Featured

Alliance

 

 

 

 

 


“ผมเลือดกรุ๊ปอาร์”

“ผมเลือดกรุ๊ปอาร์”

นิโรธ ไกรฤกษ์

                นิโรธ ไกรฤกษ์ ผู้แทนพิเศษ ผู้ว่าการภาค 3350 โรตารีสากล เกิดเมื่อปี พ.ศ.2487 ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคนั้นศิริราชพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่เกิด ยังถือว่าอยู่ในจังหวัดธนบุรี และแน่นอนว่าผู้ที่เกิดในยุคสงครามย่อมไม่มีใครได้รับความสุขสบาย เพราะต้องเผชิญกับความยากลำบากของชีวิต ข้าวของซึ่งแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว การกินอยู่จึงดูขัดสนไปเสียทุกอย่าง เป็นความแพงของชีวิตที่มาพร้อมกับความตาย

กำเนิดในยุคสงคราม

                คุณนิโรธเล่าว่า ชีวิตที่เกิดมาในช่วงสงครามนั้นต้องใช้คำว่า “ยากเข็ญ” ในสมัยนั้นถ้าไม่มั่งคั่งร่ำรวยจริงๆ ก็อย่าหวังว่าจะมีเสื้อผ้าใส่ อย่างดีก็ได้แค่ผ้าอ้อมซึ่งใช้ตั้งแต่แบเบาะจนวิ่งเล่นได้ ไม่รู้จักคำว่าเสื้อผ้า

                “ตอนช่วงสงครามคุณพ่อคุณแม่ก็อพยพมาอยู่ฝั่งธนฯ เป็นบ้านสวนของคุณตาคุณยาย เป็นบ้านหลังใหญ่ใต้ถุนสูง ยังจำได้ว่ามีห้องหลายห้อง ก็ไปอยู่กันเป็นครอบครัวเล็กๆ แยกกันอยู่ตามห้องต่างๆ ชีวิตในสวนบางทีต้องลงมาอยู่ข้างล่าง ใต้ถุนสูงนั่งกันอยู่บนแคร่ บนเก้าอี้ ทำกิจกรรมทำอะไรกันอยู่อย่างนั้น เด็กๆ ก็วิ่งเล่นซุกซนไปตกท้องร่องบ้างไปตามเรื่อง”

                คุณนิโรธมีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 3 คน ตนเองเป็นคนกลาง และมีพี่คนโตและน้องคนเล็กเป็นผู้หญิง โดยมีคุณพ่อ เรือเอกโรจน์ ไกรฤกษ์ รับราชการเป็นทหารเรือ ส่วนคุณแม่ คุณหญิงกมลา ไกรฤกษ์ เป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แต่เนื่องจากสภาวะสงครามนี่เองทำให้โรงเรียนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบพากันหยุดการเรียนการสอนเป็นเวลานาน

                “จนกระทั่งสงครามสงบก็ย้ายกลับไปอยู่ทางฝั่งกรุงเทพ มีบ้านอยู่ที่ซอยสมคิด ถนนเพลินจิต ตรงห้างเซ็นทรัลชิดลม ตรงนั้นเป็นบ้านเดิม มีความหมายที่ลึกซึ้งเพราะว่าเป็นเรือนหอของคุณพ่อคุณแม่ เราก็เติบโตมาที่นั้น จนกระทั่งเข้าโรงเรียน โรงเรียนที่ไปเรียนเป็นที่แรกของผมคือโรงเรียนมาแตร์เดอี จากที่บ้านซอยสมคิดไปโรงเรียนมาแตร์ฯต้องนั่งสามล้อไป สามล้อแรงคนถีบนี่แหละ มีพี่เลี้ยงพาไปส่ง ก็ไปกันสามคน พี่สาวก็ไปเรียนที่มาแตร์ แล้วก็ผม แล้วก็พี่เลี้ยงพาไปส่ง บางวันเดินนะ ไม่มีสามล้อก็ต้องเดินกลับบ้าน”

                บรรยากาศของกรุงเทพฯ เมื่อ 60-70 ปีที่แล้ว ยังเต็มไปด้วยทุ่งหญ้ากว้างไกล เสียงฝีเท้าของรถม้ากระทบกับพื้นถนนยังคงก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกของคุณนิโรธไม่เสื่อมคลาย จนบัดนี้มันเหลือเพียงภาพถ่ายความทรงจำ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงของเครื่องยนต์และเสียงแตรรถในยุคปัจจุบันไปอย่างไม่เหลือร่องรอยเดิม

                “เงียบมากเมื่อก่อน จำได้ว่ารถม้าแขกเขาเลี้ยงม้าเลี้ยงวัว เขาไปเกี่ยวหญ้า สมัยนั้นตามทุ่งที่ว่างยังเยอะ มีหญ้าขึ้น เสียงรถม้าวิ่งกับๆๆ ยังได้ยิน ต่างจากเดี๋ยวนี้เป็นเสียงมอเตอร์ไซค์ เสียงแตรรถ รถม้าก็หมดสมัยไปแล้ว, เมื่อโรงเรียนมาแตร์มีกำหนดว่าเด็กผู้ชายให้เรียนถึงระดับหนึ่ง ก็เลยต้องออกไปอยู่วชิราวุธ ก็ไปเข้าโรงเรียนประจำที่วชิราวุธ เริ่มชีวิตนักเรียนประจำปี 2494”

ประสบการณ์ในโรงเรียนวชิราวุธ

                ในช่วงที่อยู่โรงเรียนวชิราวุธนี่เองที่หล่อหลอมคุณนิโรธให้รู้จักการใช้ชีวิตในระเบียบที่เข้มงวด ซึ่งมีรุ่นพี่อย่าง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นผู้ดูแลในระบบพี่ดูแลน้อง และท่านผู้บังคับการที่กำกับดูแลนักเรียนวชิราวุธสมัยนั้น ท่านเข้มงวด และสอนในเรื่องของระเบียบวินัยอย่างสูงสุด

                “จากที่วชิราวุธก็มีชีวิตที่สนุกสนาน ได้เรียนรู้ได้มีเพื่อนดีๆ เยอะ ได้รู้จักที่จะคบค้า มีรุ่นพี่มีรุ่นน้องอยู่ด้วยกัน เพราะว่าอยู่ด้วยกันตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่ชั้นประถมจนกระทั่งจบ ม.8 (สมัยนั้นเขาเรียก ม.8 หรือเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2) คือจบ ม.6 ก็เรียนต่อชั้นอุดมศึกษาปีที่ 1 ปีที่ 2 นั่นแหละเขาเรียกว่า ม.8 ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัยได้”

                เรียกได้ว่าช่วงชีวิตที่สำคัญช่วงหนึ่งของคุณนิโรธคือการได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนวชิราวุธแห่งนี้ คุณนิโรธเผยว่า ตั้งแต่อายุ 6 ขวบจนกระทั่งอายุ 17-18 ปี คือช่วงเวลาที่มีความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เด็กไปจนเป็นหนุ่ม ได้เล่นกีฬาที่ถูกขนานนามว่าเป็นกีฬาลูกผู้ชายอย่าง “รักบี้” ซึ่งถือเป็นกีฬาที่เชิดชูเกียรติของโรงเรียนวชิราวุธ และนี่ถือเป็นอีกสถาบันหนึ่งที่ผลิตนักกีฬารักบี้ทีมชาติไทยมาหลายยุคหลายสมัย และคุณนิโรธเองก็เป็นหนึ่งในหัวหน้าทีมรักบี้ของราชกรีฑาสโมสร (RBSC) ด้วย

                “ปี 1974 ก็เป็นหัวหน้าทีมรักบี้ของราชกรีฑาสโมสร เป็นกีฬาโปรด ช่วงนั้นเล่นรักบี้เยอะ เล่นรักบี้ทีมชาติด้วย เป็นรองหัวหน้ารักบี้ทีมชาติ ไปแข่งกับชาติต่างๆ มาเลย์ ฮ่องกง ศรีลังกา สิงคโปร์ วชิราวุธมีกีฬาหลายอย่าง แต่รักบี้นี่ถือว่าเป็นกีฬาที่เชิดชูเกียรติ คือกีฬาของลูกผู้ชาย จึงมีนักรักบี้จากวชิราวุธเยอะ”

เรียนต่ออังกฤษ

                เมื่อจบจากวชิราวุธแล้ว คุณนิโรธวางแผนเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ในระหว่างที่รอมหาวิทยาลัยเปิด คุณนิโรธได้มีโอกาสไปฝึกภาษาอังกฤษที่ประเทศสิงคโปร์ในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วเดินทางไปประเทศอังกฤษตามแผนที่วางไว้ อีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการติดต่อกันระหว่างบริษัทที่บิดาของคุณนิโรธทำงานอยู่ กับโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ เหตุนี้เองที่ทำให้คุณนิโรธได้มีโอกาสไปเรียนหนังสือ และได้ไปฝึกงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่นั่นด้วย

                “ผมไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษก็มีโอกาสได้เรียนหนังสือแบบนี้ ครึ่งปีเรียนทฤษฎีอยู่ในมหาวิทยาลัย อีกครึ่งปีไปอยู่ในอุตสาหกรรมฝึกงาน โปรแกรมระหว่างที่เรียนภาคทฤษฎีกับที่ฝึกงานเขาเกี่ยวเนื่องกัน นี่เป็นหลักสูตรวิศวะกรรมของประเทศอังกฤษ ทำให้คนที่ได้เรียนทางวิศวะได้ฝึกงานกันจริงๆ เห็นของจริง ได้ลงมือปฎิบัติ ได้ทราบว่าทฤษฎีที่ถูกต้องและก็ไปออกแบบผลิตเป็นชิ้นส่วน ผลิตเป็นเครื่องจักรที่ใช้งานได้จริง ทำอย่างไร”

                 เป็นเวลา 5 ปีครึ่ง ที่คุณนิโรธได้ใช้ชีวิตอยู่ประเทศอังกฤษ เพื่อศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับหลักสูตรวิศวะกรรมเครื่องกล เมื่อกลับมาจากอังกฤษคุณนิโรธเริ่มงานกับบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง ทำธุรกิจประกอบรถนำเข้ายี่ห้อหนึ่ง ซึ่งมีเป้าหมายว่าจะตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย พอทำได้ 2 ปี ที่สุดแล้วโครงการตั้งบริษัทประกอบรถนำเข้าในประเทศไทยก็ต้องหยุดโครงการไป เพราะติดเรื่องระเบียบการด้านกฎหมาย

                  ในที่สุดคุณนิโรธก็เปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นตามความถนัดของตนเอง แต่ด้วยความที่ตนเองเป็นคนชอบเข้าสังคม ชอบเล่นกีฬา สิ่งเหล่านี้ติดตัวมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียนในรั้วของวชิราวุธ เมื่อมีโอกาสจึงเข้าร่วมสมาชิกกับราชกรีฑาสโมสรเป็นครั้งแรกหลังจากกลับมาจากต่างประเทศ ก่อนจะแต่งงานในปี พ.ศ.2516

                “ผมแต่งงานเมื่อปีพ.ศ. 2516 มีลูก 2 คน ลูกชายคนโตกับผู้หญิงคนเล็ก เลี้ยงลูกแบบคนไทยสมัยใหม่ เป็นทั้งพ่อ ทั้งแม่ และก็เป็นเพื่อนลูกด้วย แล้วก็ใกล้ชิดกับลูกมาก วิธีการเลี้ยงก็ให้เขามีชีวิตแบบเด็กๆ มีพัฒนาการแบบเด็กๆ ลูกชายเราส่งเข้าเรียนอนุบาลจุไรรัตน์ แล้วไปต่อที่สาธิตจุฬา”

การเลี้ยงลูก

                วันเวลาและยุคสมัยนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากเด็กที่เคยวิ่งเล่นตามท้องร่องในสวนของคุณตาคุณยาย สู่การเป็นนักเรียนนอกแผนกวิศวะเครื่องกล จากเสียงรถม้าที่เคยก้องกังวาน สู่ยุคสมัยอันผันแปร บัดนี้ คุณนิโรธเป็นพ่อคนแล้ว ลูกชายของเขาเป็นช่างภาพตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำงานประจำอยู่ที่วังไกลกังวลหัวหิน เราถามคุณนิโรธว่ามีวิธีแนะนำลูกอย่างไร

                “ก็ต้องให้ระลึกถึงอยู่เสมอว่าใกล้ชิดพระองค์ ถวายงานด้วยความตั้งใจเต็มที่ มีความจงรักภักดีสูงสุด ถือว่าหน้าที่นี้เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่เรามาทำงานตรงนี้ได้ ได้ใกล้ชิดพระองค์ เป็นโอกาสที่คนทั่วไปไม่สามารถมาอยู่ตรงนี้ได้ และให้ระลึกอยู่เสมอเช่นกันว่าพระองค์ท่านโปรดเรื่องการถ่ายภาพ ถือว่าพระองค์ท่านเป็นพระปรมาจารย์ เราอยู่ใกล้พระปรมาจารย์ ถ้ามีโอกาสที่จะเรียนรู้อะไรได้จากภาพฝีพระหัตถ์ก็ดี อะไรก็ดี ก็ให้เก็บสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นความรู้แก่ตัวเอง เทิดทูนอย่างหาที่สุดมิได้ เขาก็ทำงานมากว่า 10 ปีแล้ว

                 ทางด้านลูกสาวเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี  มีความมั่นใจในตัวเองมาก เรียนมาแตร์มาก่อน แล้วไปเข้าเตรียมอุดมศึกษาเรียนคณิต-วิทย์ แล้วไปต่อเศรษฐศาสตร์จุฬา จบ ป.ตรี และป.โท แล้วไปต่อ ป.โทที่อังกฤษ ทางด้านเศรฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม จบแล้วกลับไทย ซึ่งตอนนี้ทำงานที่เวิลด์แบงก์”

เข้าวงการโรตารี

                ในปี พ.ศ.2538 คุณนิโรธถูกเพื่อนชักชวนให้ไปรับประทานอาหารที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ปรากฎว่าที่นั่นเป็นงานประชุมของสโมสรโรตารีกรุงเทพตะวันออก ด้วยความที่เคยไปประชุมไลออนส์กับบิดามาก่อนแล้วทำให้คุณนิโรธไม่ถึงกับตกใจนัก และด้วยความเป็นคนชอบเข้าสังคม ชอบผูกมิตร ในปีต่อๆ มาคุณนิโรธจึงตัดสินใจเป็นสมาชิกโรตารีในที่สุด

                 “จนกระทั่งเมื่อปี 1992 จะมีการตั้งสโมสรใหม่คือสโมสรโรตารีสีลม ก็ได้รับการเชิญชวนให้มาร่วมก่อตั้งโรตารีสีลม ด้วยเหตุว่าไปที่กรุงเทพตะวันออกเขาย้ายไปประชุมที่โรงแรมเซ็นทรัลลาดพร้าว ไกลจากบ้านก็ไม่สะดวก เลยไปร่วมก่อตั้งที่สีลม แล้วก็มาเป็นนายกสโมสรโรตารีสีลมคนที่ 3 ในปี 1995”

                 เมื่อคลุกคลีอยู่ในโรตารีมานาน ก็ทำให้มีความเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ กอรปกับความผูกพันทางจิตใจกับเพื่อนฝูงและคนดีๆ ที่ได้รู้จักผ่านโรตารี คุณนิโรธใช้คำว่า “สบายใจ” ที่ได้อยู่ที่นี่ และเมื่อมีความเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความอาวุโส  คุณนิโรธจึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ก่อตั้งสโสรโรตารี่แห่งใหม่ขึ้นมาอีกเรื่อยๆ

                 “เมื่ออาวุโสมากขึ้นก็ควรที่จะไปถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชน แก่คนทั่วไป โดยการไปตั้งสโมสรใหม่ ได้แนะนำเรื่องโรตารีแก่คนที่จะมาเป็นสมาชิก ซึ่งได้มาตั้งสโมสรโรตารีราชเทวี ทุกคนที่มาอยู่ในสโมสรนี้เดินเข้ามาตั้งแต่ยังไม่รู้จักโรตารีคืออะไร ก็ช่วยแนะนำ ช่วยเสริมความเข้าใจจนมาเป็นสโมสรโรตารี่ราชเทวีนี้ได้”

                  โรตารีเป็นองค์กรของนักธุรกิจและผู้นำด้านวิชาชีพจากทั่วโลก ผู้ซึ่งให้บริการเพื่อมนุษยชาติสนับสนุนมาตรฐานจริยธรรมในทุกวิชาชีพ และช่วยส่งเสริมไมตรีจิตและสันติภาพในโลก ก่อตั้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ปี 1905 ที่นครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์สหรัอเมริกา มีสมาชิกหญิง-ชาย ที่มีจิตใจในการให้บริการทั่วโลกกว่า 1,200,000 คน มีสโมสรกว่า 31,256 สโมสร ในเกือบทุกประเทศทั่วโลก โดยจัดให้มีการประชุมทุกสัปดาห์ เพื่อสร้างมิตรภาพ และโปรแกรมที่น่าสนใจ ที่ให้ความรู้ในหัวข้อเกี่ยวกับท้องถิ่น และของโลก สมาชิกภาพสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นตัวแทนกลุ่มชนทุกๆ กลุ่มในชุมชน

                  โรตารีมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและสร้างเสริมอุดมการณ์แห่งการบำเพ็ญประโยชน์ เป็นพื้นฐานของความอุตสาหะอันมีคุณค่า เช่น สร้างความสนิทสนมกันเพื่อเป็นโอกาสในการบำเพ็ญประโยชน์, สนับสนุนให้นำอุดมการณ์แห่งการบำเพ็ญประโยชน์ไปใช้ในธุรกิจ ในชีวิตส่วนตัว และในชุมชน, ส่งเสริมความเข้าใจ ไมตรีจิต และสันติภาพระหว่างประเทศด้วยมิตรภาพของนักธุรกิจ และวิชาชีพทั่วโลกที่ร่วมในอุดมการณ์แห่งการบำเพ็ญประโยชน์ เป็นต้น

                  “ขณะนี้ก็ได้รับมอบหมายให้หาทางก่อตั้งสโมสรใหม่ที่ทองหล่อ เอกมัย ตอนนี้กำลังดำเนินการ แต่ล่าช้าหน่อย กำลังอยู่ระหว่างในการดำเนินการ”

                   คุณนิโรธยึดหลักการทำงานที่ว่า จะต้องจริงใจ เปิดเผย เน้นความยุติธรรมให้กับทุกๆ อย่าง เรียกว่ามีปัญหาอะไรต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจน แก้ไขเพื่อเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดซ้ำ เป็นสิ่งที่ได้รับการอบรมและยึดมั่นมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนของโรงเรียนวชิราวุธ และเหนือสิ่งอื่นใด จะต้องรู้จักกตัญญูกตเวทิตา

                 “เพื่อนแซวกันว่าผมกรีดเลือดเป็นโรตารี ผมบอกไม่ใช่ ผมเลือดกรุ๊ปอาร์ต่างหาก”

ชี้เขตสร้างโรงเรียนวชิราวุธ

 

                เมื่อพูดถึงโรงเรียนวชิราวุธแล้ว โรงเรียนนี้มีความเป็นมาเกี่ยวกับสกุลไกรฤกษ์ไม่น้อย เนื่องจากพระมหากษัตริย์ของไทยทุกรัชกาลโดยมากจะให้ความสำคัญกับการสร้างวัด เพราะแลเห็นว่าวัดมีความจำเป็นในหลายด้าน ทั้งการศึกษา การรักษาพยาบาล และเป็นแหล่งประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนาให้กับประชาชนทั่วไป

                แต่ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยรับเอาความรู้สมัยใหม่จากต่างประเทศเข้ามามาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต้องการยกระดับการศึกษาไทย เพื่อให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสศึกษาในโรงเรียนที่ทันสมัย ดังนั้นจึงเปลี่ยนจากการสร้างวัดมาเป็นการสร้างโรงเรียนแทน

                “เมื่อมีพระราชดำริ ท่านจึงทรงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง ให้ไปพิจารณาเรื่องนี้ คุณปู่ผมก็ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ชื่อว่าพระยาบุรุษรัตน ราชวัลลภ หรือนพ ไกรฤกษ์ ท่านก็รับหน้าที่ให้ไปดูสถานที่ เลือกสถานที่ ก็ไปเลือกเอาที่ตรงนี้(ร.ร.วชิราวุธในปัจจุบัน) ในเขตพระราชวังดุสิต เป็นที่ของในหลวงที่ไม่ได้ใช้การอะไร เลยเริ่มสร้างขึ้น พอสร้างเสร็จก็ได้พาลูกๆ ของคุณปู่ไปเข้าเรียนที่นี่กันหมด รวมมาถึงผมซึ่งเป็นชั้นหลานด้วย”

                 แน่นอนว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโรงเรียนวชิราวุธนั้นมีไม่น้อย หลายยุคหลายสมัยที่โรงเรียนวชิราวุธและโรงเรียนอื่นๆ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้สร้างเยาวชนของชาติให้เหนี่ยวแน่นเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม เหล่านี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์ไทยทุกพระองค์โดยแท้ คุณนิโรธเปิดใจถึงความรู้สึกที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวว่า

                “บอกตรงๆ ประเทศไทยเราไม่มีที่ไหนในโลกที่โชคดีเท่ากับคนไทยทั้งประเทศ ที่มีพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มาก ปกครองด้วยทศพิธราชธรรม ถ้าเราไม่มีท่านไม่รู้จะเป็นยังไง พระองค์ท่านไม่เคยตกเทรนด์ ท่านทรงมีพัฒนาการที่สูงมากในทุกแง่มุม ท่านมีความเพียบพร้อมอย่างสูงมาก คนไทยเราบางส่วนก็ถือว่าน่าเสียดาย ที่มองไม่เห็นความดีความสามารถของพระองค์ท่านรู้รักชาติศาสตร์กษัตริย์เป็นฉัตรไชย อีกรู้เสียสละได้ด้วยใจงาม” คุณนิโรธกล่าวทิ้งท้าย