือนคำพูดโตๆ คำพูดหล่อๆ เก๋ๆ แต่ไปคิดดูดีๆ คำว่าวุฒิ – ภาวะ รวมกันมันใหญ่นะ มันมีความหนาลึกของมันใช่ไหม
          พอเราโคลนนิ่งเพลงมาเยอะเริ่มเติบโตว่า ความเรียกร้องภายในมันต้องการ เห้ยกูอยากจะโชว์บ้างแล้ว ไม่ใช่ว่ามึงเอากูไปโชว์อยู่เรื่อย – คำว่ามึงในที่นี้คือความเห็นแก่ตัว ความโง่ ความไม่รู้ จะเอากูไปโชว์อยู่เรื่อยๆ กูก็คือคล้ายกับว่า มึงอยู่ในร่างกู มึงกับกูจะต้องเป็นอันเดียวกันสิวะ (ตัวกับใจ) เวลามึงเอากูไปบ้าๆ บอๆ แบบไม่รู้เรื่องว่าทำอะไรอยู่ แบบไปโคลนนิ่งเขา ซึ่งมันต่างชั้นกันมากกับการที่ว่าไอ้ตัวความคิดเหล่านี้มันดึงผมออกไปด้วยกับร่างกาย ทีนี้ก็เป็นเรื่องแล้ว หลุดพ้นจากการโคลนนิ่ง กลายเป็นว่ามันอยากจะแต่งเพลงเอง แต่ไม่ใช่แค่นี้แล้วจะไชโย ต้องค่อยเป็นค่อยไป

การฝึก
          การฝึกต้องบอกลูกบอกหลาน มันจะเริ่มจากความถนัดของคนๆ นั้นก่อน ขณะเดียวกันก็ต้องตื่นตัวกับขณะปัจจุบันโลกรอบข้างและดำรงอยู่บนโครงสร้างที่บรรพบุรุษเก่าๆ ทำเอาไว้เป็นเยี่ยงอย่าง แล้วก็ยังไม่ล้าสมัย ไปเปิดเน็ตดู มีล้าสมัยด้วยนะ แต่ว่าแบบขลังก็มีนะ ไม่ล้าสมัยเลย เป็นร้อยปีก็ไม่ล้าสมัย แล้วบอกเด็กๆ จับตาดูอันนี้ แล้วอย่าไปเสียเวลา อย่าคิดว่าเป็นเด็กแล้วมีเวลาเยอะ ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยไป ถ้าฉลาดก็จะรู้อันไหนฟังผ่าน อันไหนต้องเรียนรู้ อันไหนต้องฝึก อันไหนต้องเคารพ
          เดี๋ยวนี้เด็กๆ ให้ความสำคัญกับการเคารพน้อยไป ผมสังเกต ผมมีลูกโตเป็นหนุ่ม มันน่ากลัวเพราะมันไวมาก โลกอินเตอร์เน็ต บางทีเรามองข้ามว่าอย่างนี้เราต้องเคารพกัน เช่นว่า อย่างลูกเนี่ย เราเปิดรุ่นใหญ่ดูยังไม่รู้เลยว่ารุ่นใหญ่กำลังแสดงวุฒิภาวะ มันไม่เคารพไง ถ้ามันเคารพมันจะเอาอย่างคุรุคนนี้ ความฉาบฉวยน่ากลัวมาก แต่จริงๆ ความฉาบฉวยผ่านมากับคนทุกรุ่นทุกวัย เราเองก็ฉาบฉวยมาก่อน แต่ว่าเราอาจจะโชคดี เรามีนิสัยชอบคิด เรากลับมาคิดตลอด เหมือนกระหายมันเป็นโดยธรรมชาติ
          แต่ว่าขยันฝึกเราก็จะเถียงไม่ได้อีกว่าก็ยังดีกว่าเราไม่ขยันฝึก แม้ไม่เกิดจากธรรมชาติของตัวเองเท่าไหร่ แต่ว่าเรามีความปรารถนาสูง อาจจะขยันฝึกเข้าไปก็ยังดีกว่าเมินเฉย - นี่นะตลกมากเลย เราเคยเป็นคนขี้โกรธมาก แล้วเวลาเราอยู่คนเดียวเยอะๆ มีอะไรเราพูดกับตัวเอง เสร็จแล้วอันหนึ่งที่เราแก้ไม่ได้เราก็บอกว่า ช่างแม่ง เราพูดกับตัวเอง แล้วอีกคนหนึ่งในตัวเองบอกว่า เห้ยมึงอย่าพูดคำนี้สิ เมื่อก่อนเอาแต่ช่างแม่ง พอเริ่มแก่ตัว เห้ยมึงอย่าพูดคำนี้สิ มึงแก้ไขสิ

สิ่งสำคัญในการทำเพลง
          ไอ้ตัวสำนึกนี่สำคัญนะ เราต้องทบทวนตัวเองเรื่อยๆ เราจะได้ปรับปรุงโครงสร้างสำนึกของเรา อย่าไปคิดว่าเราสำนึกดีแล้วก็หยุดไม่ใช่นะ บางทีเราก็สำนึก เวลาเราขี้เกียจมากๆ เราไปเล่นแล้วไม่ดีเราก็สำนึกเหมือนกันนะ เห้ยไอ้ห่า เขาให้ตังค์เราตั้งเยอะ แต่เราเล่นไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ หรือว่าเราเล่นอยู่เท่าเดิม เรารู้อยู่แก่ใจ ยิ่งเราได้เห็นของดีๆ เราก็บอกว่า กูแก่ลงเรื่อยๆ เด็กๆ เล่นเก่งขึ้นทุกวัน ถ้าเราขืนเป็นอย่างนี้อยู่นะ เที่ยวปากไม่ดีไปว่าคนโน้นคนนี้ แล้วถ้าเกิดเป็นเองขึ้นมาจะว่าไง ต้องคอยกระตือรือร้น
          เวลาขี้เกียจมันจะต่างจากตอนขยันมาก เรื่องสภาพจิตใจ เวลาขี้เกียจก็คิดว่าซ้อมมันไปทำไม ก็เล่นอยู่แค่นั้น ซ้อมไปมันก็เล่นอยู่แต่ของเดิม มันก็เล่นอยู่แค่นี้ คนฟังก็ฟังอยู่อย่างงี้ ก็เลยขี้เกียจ ถ้าคิดอย่างนี้เราซึมเศร้าเลย เราจะแห้ง มันเข้าไปสู่ความจอมปลอม มันคล้ายๆ ความตาย สมมุติว่าเราสนใจอยู่แค่นิดเดียวในชีวิต แล้วเราดันทิ้งมันไป ดันขี้เกียจอีก อย่างนี้แย่เลย

คิดจะทิ้งเพลงไปทำอย่างอื่นบ้างไหม
          มี - แต่ว่าพอไปแล้วไม่เวิร์ค เคยขายของเซ็นทรัลอยู่ปีหนึ่ง มันก็อย่างว่า ตัวมึงกูที่พูดไว้ตั้งแต่แรกมันจะเข้ามาหาเรา อาจจะเป็นเพราะตัวเราช่างมีความสามารถน้อยเหลือเกิน สำหรับความเป็นมนุษย์ที่มีหูมีตามีจมูกปกติ รถก็มีขับ เพื่อนๆ เขาชอบอำกันบอกพี่รักษ์ออกจากถ้ำรึยัง พอสุดอั้นขึ้นมาเราบอก เห้ย เราอยู่ในเมืองมากเกินไปแล้ว ไม่ไหวแล้วต้องขับรถออกไปอยู่ในเขา รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ อยากให้มันยาวนานเวลาออกไป แต่มันทำได้ไม่นาน มันมีเหตุปัจจัยบังคับ ถ้ามีเงินเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร สงสัยขี้เกียจยาวไม่อยากทำอะไรเลย อาจจะอยากทำเพียงนิดเดียวเอง แบบว่าปีหนึ่งแต่งเพลงให้กับมนุษย์หนึ่งเพลง แต่งให้โลกเพลง แต่งให้หมาเพลง แบบว่าปีนี้แต่งให้นกเพลง ปีต่อไปแต่งเพลงให้ต้นไม้เพลง พอแล้ว ไม่อยากทำอะไรเยอะแล้ว ขี้เกียจ – ความจนมันสอนให้เห็นว่าจริงๆ ชีวิตเราใช้แค่ไหน

มุมมองระหว่างดนตรีกับศิลปะ
          พวกที่รักดนตรีทั้งหลายน่าจะสังวรว่าคุณจะเก่งกันไปทำไม มาบอกว่ามึงรู้ไหมกูจบปริญญาทางดนตรีมาได้พ่อแม่กูสนับสนุนไปเท่าไหร่ - ไอ้คนไม่ได้นอนหลับหรือกินอาหารเหมือนคนชั้นกลางมาบอกให้มึงสู้ เห้ยมึงสู้กันต่อไปศิลปะ พวกนี้จะบ้าตายกันหมด มันจะสร้างแต่เพลงขี้โกรธออกมา
          สุดท้ายมันก็เป็นการส่งต่อรุ่นสู่รุ่น มันสืบทอดมรดกทางความคิดกันมาเป็นเจเนอเรชั่น เราตกตาไหน เราสืบทอดใคร สืบทอดเจตนารมณ์ตัวศิลปะบรรเทิง อย่างที่พูดไปแล้วว่าเชยไปแล้วก็มี ถ้าคุณไม่มีวุฒิภาวะ ต้องรู้ว่าทัศนคติเราคืออะไร คำถามพวกนี้มันจะต้องตอกย้ำเรา ก็กลายเป็นว่า พอวันหนึ่งที่เราไม่ได้เสพวัตถุเพียงพอ แต่เรายังมีความกระตือรือร้นถึงเรื่องทรัพยากรได้อยู่ เรายังเข้าใจที่มาที่ไปของทรัพยากรโลกได้อยู่ อย่างน้อยเรื่องชนชั้นก็คงจะทำอะไรเราไม่ได้
          เวลาเราผิดหวังเราจะพูดแต่ความผิดหวัง แล้วเราจะโจมตีความสมหวัง ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ผมอยากจะหาทางลงตัวกับมัน ทำยังไงเราจะสามารถเสนอเรื่องสติปัญญาได้ผ่านทางการสื่อสาร ผ่านการพูดคุย ผ่านเพลงก็เป็นสิ่งที่ผมต้องทำอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว อันนี้น่าสนใจเพราะบรรพบุรุษเราทำแบบนี้กัน หลายๆ คนไม่ต้องเอ่ยชื่อ นักคิดนักเขียนทั้งหมดสุดท้ายถ้าพูดเรื่องเดียวกัน มันก็เป็นญาติทางความคิดกันหมด แต่ว่าคุณจะไปทางวาดรูป การปั้น หรืออะไร เพราะศิลปศาสตร์มันกว้างใหญ่ – ยุทธศาสตร์การเมืองการสงครามทั้งหมด ยังต้องอาศัยศาสตร์นี้ การเมืองต้องมาพึ่ง จนกระทั่งนักศิลปะเสียคนไปก็เยอะแยะ กลายเป็นพวกโกหกเอาศิลปะมาหากิน เป็นการทำลายโลกอย่างหน้าตาเฉย

ถ่ายทอดสู่ลูกอย่างไร
          จริงๆ ไม่ต้องไปสอนอะไรมันมาก ใช้วิธีทำแรงที่สุด เพราะสอนบางทีมันคนละยุคสมัยเราอาจพลาดได้ แต่ก็อดไม่ได้ถ้าเรามีคำที่เราชัวร์ก็ต้องพูด ลูกมันไม่ค่อยเกเท่าไหร่ มันฉลาดกว่าผม ยังแซวมันอยู่เลยว่าวันนี้ไม่ไปโรงเรียนเหรอ มันบอกวันนี้เขาติวเข้ามหาลัยกัน เราบอกเออใช่เราฉลาดแล้วไม่ต้องติวหรอกเนอะ มันบอกไม่ใช่อย่างนั้น(เสียงสูง) แต่ถ้าเขาติวสอบ ม.ปลาย แล้วถ้าเกิดเอ็งไม่ไป ถ้าพ่อเป็นครูนะพ่อจะหมั่นไส้ไอ้พวกที่ไม่มา ถ้ามึงตกนิดๆ หน่อยๆ กูไม่ช่วยมึงหรอก(หัวเราะ) ต้องสอนมันแบบเพื่อน เราไม่ใช่ว่าดีจะไปสอนใคร
          (เปิดสมุดบันทึกอ่านให้ฟัง) – “พ่ออ่อนว่ะ เสื้อผ้ารองเท้าก็มีแต่ของใช้แล้ว กีต้าร์ก็ใช้อยู่ตัวเดียว ยี่สิบปีกว่าก็มีแต่เพลงเดิมๆ ผมไม่เคยเหมาะกับการเป็นพ่อที่แข็งแรง ไม่ได้ครึ่งเหมือนที่คิด แค่ได้คิดได้ทำ ผมก็ได้แต่แก้เพลงแทนแก้ตัว เด็กๆ ผมก็ขี้กลัว ผมชอบแกล้งคนขี้รังแก ผมเก็บกดกับความโกรธ ผมโทษโน้นโทษนี่ เหลืออีกแค่สิ่งเดียวตอนนี้ที่ผมแก้ไม่หาย แสนจะอ่อนโยนและก็แข็งกร้าว…”
          เวลาสอนลูกก็ประมาณนี้ – มันว่าเราอ่อน เขาว่าผมมา 2-3 ปีแล้วว่าผมอ่อน ผมก็ไม่ถือนะ แล้วเมื่อสองสามวันก่อนผมนึกย้อนแล้วผมก็เขียนออกมา
          “กีต้าร์ตัวเก่าเล่นกันมากว่า 20 ปี เล่นร้องเรื่องราวขับขานสุนทรียภาพ” คือจริงๆ เพลงนี้อยากจะบอกลูกว่าอย่าแข็งกร้าว แต่ว่าเราไปพูดไม่ได้ต้องพูดในเพลง เราคิดว่าถ้าเราแต่งได้ดีขึ้นมา แล้วเราร้องให้เขาได้ยินหรือเราร้องบันทึกขึ้นมา เขาจะจำคำพูดที่เขาเคยพูดกับเรา แล้วเขาจะรู้ว่าพ่อเล่นกูอย่างงี้เลยหรอวะ(หัวเราะน้ำตาซึม)

ลูกชอบดนตรีไหม
          ชอบ – ไม่ต้องบังคับเลย ขู่มันก็ไม่กลัว ไม่รู้ว่ามันถ่ายทอดรึเปล่าไม่รู้ แต่มันก็ไม่ได้เป็นกันทุกคน บางคนเขาก็ไปเป็นนักธุรกิจก็มี คนโตเขาชอบไปเป็นนักธุรกิจ มีคนสุดท้องนี่แหละที่เขาชอบทางนี้ ทางดนตรี ผมแปลกใจว่าเราไม่ได้สุขสบายมากแต่ว่าเขาก็ไม่กลัวที่จะเป็นแบบเรา เราก็ขู่นะ ส่วนใหญ่แล้วชีวิตทางนี้มันขรุขระ เราก็เห็นว่าความคิดดีๆ ที่ลูกอยากทำมันมีตัวเลือกเยอะมาก อย่างพ่อต้องมาตกระกำลำบากเพราะว่าพ่อโง่ไม่มีตัวเลือก พ่อเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง แต่ดันเล่นดนตรีได้ก็เลยเล่นไป ถ้าเกิดพ่อไม่ได้เกิดอุบัติเหตุทางสมอง พ่อก็อาจจะไปเป็นวิศวะกร เป็นหมอ เป็นอะไร มีวิธีช่วยโลกเยอะ เป็นอะไรก็สามารถช่วยโลกได้ ถ้าเป็นคนหัวดีนะ กลัวลูกจะลำบากอย่างเรา
          เรามองว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่ค่อยมีโครงการที่จะสารัตถะทางนี้เยอะเท่าไหร่ ไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ดีกว่าเหรอ ไปเป็นหมอ เรื่องความดังความอะไรของหลอกลวงทั้งนั้นแหละ ก็เหมือนกับได้กินขนมหวานๆ อะไรอย่างนี้ จริงๆ ความอร่อยที่สุดคือมนุษย์ได้โชว์ความสามารถ ถามว่าถ้าคุณอร่อยหู อร่อยตา อร่อยจมูก อร่อยลิ้น แล้วอร่อยความคิด แต่ตัวสุดท้ายมันเข้าถึงยากที่สุด มันเหมือนป้ายสุดท้าย หนังเรื่องนี้ไม่ควรพลาด(หัวเราะ)


ฝากถึงศิลปินรุ่นใหม่
          อย่าไปกลัวการหมกมุ่น ปัจจุบันนี้โลกวัตถุนิยมกำลังไกล่เกลี่ยให้มนุษย์ฉาบฉวยมากขึ้น ให้มนุษย์ไปสู่สายพานการผลิตมากขึ้น แล้วก็มาบอกว่าอย่าไปหมกมุ่น เพราะว่าถ้าคุณหมกมุ่นเดี๋ยวคุณฉลาดนะ เป็นไปได้รึเปล่า เพราะการหมกมุ่นมันทำให้โตนะ ลองบ้าคิดเลขสักปีหนึ่งสิ ไม่ต้องทำอะไรเลย ลองบ้าเล่นกีต้าร์ดูสักปีหนึ่งสิ แบบหมกมุ่น ขอเพียงแต่ว่าอย่าโง่เท่านั้นเอง ให้รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ มีทิศทาง หมกมุ่นได้แต่ต้องมีทิศทางไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่หมกมุ่นไม่มีสิทธิ์รู้จริง มันเป็นสิทธิ์ของเราที่จะสะกดตัวเอง แต่ต้องฉลาด แต่อย่ายโส อย่าทำเพื่อโชว์ เพื่อเก่ง ทำยังไงให้เราเป็นคนไม่รกโลกก็พอ
อารักษ์ อาภากาศ กล่าวทิ้งท้ายไปพร้อมๆ กับแก้วลาเต้ว่างเปล่าแก้วนั้น...

ผู้สนใจติดต่อ อารักษ์ อาภากาศ ในด้านของงานเพลงและผลงานต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/arakabakaz?fref=ts


เรื่อง-ภาพโดย  กรวิก อุนะพำนัก

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.