Featured

Alliance

 

 

 

 

 


อาชีวะต้นแบบในสมเด็จพระเทพฯ

อาชีวะต้นแบบในสมเด็จพระเทพฯ

ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ

          การที่โรงเรียนจิตรลดา (สายวิชาชีพ) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2547 ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งต้องการให้เยาวชนไทยได้เพิ่มพูนทักษะด้านวิชาชีพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทรงเล็งเห็นว่าคนไทยยึดติดกับคำว่าปริญญามากเกินไป ทำให้ฝีมือเชิงช่างที่มีอยู่ในคนไทยซึ่งมีความละเอียดประณีตไม่ได้รับการต่อ ยอดเท่าที่ควร

 

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จึงมีพระราชดำริให้สถานศึกษาแห่งนี้เป็นโรงเรียนต้นแบบ เพื่อผลิตนักเรียนที่มีความสามารถด้านวิชาชีพ เรียกว่า นักเรียนที่ผ่านรั้วจิตรลดาสายวิชาชีพต้องมีความรู้และปฏิบัติงานได้จริง โดยมีท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ เป็นผู้อำนวยการ

          ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ เป็นธิดาของพระยาประสาทธาตุการ และคุณหญิงวาส และเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 8 คน ซึ่งนับว่าเกิดในครอบครัวที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนและสนับสนุนบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาถึงที่สุด โดยมีบิดาเป็นต้นแบบ ทั้งนี้ พระยาประสาท-ธาตุการ เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับพระราชทานทุนจากรัชกาลที่ 5 ในสังกัดกระทรวงเกษตรตราธิการ เพื่อไปศึกษายังประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2452 และสามารถเรียนจบจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลในประเทศสหรัฐอเมริกา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
          ท่านผู้หญิงอังกาบเริ่มศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมรุ่นที่ 13 จากนั้นจึงเข้าศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเริ่มงานสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะได้รับการเชิญชวนจากท่านผู้หญิง ดร.ทัศนีย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา อาจารย์ใหญ่คนแรกโรงเรียนจิตรลดา ให้มาช่วยสอนหนังสือ ปี พ.ศ. 2500
          “พอปี 2526 ดิฉันได้รับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แทนท่านผู้หญิงทัศนีย์ ต่อมาสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ท่านสำเร็จการศึกษาเป็นดอกเตอร์ด้านบริหารการศึกษา ท่านก็ทรงรับหน้าที่ดูแลโรงเรียนต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ บรมราชินีนาถ ทรงวางรากฐานของโรงเรียนจิตรลดาไว้อย่างดี ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จมาดูแลโรงเรียนอย่างใกล้ชิดมาก ดูแลแม้กระทั่งสมุดทำงานของนักเรียน และยังทอดพระเนตร เรื่องคะแนนของนักเรียนทุกครั้งที่สอบไล่ ท่านทรงตัดสินด้วยพระองค์เองและทรงหาทางช่วยเหลือเพื่อให้นักเรียนทุกคนได้เรียนตามความสามารถของแต่ละบุคคล” ท่านผู้หญิงอังกาบเล่าย้อนความหลังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
          เดิมทีโรงเรียนจิตรลดาตั้งอยู่ที่พระที่นั่งอัมพรฯ เปิดสอนเมื่อปี พ.ศ. 2498 ซึ่งมีห้องเรียนเพียงห้องเดียว และมีนักเรียนเริ่มต้นเพียง 8 คน ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2500 มีนักเรียนเพิ่มขึ้นทั้งหมดรวม 16 คน เปิดสอนในระดับอนุบาล จากนั้นจึงได้ย้ายมาอยู่บริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และท่านผู้หญิงอังกาบเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนจิตรลดาได้ 2 ปี ก่อนจะไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับพระราชทานทุนการศึกษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเมื่อสำเร็จการศึกษา ท่านผู้หญิงอังกาบจึงได้เข้าทำงานที่โรงเรียนจิตรลดาอย่างเต็มตัว จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 58 ปีแล้ว
          จากการเปิดสอนในระดับชั้นอนุบาล โรงเรียนจิตรลดาได้ขยายการเรียนการสอนเพิ่มในระดับชั้นประถมศึกษามัธยมศึกษาจนถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และระดับปริญญาตรีในปัจจุบัน
          ท่านผู้หญิงอังกาบ เล่าถึงความเป็นมาของการจัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดาว่า เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากโรงเรียนจิตรลดา (สายวิชาชีพ) ซึ่งในช่วงแรกได้เปิดการเรียนการสอน 3 แผนก คือ ธุรกิจค้าปลีก คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และอิเล็กทรอนิกส์ โดยสถานที่เรียนตั้งอยู่ที่อาคาร 604 และอาคาร 605 สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า ถ.ศรีอยุธยา เขตดุสิต ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 เมื่อนักเรียนสายวิชาชีพรุ่นแรกจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขยายการศึกษาเพิ่มทางวิชาชีพให้สูงขึ้นเป็นระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)โดยทรงส่งเสริมให้ระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนจิตรลดามีรูปแบบเป็นความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา กับสถานประกอบการ และสถาบันทางเทคโนโลยี ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่านจึงมีสถานประกอบการหลายแห่งให้ความร่วมมือและช่วยเหลือเป็นอย่างดี ซึ่งนอกเหนือจากการที่นักเรียน นักศึกษา ได้รับความรู้จากสถานศึกษาแล้ว ยังได้รับการเรียนการสอนจากสถานประกอบการโดยตรง และบางวิชาสถาบันทางด้านเทคโนโลยีได้ให้ความร่วมมือและให้โอกาสนักเรียน นักศึกษาของโรงเรียนจิตรลดา เข้าไปเรียนรู้และใช้เครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องกลที่ทันสมัยอีกด้วย
          “ท่านรับสั่งว่าอยากให้นักเรียน นักศึกษาทุกคนได้เรียนอย่างเต็มขีดความสามารถของตัวเอง เราก็ได้นำรับสั่งนั้นมาปฎิบัติจนถึงทุกวันนี้ และได้โอกาสให้นักเรียน นักศึกษาทุกคนได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ตามศักยภาพ แล้วให้นักเรียน นักศึกษายืนบนขาของตัวเองได้อย่างเต็มความสามารถของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นบางคนต้องสอนตัวต่อตัว จัดหลักสูตรให้ตามความเหมาะสม”อีกทั้ง ยังมีพระราโชบายให้เน้นการเรียนภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ จีน เยอรมัน และญี่ปุ่น โดยทรงพระกรุณาฯ จ้างครูเจ้าของภาษามาสอนเพื่อให้นักเรียนและนักศึกษามีความสามารถทางด้านการสื่อสารและการใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง และได้ส่งครูไปอบรมและศึกษาดูงานต่างประเทศ เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับปรุงประยุกต์ใช้สร้างสรรค์ระบบการเรียนการสอนทางสายวิชาชีพของไทยให้เป็นสากลอีกด้วย
          ในปีการศึกษา 2551 ทรงมีพระราชดำริ ให้เพิ่มสาขาวิชาประเภทอุตสาหกรรมอีก 2 สาขา คือ สาขาวิชาไฟฟ้ากำลังและสาขาวิชาเครื่องมือกล และพระองค์ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างอาคารเรียนใหม่ คืออาคาร 611 และ 612 เพื่อขยายสาขาการเรียนทางสายวิชาชีพให้มีความหลากหลายและตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจของไทยในปัจจุบัน และเพื่อให้พระราโชบายครอบคลุมความเป็นไปของโลกาภิวัตน์ ซึ่งอาคารทั้งสองหลังนี้เป็นอาคาร Green & Clean Zone โดยมีวัตถุประสงค์หลายประการ เพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพเต็มที่
          ประการแรก เป็นการสร้างระบบของอาคารที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโลก นอกจากการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดการใช้ทรัพยากรประหยัดพลังงานแล้ว ยังสามารถนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ใหม่ได้ จึงทำให้อาคารนี้มีระบบที่ต้องดูแลถึง 13 ระบบ
          ประการที่สอง คือ นอกจากใช้เป็นอาคารเรียนแล้ว นักเรียนยังสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาที่เดินอยู่ในตึกทั้งสองแห่งนี้ (Learning by Observing) เพื่อเป็นการสร้างสรรค์ให้เยาวชนใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ช่างสังเกต สร้างความเข้าใจให้นักเรียนในการรู้จักดูแลรักษาสถาบันของตน ซึ่งในที่สุดจะทำให้นักเรียนได้เกิดแนวคิดพัฒนา ค้นคว้าและใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า
          อาคารทั้งสองหลังนี้สำเร็จลงได้เพราะความร่วมมือร่วมใจของบุคคลที่ให้การสนับสนุนโรงเรียนจิตรลดาและศิษย์เก่าที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ไม่ว่าจะเป็นทีมสถาปนิก ทีมวิศวกรรม ทีมก่อสร้าง และทีมตกแต่งภายในที่ทำให้อาคารเสร็จสมบูรณ์ทุกประการ
          ปีการศึกษา 2553 ทรงมีพระราชดำริ ให้เพิ่มสาขาวิชาประเภทคหกรรมอีก 1 สาขา คือ สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เพื่อตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการ และให้นักเรียนมีทักษะในด้านอาหารและโภชนาการ รวมถึงการประกอบอาหารไทย ขนมไทย ขนมอบสูตรไทยและนานาชาติ ตลอดจนสามารถประกอบอาชีพอิสระและศึกษาต่อในระดับสูงต่อไป
ด้วยสมเด็จพระเทพรัตน-ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์บริหาร มีพระราชประสงค์ขยายโอกาสการเรียนรู้ ทางสายวิชาชีพ จากระดับภาคบังคับ คือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่นำหลักสูตรการอาชีวศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ มาพัฒนา และเพิ่มเนื้อหาการเรียนรู้ในรูปแบบโรงงาน อาทิเช่น สถานประกอบการ มีบทบาทเป็นที่ฝึกฝนให้โอกาสนักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงในงานอาชีพ งานฝีมือ อีกทั้งยังเป็นครูผู้ถ่ายทอดความรู้ในรายวิชาทางทักษะวิชาชีพ โดยครูผู้สอนที่โรงเรียนจิตรลดาอาจจะเปลี่ยนบทบาทจากการสอนเนื้อหาทักษะวิชาชีพ มาเป็นครูที่ปูพื้นฐานความรู้ทางทฤษฎี ประสานงาน เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และการปฏิบัติกับสถานประกอบการ
          ดังนั้นเมื่อการพัฒนาระดับภาคบังคับของโรงเรียนจิตรลดา (สายวิชาชีพ) มีผลลัพธ์ที่น่าพอใจระดับหนึ่ง พระองค์ท่านจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกระดับจากการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะเพิ่มพูน จากระดับคิดได้ ปฏิบัติได้ ขึ้นมาเป็นภาคอุดมศึกษา ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ และปฏิบัติได้เพิ่มขึ้น
          และในปี 2557 โรงเรียนจิตรลดาจึงได้ขยายการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรีในนาม “วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา” โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกการทำงานอย่างจริงจังในสถานประกอบการ เพื่อให้นักศึกษาสามารถออกไปประกอบอาชีพได้ตรงสาย จึงเปิดให้มีการเรียนการสอน 2 คณะ คือ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เปิดสอน 2 สาขา ได้แก่ สาขาอิเล็กทรอนิกส์ สาขาไฟฟ้ากำลัง,และคณะบริหารธุรกิจ เปิดสอน 3 สาขา ได้แก่ สาขาการตลาด สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ และสาขาธุรกิจอาหาร โดยสมเด็จพระเทพฯ ทรงพระกรุณาดำรงตำแหน่งเป็นนายกสภาวิทยาลัย ด้วยพระองค์เอง
          อธิการบดีกล่าว “ตั้งแต่เปิดโรงเรียนจิตรลดา (สายวิชาชีพ) มีนักเรียนสำเร็จการศึกษา ในระดับปวช.ไปหลายรุ่นแล้ว ท่านก็รับสั่งให้เปิดในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส).ต่อ ซึ่งในปัจจุบันนักเรียนที่ศึกษาในระดับ ปวส. ได้สำเร็จการศึกษามา 3-4 รุ่นแล้ว ท่านก็รับสั่งให้เปิดวิทยาลัยและรับสั่งต่อว่า โรงเรียนเราจะได้มีตั้งแต่อนุบาลถึงวิทยาลัย แล้ว ไม่ให้เปลี่ยนชื่อ ก็เลยใช้เทคโนโลยีจิตรลดา ท่านรับสั่งว่าใครมาเข้าอยู่กับเรา 19 ปีนะได้ปริญญาเอาไปเลย ท่านทรงรับสั่งอย่างนี้”
          นอกจากการเรียนการสอนในภาควิชาการแล้ว “จิตรลดา” ยังเน้นหนักไปที่การปลูกฝังนักเรียน นักศึกษาให้เคารพยึดมั่นต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นการวางรากฐานสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง นักเรียนและนักศึกษาทุกคนต้องยึดมั่นในคุณธรรม และสามารถเอาไปใช้ประกอบอาชีพได้จริง และเป็นผู้ที่นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความจงรักภัคดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
          “เราจะสนองพระราชดำริอย่างเต็มความสามารถ สนองทั้งด้านวิชาการ ทั้งด้านการฝึกปฏิบัติงานให้มีสมรรถภาพ ให้มีความรู้อย่างแท้จริง เราได้ความเอื้อเฟื้อจากอาจารย์มากมายจากหลายสถาบัน โดยเฉพาะนักเรียนเก่าจิตรลดามีส่วนช่วยเหลืออย่างมาก ทั้งนี้เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณและแสดงถึงความกตัญญูต่อโรงเรียน นักเรียนจิตรลดาจบไปแล้ว 40 กว่ารุ่น มีทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ต่างอยากช่วยพระองค์ท่าน บางท่านก็มาช่วยสอนพิเศษ เพราะอยากจะช่วยพระองค์ท่าน แม้แต่ประชาชนธรรมดา รู้ข่าวว่าจะเปิดสอนก็รีบมาเลย จบมาจากเมืองนอก จบดอกเตอร์ บอกผมอยากจะช่วยสอน เพราะฉะนั้นเราคิดว่าพอจะมีอาจารย์เรียกว่าตั้งใจอยากจะมาร่วม เราก็จะพยายามทำดีที่สุด โดยอุทิศตนถวายเบื้องพระยุคลบาท ก็อยากจะเชิญชวนนักเรียนและผู้สนใจให้มาอยู่กับเรา” ท่านผู้หญิงอังกาบกล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบันวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดาเปิดรับบุคคลทั่วไปที่สนใจในสาขาวิชาต่างๆ โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครเรียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดาอาคาร 611 สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 ระหว่างเวลา 9.00 น. ถึง 15.00 น.(เว้นวันหยุดราชการ)
หรือโทร.083-132-3355 (อ.รัตน์ชรินทร์ อยู่ชา), 086-986-8844 (อ.ปเนต เสรีรังสรรค์), 085-341-8866 (อ.ศุภร พูลเพิ่ม) หรือ www.cdtc.ac.th


เรื่อง-ภาพโดย  กรวิก อุนะพำนัก

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.