Featured

Alliance

 

 

 

 

 


“แม่” ผู้อยู่เบื้องหลังเด็กกำพร้า

“แม่” ผู้อยู่เบื้องหลังเด็กกำพร้า

เรือน้อยกลางทะเล
         เสียงร้องเรียก “แม่วัติ ๆ ๆ” ดังทะลุประตูกระจกมาแต่ไกล เจ้าของเสียงเป็นเหล่าเด็กกำพร้าผู้โหยหาความอบอุ่นในชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้วัยเพียง 1-4 ขวบ, กว่า 32 ชีวิตขณะกำลังเล่นในชั่วโมงพักผ่อนของพวกเขาอย่างสนุกสนาน เมื่อแม่ของพวกเขาเดินมาหยุดยืนที่หน้าประตูกระจก ทุกคนต่างวิ่งมารอต้อนรับด้วยรอยยิ้มและแววตาไร้เดียงสา ทำให้ความเหนื่อยล้าของผู้เป็นแม่ทุเลาลงไป-กลับมามีพลังทำเพื่อพวกเขาอีกครั้ง


          “เขาเหมือนเรือน้อยลอยอยู่กลางทะเล รอวันเข้าฝั่ง” นิวัติ เหล็กนิ่ม หรือ “แม่วัติ” ของเด็กๆ ผู้อุทิศตนดูแลเด็กกำพร้ามาตลอด 29 ปี บอกเล่าความรู้สึกที่ได้สัมผัสมาตลอดชีวิตการทำงานว่า เด็กเหล่านี้เหมือนเรือที่ไร้หางเสือ ไม่สามารถคาดการณ์ความเป็นไปในอนาคตตนเองได้ หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ที่ให้กำเนิดพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร เรียกว่าพอจำความได้ก็พบตัวเองอยู่ใน “สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนบ้านพญาไท” แล้ว
          นิวัติ เหล็กนิ่ม พื้นเพเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี อำเภอพิบูลมังสาหาร เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุ 52 ปี มีน้องร่วมท้อง 3 คน ด้วยภาระทางครอบครัวและฐานะทางบ้านที่ไม่สู้ดีนัก ทำให้เธอไม่อาจมีชีวิตในวัยหนุ่มสาวเยี่ยงคนอื่นๆ หากยังต้องคอยเลี้ยงน้องๆ ตั้งแต่พวกเขายังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำให้เธอซึมซับทักษะการดูแลเอาใจใส่เด็กๆ ตามประสาชาวบ้านติดตัวมาตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อมีโอกาสเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เธอจึงตั้งเป้าว่าจะทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กเป็นหลัก เพราะค้นพบแล้วว่าสิ่งนี้คืองานที่เธอถนัดมากที่สุด
          “ที่มาทำที่นี่คือเรามีความสนใจเรื่องเด็กอยู่แล้ว โดยพื้นฐานตัวเองมีน้องหลายคน เราเป็นพี่คนโต ก็ดูแลน้องมาตลอดจนประสบความสำเร็จทุกคน เรามีความสุขในครอบครัวแล้ว เราก็อยากมองอีกด้านหนึ่ง พอรู้มาว่ามีส่วนหนึ่งที่ยังขาดอยู่ เราก็เลยมาสอบเข้าทำงานที่นี่ คือมุ่งสายตรงมาเลย”
          “ทำไมประเทศเราถึงมีเด็กกำพร้าขนาดนี้?” นิวัติตั้งคำถามกับตัวเองหลังจากสอบบรรจุตำแหน่งนักพัฒนาการเด็กที่สถานสงเคราะห์บ้านเด็กอ่อนพญาไท เมื่อปี พ.ศ.2528 เธอเริ่มตระหนักตั้งแต่นั้นว่างานดูแลเด็กที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละคนล้วนมีเรื่องราวความเป็นมาที่แตกต่างกัน ต่างต้องการการเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ บ้างถูกผู้ใหญ่รังแกโดยการเอาไปขอทาน บ้างถูกทอดทิ้งและทำร้ายเพราะพ่อแม่ติดยาเสพติด บางรายถูกนายจ้างนำมาฝากไว้ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่พร้อมและสัญชาติ แม้จะมีที่มาแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เด็กทุกคนต้องการเหมือนกันก็คือ “อ้อมกอดแห่งความรัก”
          “เมื่อคุณเข้ามาเยี่ยมเด็กๆ ที่นี่ เขาจะวิ่งเข้ามารุมกอดคุณเลย เขาอยากให้คุณอุ้ม เมื่อคุณอุ้มแล้วเขาจะไม่อยากให้ปล่อย” เป็นความจริงที่นิวัติสัมผัสมาตลอดการทำงาน เธอดูแลเด็กๆ อายุ 1-4 ขวบที่ชั้น 2 ของอาคารบัวขาว-ดาวเรือง มาหลายต่อหลายรุ่นจนพบว่า เด็กไม่ว่าชาติไหนก็ต้องการคนเอาใจใส่ ต้องการอ้อมกอดด้วยกันทั้งสิ้น
          เมื่อได้เห็นความเป็นไปที่แท้จริง จากความชอบในการดูแลเด็กๆ กลายเป็นอุดมการณ์เล็กๆ ขึ้นมา เธอรู้สึกสงสารเด็กกำพร้าเหล่านี้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเริ่มขวนขวายศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลเด็กอย่างจริงจัง ในฐานะพี่เลี้ยงเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หมายอุทิศตัวเพื่อเด็กที่ด้อยโอกาส ใช่เพียงแต่ทำหน้าที่กินเงินเดือนไปวันๆ เท่านั้น

ฝ่าคลื่นลมโถมซัด
          น้องเดียโน่ (นามสมมุติ) เด็กหญิงวัย 2 ขวบ มีอาการขาสั่นยืนไม่มั่นคง ท้องโต ศรีษะลีบ ตาลึกเข้าไปในกระโหลก แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคธาลัสซีเมีย เดียโน่ไม่รู้ความเป็นมาของตัวเอง เมื่อลืมตาดูโลกเธอก็พบตัวเองนอนอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว ไม่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องรับผิดชอบเหลียวแล ไม่มีใครเลยบนโลกใบนี้
          หลังจากเดียโน่ถูกส่งตัวให้สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนบ้านพญาไท เธอก็ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้งเมื่ออาการของโรคร้ายกำเริบราวกับจะเอาชีวิตเธอไปให้ได้ ทว่าอาการไม่ดีขึ้นกอปรกับร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ ทางโรงพยาบาลจึงตัดสินใจแจ้งให้สถานสงเคราะห์ฯ ทราบว่า “ไม่ต้องมาโรงพยาบาลอีกแล้ว น้องรักษาไม่หาย” เดียโน่จึงถูกส่งตัวจากห้องเด็กป่วยในสถานสงเคราะห์ฯ มาที่ห้องเด็กปกติวัย 1-4 ปี เพื่อเยียวยาจิตใจและร่างกาย, ที่ห้องเด็กปกตินี้เองเดียโน่ได้พบกับทีมพี่เลี้ยงของนิวัติ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของพี่เลี้ยงบางคนว่า “จะเอาน้องมาไว้ห้องนี้ทำไม ห้องนี้เด็กเยอะอยู่แล้ว”
          นิวัติในฐานะนักพัฒนาการเด็กและหัวหน้าพี่เลี้ยงรับเดียโน่ไว้ด้วยความสงสาร อีกนัยหนึ่งเหตุผลที่เดียโน่ถูกส่งตัวมาอยู่ในความดูแลของนิวัติ ก็เพราะทางผู้บังคับบัญชาพิจารณาดูแล้วว่าเห็นสมควร แม้ความหวังให้เดียโน่กลับมามีชีวิตปกติเหมือนเด็กคนอื่นจะริบหรี่เต็มที แต่หน้าที่ของนักพัฒนาการเด็กและทีมพี่เลี้ยงก็คือเยียวยาจิตใจและร่างกายอันบอบช้ำของเด็กทุกคนให้ดีที่สุด ในสภาพที่ศรีษะด้านหน้าโล้นไปครึ่งหนึ่ง เพราะถูกเจาะเลือดและให้น้ำเกลือ ร่างผ่ายผอมจนมองเห็นมุมกระดูก เมื่อนิวัติติดตามเรื่องราวจากแพทย์ที่เคยรักษาเดียโน่จึงทราบว่าน้องป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับเลือด พัฒนาการทางสมองไม่ตอบโต้ ถือเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ของนิวัติและทีมพี่เลี้ยงซึ่งไม่เคยเจอกรณีนี้มาก่อน
          “เราอยู่กับที่ไม่ได้แล้ว จะทำงานแบบครูพักลักจำไปเรื่อยๆ ไม่ได้ เราต้องขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวเองโดยการอ่านหนังสือ สมัยก่อนหนังสือสตรีอีสานดังมาก เราก็ไปขอกับหัวหน้าฝ่ายสังคมสงเคราะห์ที่ท่านซื้อแล้ว ท่านอ่านแล้ว เราก็ยืมท่านมาอ่าน อ่านเสร็จก็ขอท่านไว้นานๆ เป็นอาทิตย์ มันจะมีคอลัมน์สำหรับเด็ก เราก็ไปอ่านดู ได้ความรู้บ้าง ได้อะไรบ้าง อ่านหนังสือพิมพ์ที่เขาทิ้งแล้วด้วย พอมีหมอมาตรวจเด็กๆ ก็ถามหมอ พยายามใกล้ชิดกับหมอ เราก็จะรู้ธรรมชาติของเด็กหลายๆ อย่างประกอบกัน”
          นอกจากจะต้องต่อสู้กับโรคร้ายที่เดียโน่เป็นแล้ว นิวัติยังต้องต่อสู้กับทีมงานพี่เลี้ยงด้วยกันที่ไม่เข้าใจว่า “นิวัติจะรับเด็กป่วยมาทำไม เด็กของเราก็มีเยอะอยู่แล้ว” เธอเพียงตอบสั้นๆ ว่า “มันเป็นคำสั่งของนาย”
          “อุปสรรคหลายอย่างนะคะ เราต้องหนุนน้ำใจพี่เลี้ยงด้วยกัน หนุนน้ำใจพี่ๆ น้องๆ ด้วยกัน ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่มันก็ยากนะ เราน้ำตาตกในทุกวัน จำฝังใจถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันเราจะไม่เข้มงวด จะไม่บีบบังคับน้องใหม่ๆ พี่เลี้ยงใหม่ๆ ที่เข้ามา เรารู้เพราะเคยเป็นมาก่อน เราจะเอาความผูกพัน ความอบอุ่นที่เราเป็นพี่ เป็นแม่ คือต้องเห็นอกเห็นใจกัน, อย่างเด็กที่มาเราต้องดูธรรมชาติของเด็กแต่ละคน เพราะว่าเขาไม่เหมือนกันหรอก ขนาดเป็นแฝดโดนทิ้งมา เขายังไม่เหมือนกันเลย อุปนิสัยใจคอ ความอดทน ความชอบ การกิน การอยู่ การเชื่อฟัง จะไม่เหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ปัจเจก อัตลักษณ์ของแต่ละคน เราจะดูแลเด็กได้ง่ายขึ้น แต่เราต้องได้ใจเด็กก่อนนะ ใจตัวเองต้องมาก่อน สติตัวเองต้องมั่นคง เราก็เหมือนคนเป็นแม่นะ คนเป็นแม่ห่วงไปหมดทุกอย่าง”
          ระยะเวลาหนึ่งปีที่เดียโน่ถูกฟื้นฟูร่างกายและจิตใจโดยทีมพี่เลี้ยงของนิวัติ มันเป็นการโกงความตายของเด็กโชคร้ายคนหนึ่งที่นิวัติไม่เคยลืมเลือน ความสดใสของเดียโน่ค่อยๆ กลับมา การตอบรับต่างๆ ของน้องเริ่มมีมากขึ้น จากเด็กหญิงผู้โชคร้าย โชคชะตาช่วยให้เธอมีครอบครัวผูกพันต่างประเทศ หมายความว่ามีผู้ดูแลสนับสนุน มีครอบครัวใหม่ มองเห็นอนาคตตัวเองมากขึ้น เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจส่งเรือน้อยเข้าหาฝั่งจนได้ นิวัตินึกขอบคุณทีมงานพี่เลี้ยงทุกคนที่สามารถรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ภายใต้การนำของเธอเอง มันเป็นความภาคภูมิใจของคนกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่เบื้องหลังอนาคตอันยาวไกลของเด็กผู้ด้อยโอกาส

หัวใจของแม่
          “หนูรักเด็กค่ะ หนูชอบเด็ก คำนี้ไม่ได้การันตีว่ามันจะเป็นไปตามที่เขาบอก” ประสบการณ์การดูแลเด็กอันยาวนานของนิวัติ ทำให้ผ่านพบพี่เลี้ยงเด็กที่เข้ามาร่วมงานหลายรุ่นต่อหลายรุ่น หลายคนมาเพื่อเป็นทางผ่าน บางคนมาเพราะไม่มีงานทำและคิดว่าเป็นงานที่ง่าย นิวัติเผยว่า เธอจะบอกความยากลำบากของงานที่มีทั้งหมดให้พี่เลี้ยงใหม่ฟังตั้งแต่แรกเริ่ม ทั้งการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ลักษณะการทำงาน รวมถึงจิตใจแห่งความเป็นแม่
          “การปั้นชีวิตหนึ่งให้เติบโตขึ้นมามันมีความสุขนะคะ คืออย่ามาเพียงเพื่อว่าเป็นทางผ่าน เรารู้ว่าทุกคนมีความจำเป็น แต่ขอให้เลือกทางที่ดีที่สุด คือถ้าเราไม่พร้อมอย่ามาเลย ทำให้เรามาเพิ่มสิ่งที่ไม่ดี ทำให้เราต้องแย่ลงไปกว่าเดิมอีก คือเราแย่อยู่แล้วยังมาเพิ่มอะไรให้ตัวเอง ให้คิด คิดให้ตระหนักที่สุด เพราะงานเลี้ยงเด็กเป็นงานที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งอื่นใดในประเทศนี้”
          ในการดูแลเด็กๆ โดยเฉพาะในสถานสงเคราะห์ฯ พี่เลี้ยงคือส่วนสำคัญ นิวัติอธิบายว่า สิ่งสำคัญที่พี่เลี้ยงควรมีคือหัวใจแห่งความเป็นแม่ ต้องยึดถือเอาเด็กเป็นใหญ่ เพราะการทำงานด้านนี้มีความยืดหยุ่นสูง
          “การทำงานของเรายืดหยุ่นตลอดเวลา เราจะเอาเด็กเป็นใหญ่ อย่างเด็กไม่สบาย เราต้องดูแลเขาตลอดเวลาเลย ไม่ใช่ว่าดูแลแค่เช็ดตัวลดไข้ให้ยากินเอาขึ้นเตียง แล้วเราก็ไปลั้ลลากันที่อื่นมันไม่ใช่ เราต้องคอยดูแล ไม่มีคนทำงาน หมายถึงอาจจะลาพักร้อนหรือลาป่วยกระทันหัน หรือต้องพาเด็กห้องอื่นไปโรงพยาบาลเวลาเด็กห้องอื่นเจ็บป่วย เราก็ขาดพี่เลี้ยง เราต้องเป็นพี่เลี้ยงเต็มตัว ในปัจจุบันเราทำงานในตำแหน่งนักพัฒนาการเด็กนะคะ แต่ก็ไม่เคยลืมว่าตัวเองมาจากไหน ตำแหน่งนี้ได้มาเพราะอะไร เราไม่เคยลืมนะคะ เพราะฉะนั้นความเป็นพี่เลี้ยงในตัวมันมีเต็มร้อยอยู่แล้ว ตำแหน่งนักพัฒนาการเด็กมันเป็นแค่ตำแหน่ง แต่เนื้องานนี่พี่เลี้ยงเต็มตัว”
          เรื่องใหญ่ประการหนึ่งสำหรับพี่เลี้ยงมือใหม่ที่คิดจะเข้ามาทำงานด้านนี้ นิวัติอธิบายว่า หากขาดหัวใจของความเป็นแม่ เป็นพี่ไป สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อเด็กโดยตรง เพราะเด็กในวัย 1-4 ขวบ จะจดจำและเชื่อฟังพี่เลี้ยงที่เขาเชื่อถือเท่านั้น นิวัติยกตัวอย่างจิตวิทยาที่เธอใช้กับเด็กจะแตกต่างกันไป อย่างเด็กที่ชอบร้องไห้ เธอจะใช้วิธีพูดให้เด็กเห็นใจ เช่น “อย่าร้องไห้เลยนะลูก แม่ปวดหัวใจไปหมดแล้ว” เด็กจะถามด้วยความสงสัยว่า “หัวใจแม่วัติเป็นอะไร” เธอยิ้ม “หัวใจแม่วัติบวม พอลูกร้องไห้หัวใจแม่วัติจะบวมเจ็บไปหมดเลย” นิวัติอธิบายว่า เด็กจะเข้าใจเองว่าเสียงร้องไห้ของเขาจะทำให้แม่เจ็บปวด เขาก็จะไม่ร้องพร่ำเพื่ออีก
          “เรามีความรู้สึกว่าทำให้เด็กสักคนหนึ่งหยุดร้องไห้ได้ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ถึงแม้จะเป็นการกระทำที่ไม่อบอุ่น ไม่สวยงาม แต่มันเป็นการกระทำที่เราให้เขาหยุดได้ในวินาทีนั้น แค่ว่าโอ๋ๆ ใครทำลูก หยุดเถอะลูกหยุดเถอะแม่ปวดหัวแล้ว หยุดได้ไหมคะ เขาก็จะหยุดทันทีเลย พอเราเอาตัวเราเข้าไปแลกว่าแม่ปวดหัว เขาหยุดเลย เหมือนกับว่าเขาเชื่อเรา เราลองทุกอย่างจากการเข้าไปกอด หยุดนะลูกหยุดนะ ฟังแม่วัติก่อน เงียบๆ ฟังแม่ก่อนนะคะลูก เขาจะไม่หยุด แต่พอบอกแม่ไม่สบาย แม่เจ็บหน้าอกนะ เขาหยุด ไม่รู้คนอื่นเป็นรึปล่าว หรือเขาอาจจะไม่นึกถึงความสำคัญตรงนี้ แต่เราเห็นความสำคัญ กลับไปบ้านก็ทบทวนตัวเองตลอด ก่อนที่จะหลับตาทุกวัน เราจะทบทวนการกระทำของตัวเองในแต่ละวัน”
          เป็นสายใยระหว่างเด็กและนิวัติเท่านั้นที่จะสื่อถึงกันได้ เมื่อเด็กหยุดร้องไห้นั่นหมายความว่า เด็กรักและเชื่อใจ นิวัติแล้ว “คือแบบนี้ ตอนเช้า คำพูดแรก สายตาแรกที่เจอกัน เราอยากให้เด็กอุ่นขึ้นมาเลย ถึงแม้ว่าเขาจะทำผิดเต็มประตู แต่เอาไว้ทีหลัง ถ้าเราพูดไม่ดีกับเขา ทั้งวันเด็กจะไม่มีความสุขเลย กิจกรรมที่เราใส่ให้ไม่มีทางได้รับ ที่พูดคือเราเห็นสัจธรรมแห่งความจริงนะ เขาจะกลัวไปหมด เขาไม่ไว้วางใจไง จะดุหรือว่าอะไรแบบนี้ ให้เขายึดไว้เลยว่าสำหรับแม่วัติให้อภัยเขาได้เสมอ ผิดขนาดไหนก็ให้อภัยได้”

ถึงฝั่ง
          เนทีฟแลนด์ คืองานคืนสู่เหย้าของเด็กที่ถูกนำไปอุปการะเลี้ยงดูโดยครอบครัวบุญธรรม ซึ่งทางสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนบ้านพญาไทจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี เพื่อให้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมเยียนบ้านหลังเก่าพร้อมผู้ปกครองใหม่ บรรดาแม่ๆ หรือพี่เลี้ยงทั้งหลายจะตั้งหน้าตั้งตารอคอยการกลับมาของลูกๆ ทุกคนที่มีโอกาสมางานนี้ นิวัติเผยว่า เป็นวันที่ประทับใจที่สุด เพราะจะมีโอกาสได้เห็นลูกๆ ที่เธอเคยเลี้ยงมา มีเด็กหลายคนได้รับโอกาสดีไปอยู่กับครอบครัวบุญธรรมที่ต่างประเทศ ได้ศึกษาเล่าเรียน มีการงานที่ดี สิ่งนี้ยังความภาคภูมิใจให้นิวัติไม่เสื่อมคลาย
          น้องนิก (นามสมมุติ) เป็นคนไทยโดยกำเนิด ปัจจุบันอายุ 28 ปี เคยอยู่ในสถานสงเคราะห์แห่งนี้เมื่อตอนอายุ 1-4 ขวบ ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้านหลังเก่าอีกครั้งพร้อมพ่อแม่บุญธรรมชาวอังกฤษ นิวัติเล่าว่า เธอจำนิกได้ แม้จะไม่ได้เจอกันมา 20 กว่าปี ส่วนตัวนิกเองปัจจุบันประกอบอาชีพแพทย์ที่อังกฤษ เขาจำแม่วัติได้เช่นกัน แม้ทั้งคู่จะสื่อสารกันคนละภาษาไปแล้ว แต่แววตาคู่เดิมยังคงอยู่ และยังคงมองกันไม่ละสายตา นิวัติเผยว่าเธอทำได้แค่มองและยิ้มให้ เพราะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ โชคดีที่งานนี้มีล่ามแปลภาษามาด้วย ทำให้นิวัติรู้ความรู้สึกของนิก อดีตเด็กโชคร้ายที่นิวัติเลี้ยงดูมา
          “นิกบอกว่าเขาจำแม่วัติได้ เขาจำกลิ่นแม่ได้” เป็นถ้อยคำสั้นๆ ที่ทำให้นิวัติน้ำตาไหลไม่รู้ตัว “ผมตามหากลิ่นนี้มาตลอดชีวิต” มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เป็นเรื่องของสัญชาตญาณแม่ลูกโดยแท้ นิกโผเข้ากอดนิวัติ ต่างคนต่างส่งผ่านความรู้สึกกันด้วยการสวมกอด เหมือนเมื่อวัยเด็กที่แม่วัติมักจะต้องเหนื่อยกับการให้อ้อมกอดแก่เด็กๆ กำพร้าทุกคน ที่ต้องการให้อุ้ม ให้กอด บัดนี้ ไม่มีภาษาใดกั้นขวางความเป็นแม่ลูกได้อีกแล้ว นิกลูบเหงื่อที่หน้าของแม่ท่ามกลางครอบครัวอุปถัมป์ใหม่ของตนเอง นิวัติเอาแต่น้ำตาไหลด้วยความปีติที่เห็นลูกคนหนึ่งที่เธอพาไปส่งถึงฝั่งได้ดิบได้ดี หัวใจของคนเป็นแม่ก็หวังเพียงเท่านี้
แม้จะเลี้ยงดูเด็กด้อยโอกาสมาตลอดระยะเวลา 20 กว่าปี ดูแลเด็กมาเป็นพันชีวิต นิวัติเผยว่าวันที่เด็กคนหนึ่งมีโอกาสก้าวไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าพร้อมครอบครัวใหม่ เป็นวันที่เธอรู้สึกเศร้าระคนยินดี เพราะความผูกพันที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมา ในสถานสงเคราะห์ที่นิวัติเปรียบเสมือนบ้านและที่ทำงานในคราวเดียวกัน มันจึงคล้ายกับความรู้สึกของคนเป็นแม่ที่ต้องยืนมองลูกจากไปสร้างอนาคตของตัวเอง
          “เราร้องไห้ทุกครั้ง ทำมาขนาดนี้ยังไม่มีความเคยชินเลย เราผูกพัน ได้ยินเสียงเราจำได้หมดเลยว่าใครเป็นใคร จะมีน้องเลี้ยงยากๆ อยู่หลายคนนะ มีปัญหาทางอารมณ์ พฤติกรรมก็มี มีน้องเป็นออทิสติก ไฮเปอร์แอคทีฟก็มี ต้องเลี้ยงแบบใกล้ชิด พี่เลี้ยงถึงจบอะไรมา ปริญญาโท ปริญญาตรี มันไม่ได้หมายความว่าจะทำงานเป็นหมดทุกอย่าง การศึกษาไม่ได้ชี้วัดว่าจะเป็นคนดี ตัวพี่พึ่งจบปริญญาตรี ปี 2555 เพราะไม่มีเวลา ดูแลน้องๆ มาตลอด”
          พี่เลี้ยงทุกคนคือส่วนสำคัญที่ช่วยเยียวยาสังคมเด็กด้อยโอกาสอยู่เบื้องหลัง พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับเด็กที่ออกไปมีครอบครัวใหม่ มันคือกฎข้อห้าม แม้กระนั้นหัวใจแห่งความเป็นแม่ก็ยังคงอยู่ ยังคงจดจำลูกทุกคนได้เสมอ การพบหน้าลูกในวันที่พวกเขามีอนาคตเป็นสิ่งที่แม่ตั้งตาคอย พี่เลี้ยงทุกคนดีใจที่ได้เจอลูกๆ ของพวกเขา และนี่คือความภาคภูมิใจของ “แม่” ผู้ทำหน้าที่ส่งลูกทุกคนขึ้นฝั่ง

ผู้สนใจช่วยเหลือเด็กกำพร้าในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท สามารถติดต่อที่ 78-24 หมู่ที่ 1 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

โทร. 02-5847254-55, 02-5847264


เรื่อง-ภาพโดย  กรวิก อุนะพำนัก

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.