Featured

Alliance

 

 

 

 

 


108 คน บนพื้นที่ 30 ไร่ : วิชาเศรษฐกิจพอเพียง

108 คน บนพื้นที่ 30 ไร่ : วิชาเศรษฐกิจพอเพียง

โรงเรียนสุนทโรเมตตาประชาสรรค์

เคยเห็นไหม โรงเรียนมัธยมมีนักเรียน 108 คน บนพื้นที่ 30 ไร่ เด็กส่วนใหญ่มีฐานะยากจน พ่อแม่ผู้ปกครองมีอาชีพเกษตรกร เด็กบางคนยังอ่านหนังสือไม่ออก เพราะไม่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่แรก ด้วยเหตุนี้ทางโรงเรียนจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธในการสอนใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์และเหมาะกับพื้นฐานความเป็นอยู่ทางบ้านของนักเรียนมากที่สุด, วิชา “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” จึงถูกนำมาใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอนหลักของโรงเรียนแห่งนี้

โรงเรียนชีวิต

          โรงเรียนสุนทโรเมตตาประชาสรรค์ เป็นโรงเรียนเล็กๆ ตั้งอยู่ที่ 73/2 หมู่ 4 ต.บ่อเงิน อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เป็นโรงเรียนที่ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อทองกลึง สุนทโร เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หอยบริจาคพื้นที่ตรงข้ามวัดให้ 30 ไร่ เพื่อสร้างโรงเรียนรองรับเด็กด้อยโอกาสในละแวกนั้นๆ, หากคุณเดินทางมาที่โรงเรียน จากต้นทางเข้า ต.บ่อเงิน ราว 15 กิโลเมตร ตลอดสองข้างทางจะเต็มไปด้วยทุ่งนาโล่งกว้าง การเดินทางเข้าเมืองแต่ละครั้งจึงค่อนข้างไกล เป็นเหตุผลให้เด็กในพื้นที่ส่วนใหญ่เลือกเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก
          อ.ลาดหลุมแก้ว ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร ปลูกข้าว และส่วนหนึ่งมีอาชีพรับจ้าง เด็กในโรงเรียนคือเด็กชายขอบ เพราะลาดหลุมแก้วติดกับนนทบุรี ถ้าเลยออกไปนิดหนึ่งก็เข้าเขตลาดบัวหลวงของ จ.อยุธยา คนส่วนหนึ่งมีเชื้อสายมอญ อีกส่วนหนึ่งเป็นอิสลาม โรงเรียนนี้จึงเป็นสองวัฒนธรรมอยู่ร่วมกัน แบ่งเป็นอิสลาม 40% พุทธ 60%
          ดวงกมล คงเมือง ผู้อำนวยการโรงเรียนสุนทโรเมตตาประชาสรรค์ เล่าถึงความเป็นมาในการนำทฤษฎีเกษตรพอเพียงมาปรับใช้เป็นสื่อการสอนว่า เนื่องจากโรงเรียนแห่งนี้มีเด็กนักเรียนไม่มาก อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างห่างไกล จึงไม่ได้รับความสนใจจากร้านค้าที่จะเข้ามาขายอาหารหรือขนมในโรงเรียน เพราะไม่คุ้มค่าในการลงทุน ที่นี่จึงต้องมีแม่ครัวทำอาหารกลางวันให้เด็กทานทุกวัน
          “เด็กเราส่วนใหญ่เป็นเด็กด้อยโอกาส โดยพื้นฐานครอบครัวแล้วไม่ได้มีอะไรมากมาย บางคนมาอยู่ก็เช่าที่ทำนา บางคนก็มีที่นาเป็นของตัวเอง เป็นระดับกลางถึงระดับล่าง เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็มองว่า จะทำยังไงให้เด็กของเราทานอาหารที่มีคุณภาพ จึงเป็นที่มาของการทำเกษตรของเราเอง ตามแนวพระราชดำริของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช และที่สำหรับทำนาและแหล่งน้ำ ถ้าเดินดูในโรงเรียนจะเห็นว่าในนี้เรามีครบ พอที่จะเลี้ยงตัวเองได้”
          เริ่มแรก เมื่อนำวีถีแห่งเกษตรพอเพียงมาใช้อย่างจริงจังในโรงเรียน ก็สามารถแก้ปัญหาเรื่องอาหารกลางวันของเด็กๆ ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เด็กๆ ที่นี่จะผลิตวัตถุดิบและแปรรูปเป็นอาหารหลากหลายอย่าง เช่น การปลูกผักชนิดต่างๆ ทั้งแบบใช้ดินและไม่ใช้ดิน การทำนาปลูกข้าวเบอร์รี่ การนำสมุนไพรมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มต่างๆ และการเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น
          เด็กทุกคนจะได้รับการฝึกฝนให้เป็นผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภค นั่นคือนโยบายของโรงเรียนซึ่งต้องการจะสวนกระแสบริโภคนิยมที่ไหลบ่าเข้าทุกหย่อมหญ้าของเมืองไทย ทั้งการกินการใช้ เราจะเห็นว่าเด็กปัจจุบันผลิตอะไรเองแทบจะไม่เป็นเลย เพราะทุกอย่างมีขายถึงหน้าบ้าน เราซื้อทุกอย่างพื่ออำนวยความสะดวก โดยไม่รู้ว่าในอนาคตภายภาคหน้าอาจต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่คาดไม่ถึง เช่น สงคราม ดังนั้นการสอนทักษะวิชาชีพให้เด็กติดตัวไว้จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเด็กที่มีต้นทุนชีวิตที่ไม่สูงนัก
          “เราให้เด็กมีกินมีอยู่อย่างได้สารอาหารครบแล้ว เราก็มองว่าเด็กควรจะได้รับการฝึกฝน เราจึงวางนโยบายกันต่อมาว่า เราต้องให้คนรุ่นใหม่รู้จักเป็นผู้ผลิตด้วยไม่ใช่เป็นแต่ผู้บริโภค เพราะที่ผ่านมาเด็กถูกสอนให้เป็นผู้บริโภค ทั้งวัฒนธรรมและการกินอยู่ทุกอย่างโดยไม่คิดจะผลิตอะไรเอง ทีนี้เราก็เริ่มให้เด็กรู้จักผลิต”
          ผลผลิตต่างๆ ที่เหลือจากโครงการอาหารกลางวัน เด็กๆ จะนำไปขายหน้าโรงเรียน โดยเฉพาะผักปลอดสารพิษซึ่งได้รับความนิยมมากจากคนในพื้นที่นั้นๆ เป็นการต่อยอดจากการปลูกเพื่อเรียนรู้และรับประทานเอง สู่การจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ ทั้งนี้ เด็กๆ ยังนำความรู้ในโรงเรียนกลับไปต่อยอดเพื่อหารายได้ที่บ้านต่อไป
          “คือเราอยากให้เด็กของเรามีทักษะทางอาชีพที่เขาถนัดมากจริงๆ อย่างน้อยหนึ่งอาชีพ อย่างในโรงเรียนนี้มี 14-15 อาชีพ คุณเรียนรู้แล้วคุณก็ทำ แล้วคุณจะรู้ว่าเวลาคุณอยู่บ้านคุณสามารถปลูกพืชได้ ในอนาคตเราอยากให้โรงเรียนนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ อยากให้คนที่อยู่ในเมือง ที่อยู่ตามคอนโดสูงๆ มาดูว่า จะปลูกพืชอย่าบอกว่าฉันไม่มีดิน เพราะสามารถปลูกพืชไม่ใช้ดินได้ คอนโดทุกคอนโดจะต้องมีพื้นที่เอาไว้รับแสง แล้วระเบียงตรงนั้นคุณสามารถปลูกพืชได้”
          ความสำคัญในการเรียนการสอนของโรงเรียนนี้อาจไม่ดีเด่นเรื่องวิชาการก็จริง แต่ในเชิงวิถีชีวิตระหว่างบ้านกับโรงเรียนเด็กที่นี่สามารถเชื่อมโยงกันได้ พวกเขาได้รับการฝึกฝนตั้งแต่วิธีการตอนกิ่งพันธุ์ไปจนถึงการทำนา ขึ้นอยู่กับความรู้ที่ตัวนักเรียนสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับพื้นฐานอาชีพทางบ้านของตัวนักเรียนเอง

วิชาชีวิต
          สัญญาณเพลงประจำโรงเรียนดังขึ้นแล้วในเวลาบ่าย 3 โมง เด็กทุกคนต่างทยอยเดินไปยังกลุ่มกิจกรรมที่ตัวเองรับผิดชอบบนพื้นที่ 30 ไร่ สีหน้าและแววตาของเด็กแต่ละคนล้วนแสดงออกถึงความกระตือรือร้นที่จะฝึกทำงานตามความถนัดของแต่ละคน เด็กๆ เผยว่า พวกเขาชอบลงพื้นที่ทำการเกษตรมากกว่าอยู่ในห้องเรียน เพราะเป็นวิชาที่ตนเองได้เลือกตามความถนัด กล่าวคือ สิ่งที่พวกเขาสนใจก็คือวิชาที่เขาสามารถเอาไปช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวที่บ้านได้
          สราวุธ สินธุโร หัวหน้างานวิชาการ หนึ่งในครูผู้ลงพื้นที่สอนวิถีทางการเกษตรให้แก่นักเรียนมองว่า การนำเอาวิชาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาสู่สถานการศึกษาจะช่วยให้เด็กมีอาชีพติดตัวตามความสนใจของเด็กๆ จึงไม่แปลกที่เด็กๆ จะชอบลงพื้นที่มากกว่าอยู่ในห้องเรียน เพราะเป็นชีวิตจริงที่พวกเขาคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เพียงแต่ทางโรงเรียนช่วยเพิ่มเติมความรู้ทางการเกษตรที่ถูกต้องให้เท่านั้นเอง
          “ผมในฐานะรับผิดชอบเรื่องของฝ่ายวิชาการด้วย ก็นำเอาเศรษฐกิจพอเพียงนี้มาเข้าสู่การเรียนการสอน หรือเรียกว่านำเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่สถานการศึกษา โดยการบรรจุอยู่ในวิชาเรียน ตั้งแต่ ม.1-ม.3 เด็กที่เรียนที่นี่ หรือจบจากที่นี่ไปต้องมีอาชีพติดตัว ในขณะเดียวกันเราจะสอนทักษะชีวิตไปด้วย ก็คือการทำงานให้เป็น ให้เก่ง เก่งในที่นี้ก็คือเก่งในตัวเอง เก่งโดยที่ไม่ต้องไปแข่งขันกับคนอื่น เก่งในเรื่องของความดี เราจะเอาเรื่องของความดีเป็นตัวนำ เพราะปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสอนเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว”
          เมื่อได้รับความร่วมมือจากเด็กๆ เป็นอย่างดี ทางโรงเรียนจึงทำโครงการยุวเกษตรขึ้นมา หมายความว่า จัดกลุ่มเด็กที่มีความสนใจเดียวกัน เช่น ใครสนใจปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินเพราะที่บ้านทำอยู่ก็จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กันภายในกลุ่ม ที่บ้านใครเลี้ยงสัตว์พวกเขาก็จะรวมกลุ่มกันเจาะเรื่องราวของการเลี้ยงสัตว์ โดยมีครูเป็นผู้แนะนำอยู่ตามกลุ่มต่างๆ ด้วยวิธีการเรียนแบบนี้ เด็กจะไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเรียนอยู่เลย
          “ว่ากันตรงๆ มันคือสื่อการสอนชนิดหนึ่ง เหมือนแท็บเล็ต แต่ว่าของเรานี้เป็นชีวิตที่จับต้องได้ และใช้ได้จริง แล้วเราก็หมุนวนเข้ามา โดยปีล่าสุดนี้เราให้อาหารเด็กกินฟรีทั้งโรงเรียน ก็ใช้ของที่เด็กๆ ทำขึ้นมาทั้งนั้น แล้วเราก็พูดกันเต็มปากว่า ไอ้หนูที่เรากวาดที่เราปลูกกันอยู่ เพื่อตอบแทนค่าข้าว บุญคุณข้าวของหลวงพ่อ บุญคุณของพ่อแม่เรา บุญคุณของครูอาจารย์ ครูอาจารย์เขาก็ทำ หนูก็ทำ ทำด้วยกันกินด้วยกัน”
          กิจกรรมของยุวการเกษตรจะแบ่งรายได้เป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งคือ ส่วนรวม สอนให้ทุกคนสามัคคีร่วมกันทำงาน งานส่วนรวมก็คือแปลงผัก ถึงเวลาทุกคนต้องมาช่วยกันทำปุ๋ย ทุกคนต้องมาช่วยกันดูแล เฉลี่ยกันออกไปตามหน้าที่รับผิดชอบ ส่วนที่สองเป็นงานกลุ่ม คือ กิจกรรมอาชีพทั้ง 14 กลุ่ม ซึ่งเป็นตัวสร้างรายได้ ผลผลิตที่ได้จะนำมากองรวมกัน แบ่งปันผลประโยชน์เป็น 60 30 10 และสุดท้ายก็คืองานเดี่ยว ซึ่งจะเป็นตัวสร้างรายได้หรือตัวสร้างงานให้กับเด็กและสามารถขยายสู่บ้าน ตามความสนใจที่เด็กเป็นผู้เลือกเอง โดยทางโรงเรียนจะสนับสนุนกิ่งพันธุ์ต่างๆ ให้แก่เด็กที่ต้องการเอาไปปลูกที่บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
         “เราสอนผิดกันอย่างหนึ่งคือ สอนเด็กเก่งเด็กดีออกไปข้างนอกหมด ไม่ได้สอนให้เด็กอยู่ในชุมชน ถ้าเราได้คนเก่งคนดี ทุกเซลล์ของสังคมก็ดีหมด มันจะได้ไม่กระจุกตัวอยู่ในเมืองอย่างเดียว คนเก่งคนดีไม่จำเป็นต้องเข้าเมืองเท่านั้น พอเด็กๆ เข้าใจตรงนี้เราก็ขยายไปสู่บ้าน เช่นเรื่องของการปลูกต้นไม้ต้นไร่ต่างๆ และการฝึกอาชีพ”

นำความรู้คืนสู่ภูมิลำเนา
          นางสาวอินทิภา นุระบ๊าฟ นักเรียนชั้น ม.6 หนึ่งในนักเรียนที่สนใจเรื่องการเพาะถั่วงอกเพื่อนำไปต่อยอดที่บ้าน อธิบายว่า เธอสนใจเรื่องการเพาะถั่วงอกปลอดสารพิษ เพราะสมัยนี้แม้แต่ถั่วงอกที่ว่าเพาะง่ายๆ คนยังใช้สารเคมีเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าทางการผลิต ซึ่งไม่จำเป็นเลย การเพาะถั่วงอกแบบคอนโดเป็นความรู้ที่เธอเอาไปใช้ที่บ้านเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัวซึ่งทำอาชีพเกษตรกรรมอยู่แล้ว
          “หนูคิดว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่ดีค่ะ ที่พระองค์ท่านทรงประทานให้แก่พวกเรา ถ้าพวกเรานำไปใช้มันจะเกิดผลดีแน่นอน ทำให้ประเทศชาติของเรามีความมั่นคง เมื่อมีความมั่นคงแล้วประเทศชาติของเราก็จะมีความสุข แล้วประชาชนทุกคนในประเทศก็จะได้รับประทานแต่ของที่มีประโยชน์ปลอดสารพิษและไม่เกิดโรคภัยไข้เจ็บในอนาคตค่ะ”
          นอกจากนี้อินทิภายังถ่ายทอดความรู้ให้รุ่นน้อง และแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆ กลุ่มอื่นต่อไป ทำให้เด็กโรงเรียนนี้มีความรู้ทางการเกษตรแบบครบวงจร อย่างน้อยทุกคนจะต้องทำปุ๋ยเป็น ตัดกิ่งเพาะชำเป็น โดยเฉพาะการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินกำลังเป็นที่สนใจของเด็กๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว
          เมื่อปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาสู่สถานการศึกษา ถือเป็นโอกาสดีที่เยาวชนคนรุ่นใหม่จะได้เรียนรู้ที่จะหาความสุขจากสิ่งใกล้ตัว เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภค การเอาชีวิตจริงมาเป็นบทเรียนทางการศึกษาทำให้เด็กๆ สนใจเรียนรู้ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องนำกลับไปใช้จริง เป็นการสอนให้เด็กนำความรู้คืนสู่ภูมิลำเนาเพื่อพัฒนาชมชุนของตนเอง มิใช่สอนให้เด็กมุ่งสู่เมืองเพียงอย่างเดียว
          “พ่อหลวงสอนให้เรารู้จักการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้คนไทยมีความสุขบนพื้นฐานที่ตนเองมีอยู่ ลองคิดดู ในชีวิตประจำวันของเรา อย่างแรกเลย เราต้องกินใช่ไหม ถ้าเรากินแต่ของที่ไม่มีประโยชน์มันก็จะทำให้เกิดโทษต่างๆ ตามมา ถ้าเรานำเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ไม่เติมสารเคมีใดๆ เราก็ได้รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์กับเรา ทำให้เราไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ อยากจะฝากพี่ๆ น้องๆ ว่ามาดูแลเศรษฐกิจพอเพียงของเราให้มั่นคงเถอะ สักวันหนึ่งเราจะเห็นคุณค่าของมันเอง” อินทิภากล่าวทิ้งท้าย

เรื่อง-ภาพโดย  กรวิก อุนะพำนัก

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.