Featured

Alliance

 

 

 

 

 


บรรเลงชีวิต บีทแห่งความฝัน : ดนัย เทียนสว่าง

“อาร์ตฟังนะ! อาร์ตฟังเพลงไม่ต้องสนใจว่าคนดูจะโห่ ไม่ต้องมองอะไรทั้งนั้น สิ่งที่อาร์ตจะทำก็คือฟังเพลงแล้วเอาเพลงเข้ามาในหัวใจ แล้วอาร์ตคิดว่าบีทของเพลงมันเหมือนจังหวะหัวใจของอาร์ต ว่าจังหวะหัวใจอาร์ตเต้นยังไง ถ้าเพลงเร็วอาร์ตต้องควบคุมจังหวะของมันให้คงที่ เหมือนควบคุมหัวใจเรา เพื่อที่เราจะได้ไม่ตื่นเต้นและไม่ต้องกลัวอะไร” ปลายสายคือเจซ่าและทอมมี่ ผู้คอยให้กำลังใจอยู่ที่เมืองไทย

“ครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด” เด็กหนุ่มน้ำตาไหลพราก...

 

 

บรรเลงชีวิต บีทแห่งความฝัน : ดีเจ อาร์ต

ชาลี : ฮีโร่ในดวงใจ

“ฉันให้เธอไว้สานฝันของเธอให้สำเร็จนะ” เป็นคำพูดของครูชาวแคมเมอลูน ที่พูดทิ้งท้ายไว้ ณ สนามบินก่อนจะเดินทางกลับประเทศของตนเองอย่างไม่มีวันกลับ, ทว่าในจิตใจของเด็กหนุ่มวัย 15 ปี ยังจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่ครูผิวสีคนนี้มอบให้ไม่มีวันลืม...

                ดนัย เทียนสว่าง หรือน้องอาร์ต นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนกุนนทีรุทธารามวิทยาคม ย้อนความเมื่อครั้งได้รู้จักกับ “ชาลี” ครูสอนภาษาชาวแคมเมอลูน สมัยยังเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการรัชดา ครูชาลีเบื้องหน้าเป็นครูสอนภาษาให้นักเรียนไทย แต่เบื้องหลังเป็นคนรักเสียงเพลง และเป็นดีเจเทิร์นเทเบิ้ล สแครชแผ่น มิกเซอร์ที่มีชื่อเสียงในโลกอินเทอร์เน็ต มีแฟนเพลงเฉพาะกลุ่มติดตามเขาอยู่จำนวนไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือน้องอาร์ต ผู้หลงมนต์เสน่ห์เครื่องเล่นชนิดนี้ และแน่นอนเขาจำดีเจชาลีได้

                “ผมกับเขาสนิทกันมาก คือผมติดตามแชนแนลเขาในยูทูปอยู่ก่อนแล้ว เพราะชอบแนวเพลงที่เขาทำ พอเขามาสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนเรา มันบังเอิญมากๆ เราจำเขาได้ วันหนึ่งผมถามเขาว่าช่วยสอนเป็นดีเจหน่อยได้ไหม ผมจะจ่ายค่าเรียนให้ เขาบอกว่าถ้ามั่นใจว่าอยากเรียนจริงๆ เขาจะสอนให้โดยไม่คิดค่าเรียน” ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการรัชดา ดนัยเป็นศิษย์วิชาภาษาอังกฤษของชาลี แต่นอกโรงเรียนเขาเป็นศิษย์วิชาดีเจสแครชแผ่น โดยมีชาลีเป็นทั้งครูและเพื่อน ด้วยความที่คลุกคลีกันมาก ดนัยเผยว่า เขานับถือชาลีเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง

                “ชาลีวันนี้ว่างไหม” เด็กหนุ่มยืนเรียกอยู่หน้าบ้าน ด้วยท่าทีกระหายอยากเรียนรู้วิชาดีเจบทต่อไป ดนัยหัดเล่นให้ชาลีดูที่บ้าน พร้อมรับคำวิจารณ์และคำแนะนำต่างๆ เขาฝึกฝนทั้งที่ไม่รู้ว่าตนเองจะมีปัญญาหาซื้อเครื่องเล่นชนิดนี้ได้อย่างไร ลำพังเงินไปโรงเรียนวันละ 100 บาทก็คงห่างไกลฝันเต็มที เพราะเจ้าเครื่องดังกล่าวสนนราคาอยู่ที่ 3-5 หมื่นบาท แต่นั่นแหละ เมื่อเด็กหนุ่มค้นพบความฝันของตัวเองเจอ ทั้งยังพบครูแห่งความฝันอีก นั่นเป็นสิ่งมีค่าเกินพอแล้ว

                เป็นความบังเอิญที่ชาลีมีเวลาอยู่เมืองไทยเพียง 3 ปี ตั้งแต่ดนัยอยู่ชั้น ม.1 จวบจนจบชั้น ม.3 ถึงเวลาที่ทั้งคู่ต้องเดินไปตามเส้นทางชีวิตของตัวเอง ดนัยเล่าว่า เขาตัดสินใจไปส่งชาลีที่สนามบินด้วยความซาบซึ้งใจที่ชาลีมองเห็นความตั้งใจในการเป็นดีเจของเขา “ฉันจะต้องกลับแล้วนะ” ชาลีเอ่ยกับดนัย ก่อนที่เขาจะยกเครื่องสแครชแผ่นดีเจซึ่งเป็นเครื่องเดียวกันกับที่ชาลีใช้เล่นและใช้สอนดนัยออกมา “ฉันให้เธอไว้สานฝันต่อ”

เด็กหนุ่มวัย 15 ปีถึงกับกลั่นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ด้วยรู้แก่ใจดีว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้พบชาลีฮีโร่ของเขา และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ จากวันนั้นถึงวันนี้เขาและชาลีก็ไม่ได้พบกันอีกเลย


สานฝันตัวเอง

หลังจากจบชั้น ม.3 พร้อมกับการกลับประเทศของชาลี ดนัยตั้งต้นฝึกฝนวิชาและออกหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง เพื่อต้องการพิสูจน์ว่าสิ่งต่างๆ ที่ชาลีให้ไว้รวมถึงเครื่องสแครชแผ่นนั้นไม่สูญเปล่า เขาเริ่มเผยแพร่ผลงานตัวเองผ่านช่องทาง     ยูทูป ผ่านการรับรู้และคำวิจารณ์ของผู้คนในโลกโซเชียล จากนี้ไปจะไม่มีชาลีคอยประคองให้คำปรึกษาเขาอีกแล้ว เขาต้องเดินด้วยตัวเอง

“พี่ครับ พี่ต้องการคนเปิดเพลงไหม พอดีผมหางานอยู่” เป็นครั้งแรกที่ดนัยตัดสินใจลองวิชาของตัวเอง หลังจากเห็นป้ายการแข่งขันเกมส์ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เขาดุ่มเดินไปถามเจ้าหน้าที่ประจำบูธเพียงลำพัง ได้รับคำตอบว่า ตอนนี้มีคนเปิดเพลงอยู่แล้ว หากต้องการเมื่อไหร่จะติดต่อกลับไป “ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นเขาติดต่อกลับมา ผมดีใจมาก มันเป็นงานแรก ผมเตรียมตัวอย่างดี ฟังเพลงเท่าที่จะฟังได้ เตรียมของที่มีทั้งหมดอย่างดีเลย” ดนัยเล่าด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ เพราะมันเป็นงานแรกของเขา งานแรกที่เขาจะได้ใช้วิชาที่ชาลีทิ้งไว้ให้ และเป็นงานแรกที่สร้างรายได้ให้กับตัวเขาเอง

ในวัย 16 ปี ดนัยหารายได้ให้กับตัวเองเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นเงินเพียง 1,500 บาท แต่สำหรับเด็กหนุ่มผู้มีความฝัน มันคือกำลังใจที่ทำให้เขาอยากผลิตงานออกมาเรื่อยๆ อยากแสดงฝีมือให้เต็มที่มากที่สุด นั่นคือจุดหมายในเบื้องต้น

“หลังจากนั้น พี่ที่บูธเขาก็หางานมาให้เรื่อยๆ ต่างจังหวัดบ้าง ในกรุงเทพบ้าง ผมก็ไปกับเขา” เมื่อดนัยมีงานเข้ามาเป็นระยะ หมายความว่ารายได้ที่เขาแลกมากับการทำงานก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากเด็กนักเรียนที่โลกทั้งโลกมีแต่โรงเรียนและเพื่อน บัดนี้เขาต้องแบ่งเวลาให้ความฝันและการทำงานของตัวเองเพิ่มมากขึ้น ต้องเจอผู้คนและสถานที่ซึ่งแปลกออกไป มันหมายถึงประสบการณ์ที่เขามีก็เพิ่มมากขึ้นด้วย

อุปนิสัยส่วนตัวของดนัยเป็นเด็กกล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าถาม กล้าเดินเข้าหาผู้ใหญ่เพื่อของานทำ ไม่ว่างานนั้นๆ จะอยู่ในสถานที่เสี่ยงต่ออบายมุกหรือรูปแบบใดก็ตาม สิ่งที่ดนัยต้องการอย่างเดียวคือการได้แสดงฝีมือและฝึกฝนตนเอง จึงทำให้ผู้ใหญ่ที่พบเห็นดนัยเกิดความเมตตา อยากส่งเสริมให้เขามีงานทำ “เราเป็นคนชอบฟังเพลงอยู่แล้ว และได้ทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่เราชอบมันมีความสุข มันไม่รู้จักเหนื่อยเลยครับ”

ถีบตัวเอง

เมื่อเรียนจบชั้น ม.3 ดนัยเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 ที่โรงเรียนกุนนทีรุทธารามวิทยาคม ช่วงเวลานี้เองที่เขาเริ่มหางานเพิ่มขึ้น และเริ่มคิดถึงรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน “ช่วงนั้นผมต้องการใช้เงินมาก เพราะแม่ผมเป็นมะเร็งเต้านม” คือเหตุผลให้เขาออกเดินหางานไปตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในอินเทอร์เน็ตและตามถนนหนทาง, เขามุ่งเป้าไปที่ตรอกข้าวสารด้วยความหวังว่าจะได้งานประจำที่ร้านใดร้านหนึ่ง

“พี่ครับ ผมเห็นป้ายรับสมัครดีเจ เอ่อ..ถ้าผมสนใจจะได้ไหมครับ” ดนัยเล่าว่า เขาต้องอธิบายตัวเองเชิงอ้อนวอนให้ทางร้านฟังว่า แม้เขาจะอายุไม่ถึงวัยที่จะทำงานในผับได้ แต่เขาก็พอมีประสบการณ์ติดตัวอยู่บ้าง “ผมไม่ว่าพี่หรอกถ้าพี่จะรับหรือไม่รับ แต่อยากให้สนับสนุนผมหน่อย ถึงผมจะไม่เก่งเท่าไหร่ แต่อยากให้พี่ช่วยดัน” นั่นเป็นคำขอของเด็กหนุ่มวัย 16 ปี ผู้ปรารถนาแสดงฝีมือบนเวทีที่กว้างขึ้น และค่าตอบเท่าที่มากขึ้น

“คืนนี้ลองงานเลยละกัน” จะด้วยโชคชะตาหรืออย่างไรก็ตาม เจ้าของร้านตอบรับดนัยด้วยความเมตตา และโอกาสของเขาก็เปิดกว้างอีกครั้ง

                ดนัยเริ่มงานเป็นดีเจประจำที่ผับแห่งหนึ่งย่านถนนข้าวได้ 4-5 วัน เขาเข้างานตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม กว่าจะเลิกงานกลับถึงบ้านก็ราวตี 4 เป็นระบบชีวิตใหม่ของเขา แม้จะดูลำบากสำหรับเด็กนักเรียน ม. 4 ซึ่งต้องตื่นเช้าไปโรงเรียนตามเวลาปกติ แต่ดนัยก็สามารถจัดการกับหน้าที่ของตนเองได้ เขาพูดสั้นๆ ว่า “ผมชินแล้ว”

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อมีหญิงชาวแคนาดาชื่อ “เจซ่า” เข้ามาทักทายเขาขณะกำลังเล่นแผ่นอยู่ “เพลงที่คุณทำถือว่าโอเคนะ” เจซ่าแนะนำตัวว่าเธอเป็นโปรดิวเซอร์เกี่ยวเพลงสแครชแผ่น และเธอเห็นแววบางอย่างในตัวดนัยหลังจากเธอและกลุ่มเพื่อนเฝ้าติดตามเพลงที่ดนัยทำอยู่หลายวัน จากนั้นเจซ่าจึงพาดนัยไปที่สตูดิโอของเธอ และออกปากว่าจะช่วยสนับสนุนให้ดนัยทำฝันให้เป็นจริง หลังจากดนัยตอบตกลง เจซ่าก็มอบเครื่องสแครชแผ่นดีเจชุดใหญ่ที่สุดเท่าที่ดนัยเคยมีมา โชคดีที่ดนัยชอบเรียนภาษามาตั้งแต่แรก เขาจึงสามารถพูดคุยกับคนต่างชาติได้รู้เรื่องตั้งแต่อายุ 16 ปี

หลังจากพูดคุยกัน เจซ่าจึงทราบว่าดนัยกำลังหาเงินช่วยครอบครัวและแม่ที่กำลังป่วย ด้วยการเป็นดีเจที่เขารักและฝึกฝนมันมาตลอด เมื่อเจซ่าทราบถึงจุดประสงค์ดังกล่าว เธอก็ป้อนงานให้ดนัยตลอดระยะเวลาตั้งแต่ ม.4 - ม.6 ทำให้รายได้ของดนัยต่อหนึ่งงานไม่ต่ำว่า 2,500 บาท ไม่รวมค่าทิปต่างๆ ดนัยเผยว่า ที่จังหวัดภูเก็ตเขาเคยได้ค่าตอบแทนมากสุดถึง 8,000 บาทต่อคืน

“ผมได้เงินมาสองพันห้า ผมเก็บห้าร้อย อีกสองพันผมให้แม่” ครอบครัวของดนัยไม่มีใครทราบว่าเขาไปทำงานเป็นดีเจในผับ ดนัยโกหกว่าเขาไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารมาตลอด และยืนยันกับแม่เสมอว่าเงินที่ได้มาเป็นเงินสุจริต

“พี่สาวผมเขาอยู่ต่างประเทศ เขาก็ลำบากเหมือนกัน คือต่างประเทศค่าภาษีบุคคลมันสูงไม่เหมือนในประเทศไทย ถ้าจะให้พี่ส่งเงินมาให้แม่ทุกครั้ง มันก็ลำบากพี่เขาเหมือนกัน เขาอยู่กับเพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนแชร์ค่าห้อง ผมก็เลยคิดว่าเราต้องสปีดตัวเอง เราต้องถีบตัวเองทำเพื่อครอบครัวบ้าง”


บินสู่สนามจริง

                เมื่อเจซ่าเข้ามาในชีวิตของดนัย ดูเหมือนว่าความฝันของดนัยจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทุกที วันหนึ่งทอมมี่ซึ่งเป็นเพื่อนของเจซ่าบินกลับมาจากประเทศสิงคโปร์ พร้อมข่าวการแข่งขันดีเจระดับโลกอย่าง DMC WORLD รายการที่ดีเจจากทั่วโลกต้องรู้จักและไปรวมตัวกันแข่งขันในรุ่นต่างๆ อยู่ที่นั่น ทอมมี่ตั้งใจมาบอกดนัยโดยเฉพาะ “ผมรู้ว่าคุณจะต้องตื่นเต้น” ดนัยดีใจมากที่ได้รับโอกาสนี้ภายใต้การสนับสนุนของเจซ่าและทอมมี่

                หลังจากดีใจได้ไม่นาน ดนัยจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่เคยบอกเรื่องราวการเป็นดีเจของเขาให้พ่อกับแม่รับรู้เลย จู่ๆ จะบินไปสิงคโปร์ได้อย่างไร?

                แล้ววันเดินทางก็มาถึง ดนัยตัดสินใจบอกความจริงกับครอบครัว เพื่อคลายความกดดันและมุ่งเป้าหมายในการแข่งขันอย่างเต็มที่ “พ่อ อาร์ตจะไปแข่งดีเจที่สิงคโปร์นะ” เบื้องแรกคำถามต่างๆ นาๆ ของผู้เป็นพ่อก็พรั่งพรูออกมามากมาย แต่มันก็ลงท้ายด้วยความเป็นห่วงเป็นใย “ทำไมถึงมาบอกเอาตอนนี้ ไม่ได้เตรียมตัวเลย” ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ดนัยไม่ได้บอกความจริงก็เพราะไม่อยากให้ที่บ้านหนักใจเท่านั้นเอง บัดนี้ความจริงถูกเปิดเผยหมดแล้ว ทั้งครอบครัวของดนัยและเจซ่ากับทอมมี่ก็ได้ไปส่งเขาที่สนามบิน ทุกคนต่างเป็นกำลังใจให้เขา เด็กหนุ่มผู้บินไปแข่งขันดีเจในระดับเอเชียเพียงเดียวดาย

                การแข่งขันมีกำหนดทั้งสิน 3 วัน สำหรับดนัยแล้ว มันคือสนามแข่งขันดีเจที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต มีผู้ร่วมเข้าแข่งขันจากประเทศต่างๆ ในระดับเอเชียกว่า 60 คน ดนัยเป็นตัวแทนประเทศไทยเพียงคนเดียวผู้แบกความหวังของครอบครัวและคนที่สนับสนุนเขามาตลอด บัดนี้ความฝันของเขาวางอยู่ข้างหน้าแล้ว แต่มันไม่ง่ายนักหรอกที่จะคว้าไว้ เพราะผู้ร่วมแข่งขันล้วนมีประสบการณ์ และมีเครื่องมือที่พร้อมกว่าดนัยมาก บางคนบินมาแข่งเป็นครั้งที่ 2 แล้ว

                ดนัยต่อสู้กับสภาพอากาศและความตื่นเต้นอยู่ตามลำพังที่ประเทศสิงคโปร์ตลอดระยะเวลา 3 วัน เขาต้องใช้ประสบการณ์ที่มีทั้งหมดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า “ตอนที่ผมแข่งอยู่ มีใครไม่รู้มาโดนปลั๊กผมหลุด แล้วเครื่องมันก็ดับอยู่พักหนึ่ง กรรมการเขาก็งงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมใจเสีย แต่โชคดีที่กรรมการเขาให้แข่งใหม่”

                เมื่อดนัยสามารถผ่านเข้ารอบแรกได้ เขารีบโทรแจ้งเจซ่าและทอมมี่ทันที เจซ่าให้กำลังใจเขาว่า “อาร์ตฟังนะ! อาร์ตฟังเพลงไม่ต้องสนใจว่าคนดูจะโห่ ไม่ต้องมองอะไรทั้งนั้น สิ่งที่อาร์ตจะทำก็คือฟังเพลงแล้วเอาเพลงเข้ามาในหัวใจ แล้วอาร์ตคิดว่าบีทของเพลงมันเหมือนจังหวะหัวใจของอาร์ต ว่าจังหวะหัวใจอาร์ตเต้นยังไง ถ้าเพลงเร็วอาร์ตต้องควบคุมจังหวะของมันให้คงที่ เหมือนควบคุมหัวใจเรา เพื่อที่เราจะได้ไม่ตื่นเต้นและไม่ต้องกลัวอะไร”

“ครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด” เด็กหนุ่มน้ำตาไหลพราก...

                ผลปรากฏว่าดีเจบลูลี่ลูกครึ่งไต้หวันรัสเซียซึ่งเป็นตัวเต็งในการแข่งขันครั้งนี้ได้ที่ 1 ไปตามความคาดหมาย ผลประกาศไล่เรียงอันดับมาเรื่อยๆ ขณะที่ดนัยรอลุ้นอยู่ล่างเวที เขาคาดหวังว่าจะได้อันดับดีๆ กลับบ้าน แม้จะไม่ใช่ที่ 1 ก็ตาม และสิ่งที่เขารอคอยก็มาถึง เมื่อคณะกรรมการประการว่า “เดอะ วินเนอร์ โฟร์ทีน อีส...ดีเจอาร์ต!!!”

                ดนัยคว้าอันดับ 14 ดีเจเยาวชนของเอเชียมาครองได้สำเร็จ ถือเป็นอันดับที่ยอดเยี่ยม ถ้าเทียบกับสิ่งที่เขาลงทุนลงแรงไปทั้งหมด วันนี้เขาได้รับรสหวานแห่งความสำเร็จแล้ว, เมื่อถึงเมืองไทยดนัยทำทีว่าไม่ประสบความสำเร็จเมื่อพ่อถาม ทำให้พ่อเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะพูดด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจว่า “พ่อครับ ผมได้ที่ 14 ของเอเชียนะ”

 

การให้ไม่มีที่สิ้นสุด

                ปัจจุบันดนัยอายุ 18 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.6 โรงเรียนกุนนทีรุทธาราม เขาเผยว่าการเป็นดีเจให้บทเรียนและประสบการณ์ชีวิตมากมาย มันทำให้เขารู้จักต่อสู้ รู้ความปรารถนาของตนเอง ที่สำคัญรู้คุณค่าของ “การให้” ดนัยอธิบายว่า การให้ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ นับตั้งแต่เขาได้รับโอกาสต่างๆ ทั้งจากพ่อแม่ ชาลี และเจซ่า แต่ละคนล้วนเป็นผู้ให้แก่เขาทั้งสิ้น ให้โดยไม่หวังผลประโยชน์อะไรจากเขาเลย ตัวเขาเองมีแต่ความชอบและความฝันติดตัวเท่านั้น มันจะเป็นจริงไม่ได้หากขาดผู้ให้โอกาส

                สายัณห์ เหล่าลือชา ครูประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ โรงเรียนกุนนทีรุทธาราม เผยว่า ดนัยไม่ใช่เด็กเกเร เป็นนักเรียนที่กล้าแสดงออก เมื่ออยู่ในชั้นเรียนจะชอบมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ที่ทางโรงเรียนหรือครูจัดให้ทำ มีบางครั้งที่ดนัยจะมาสายหรือลาบ้างหากมีงานดีเจ แต่เขาก็จะโทรครูบอกก่อนเสมอ ทั้งนี้คะแนนการเรียนของดนัยก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี

                ในวันนี้ดนัยถ่ายทอดงานดีเจให้กับพี่ชายที่นับถือกัน พร้อมสละตำแหน่งดีเจประจำร้านที่เขาเคยทำให้แก่พี่ชายไปแล้ว ด้วยเหตุผลในการเตรียมตัวเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย เขาทำเช่นเดียวกับที่ชาลีและเจซ่าทำกับเขา คือถ่ายทอดโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทั้งให้หยิบยืมเครื่องเล่นรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ และสิ่งที่เขาถ่ายทอดให้พี่ชายไปก็กลายเป็นอาชีพให้แก่คนๆ หนึ่งไปโดยปริยาย

                เมื่อหวนคิดถึงระยะทางที่ดนัยได้ผ่านมา เขายอมรับว่านอกจากทำตามความฝันแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ “กำลังใจจากครอบครัว” แม้เขาจะปกปิดเรื่องดีเจในช่วงแรก แต่เมื่อครอบครัวรับรู้ว่าเขาไปทำอะไรที่ไหน ทุกคนก็สบายใจขึ้น แค่คำพูดสั้นๆ จากแม่ว่า “เหนื่อยไหม” หลังจากเขาทำงานกลับมาถึงบ้านตอนตี 4 ดนัยเผยว่าเพียงเท่านี้ก็ทำให้เขาหายเหนื่อย และมีแรงทำตามความฝันในวันต่อไปแล้ว

                “คนเราต้องมีความกล้านะ อย่ากลัวการปฎิเสธ ตอนผมเดินไปสมัครงานดีเจผมก็กลัว แต่เราคิดว่าถ้าเรากลัวหรือไม่กล้าทำตามความฝัน เราก็จะไม่มีวันรู้ผลของมันเลย” ดนัยกล่าวทิ้งท้าย