Featured

Alliance

 

 

 

 

 


“องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ขจัดพวกหมิ่นให้สิ้นซาก”

“องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ขจัดพวกหมิ่นให้สิ้นซาก”

พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา

นานมาแล้ว พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงปกป้องผืนแผ่นดินและประชาชนชาวไทยมาอย่างเต็มขีดความสามารถ ผ่านยุคสมัยอันข้นแค้นของสงคราม แลกมาด้วยเลือดเนื้อดังประวัติศาสตร์ชาติไทยได้จารึกเอาไว้ จวบจนยุคปัจจุบัน แม้จะไม่มีสงครามจาก “ศึกนอก” เหมือนเก่าก่อน แต่พระองค์ก็ยังคงทรงงานหนัก สร้าง และพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย ให้รู้จักยืนอยู่บนพื้นฐานความพอเพียง เพื่อความเจริญงอกงามของประเทศอย่างยั่งยืน

 

                ทว่า “ศึกใน” กำลังกร่อนกินขวัญและกำลังใจของคนในชาติ เมื่อมีกลุ่มคนเลือดเนื้อเชื้อไขคนไทยด้วยกัน ประกาศตัวเป็น “อริราชศัตรู” ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเหิมเกริม ดังที่ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันแล้วผ่านสื่อหลักและสื่อออนไลน์ต่างๆ นี่จึงเป็นที่มาของ “องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน” องค์กรที่โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืนในโลกออนไลน์ ปัจจุบันมีสมาชิกในหน้าเพจเฟซบุ๊กมากกว่า 1.6 แสนคน จัดตั้งขึ้นเพื่อกวาดล้างกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมี พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ เป็นอัศวินอาสาออกทัพหน้านำประชาชนผู้จงรักภักดี แสดงพลังต่อต้านและกำจัดผู้ไม่หวังดีต่อพระมหากษัตริย์ไทย ภายใต้สโลแกน “ขจัดพวกหมิ่นให้สิ้นซาก”

 กำเนิดนักรบ

               ช่วงบ่าย ทีมงานนิตยสาร IS AM ARE ครอบครัวพอเพียง มีนัดกับ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา หรือหมอเหรียญ ที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ระหว่างนั่งรอสัมภาษณ์ ปรากฎชายผิวขาว ใบหน้าสะอาดเกลี้ยงเกลา ท่าทางทะมัดทะแมงเดินเข้ามาในชุดกางเกงยีนส์ลีวายส์ขาม้าสีดำซีด เสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลอ่อนพับแขนเลยข้อศอก สวมรองเท้าหัวแหลมหนังกำมะหยี่สีดำ ประกายเตะตาด้วยหัวเข็มขัดขนาดใหญ่สีเงินวาวสลักลวดลาย ทีมงานคนหนึ่งให้สัญญาณว่า “หมอเหรียญทองมาแล้ว” เราแทบไม่เชื่อสายตา คิดว่าศิลปินเฮฟวี่มาเองเสียอีก

                พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา หรือหมอเหรียญ เกิดและเติบโตในกรุงเทพมหานคร อาศัยอยู่ย่านปทุมวัน เป็นลูกชายคนเดียวในจำนวนพี่น้อง 9 คน บิดาและมารดาประกอบอาชีพค้าขาย ครอบครัวของหมอเหรียญเป็นคนไทยเชื้อสายจีน สืบตระกูลกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 หมอเหรียญเล่าว่า ในสมัยที่ตนเกิดมีการแข่งขันกีฬาชื่อว่า กีฬาแหลมทอง บิดาของตนเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ได้รับเหรียญทองในครั้งนั้น ด้วยความที่เป็นหลานชายคนเดียวที่มีโอกาสสืบสกุล คุณย่าของหมอเหรียญจึงให้ชื่อว่าเหรียญทอง โดยไม่มีชื่อเล่น

                “สมัยนั้นธุรกิจของพ่อแม่อยู่ที่หัวลำโพง พ่อเช่าสถานีรถไฟปากน้ำไว้เป็นสถานีขนส่งเพราะทำธุรกิจเกี่ยวกับรถขนส่ง เวลาพ่อไปทำงาน ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียว พ่อแม่ก็กลัวเป็นกระเทย เพราะพี่น้องผู้หญิงทั้งนั้นเลย ฉะนั้น ตอนเด็กๆ พ่อไปไหนก็เอาไปด้วย ผมก็วิ่งแก้ผ้าเล่นอยู่แถวนั้น พอง่วงนอน เราก็นอนอยู่กับคนขับรถสิบล้อของพ่อ นอนใต้รถสิบล้อ บางทีเขาถ่ายน้ำมันเครื่องเราก็เล่นอยู่แถวนั้น มอมแมมอยู่แถวนั้น”       

                เมื่อมีการเวียนคืนสถานีรถไฟ ครอบครัวของหมอเหรียญจึงได้ย้ายบ้านมาอยู่ที่อาคารสงเคราะห์ทุ่งมหาเมฆ หมอเหรียญจึงได้เริ่มเรียนหนังสือในระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียน ป.ธรรมวิทย์ จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ในระหว่างที่หมอเหรียญเล่าเรียน บิดาของเขาหันมาทำกิจการโรงแรมที่ถนนวิทยุในนาม บางกอกทาวเวอร์,    โชคร้าย ในปี 2515 โรงแรมเกิดไฟไหม้ ส่งผลกระทบต่อครอบครัวอย่างรุนแรง ถึงขนาดหมดเนื้อหมดตัว ต้องขายบ้านแล้วย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ย่านหัวหมาก ช่วงนี้เอง หมอเหรียญจึงสอบเข้าโรงเรียนสาธิตรามคำแหง ในระดับชั้นมัธยม มศ.1-มศ.5 ก่อนจะเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อกำหนดเส้นทางชีวิตครั้งสำคัญ

 ฝึกฝนวิชา

                “ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียว ทั้งพ่อและแม่ก็อยากให้เป็นทหาร ในขณะเดียวกันก็อยากให้เป็นหมอด้วย สมัยนั้นมีวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า จริงๆ แล้ววิทยาลัยนี้เป็นสถาบันโรงเรียนแพทย์ทหารที่กำเนิดขึ้นจากกระแสพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นต้องถือว่าเราได้เกิดมาตรงนี้เลย เข้ามาประมาณปี พ.ศ.2522 เป็นนักเรียนแพทย์ทหารรุ่นที่ 5 คือเรียนแพทย์เหมือนพลเรือน แต่เราต้องเรียนวิชาทหารแบบนักเรียนนายร้อยด้วย ต้องฝึกด้วย อาจไม่เข้มเหมือนนักเรียนนายร้อยที่ต้องมีวิชาการรบต่างๆ เราไม่ได้เรียนอย่างนั้น แต่ว่าแบบทำเนียมจารีตประเพณีทหารเราต้องถูกฝึกที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า”

                 โรงเรียนนายร้อย จปร. คือหนึ่งในเบ้าหลอมสำคัญในการฝึกอบรมนักเรียนแพทย์ทหารทุกคน แม้จะไม่เข้มข้นเรื่องยุทธวิธีรบเหมือนนักเรียนนายร้อยทุกประการ แต่สิ่งที่นักเรียนทุกคนจะต้องได้รับการปลูกฝังเหมือนกันก็คือ ทำเนียมวินัยทหาร และ “ความจงรักภักดี” ซึ่งขณะนั้นหมอเหรียญเรียนทั้งคณะแพทยศาสตร์บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์บัณฑิตศิริราชโรงพยาบาล และแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จนปีสุดท้ายจึงได้เป็นหัวหน้านักเรียนนายร้อยแพทย์ ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของนักเรียนแพทย์ทหาร

                “เป็นหัวหน้านักเรียนแพทย์ทหารรุ่นที่ 5 สมัยตอนที่เป็นหัวหน้านักเรียนผมเป็นคนเข้ม เวลาทำงานจะซีเรียส แต่จริงๆ เป็นคนตลกนะ เพื่อนฝูงเรียกไอ้เหรียญ เราไม่มีชื่อเล่น แต่พรรคพวกเรียกไอ้เหรียญ เป็นคนเฮฮา ตลก สนุกสนาน เป็นคนยิ้มแย้ม ไม่ใช่คนดุ แต่ว่าเมื่ออยู่ในระเบียบ ในแบบทำเนียม ในวินัย เราต้องอยู่ในระเบียบวินัย เมื่อทำงานเราก็ต้องจริงจัง แต่ถ้านอกเวลาเราก็สนุกสนาน ไม่ใช่คนมีพิธีรีตองอะไร เป็นคนเอาจริงเอาจัง ทุ่มเท”

                 เมื่อเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต หมอเหรียญเริ่มต้นเป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า (รพ.ทหารเรือ) 1 ปี ก่อนจะได้รับการบรรจุเป็นนายทหารยศร้อยตรี ในตำแหน่งผู้บังคับหมวดเสนารักษ์ กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 17 อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นชายแดนติดกับประเทศลาว ในห้วงเวลาของการเป็นทหารชายแดน หมอเหรียญสมัครเป็นแพทย์อาสาในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมัยนั้นยังไม่มีพระตำหนักดอยตุง พระองค์ท่านยังประทับอยู่ที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา

                หมอเหรียญเล่าว่า ตนได้ใช้เวลาอยู่ที่อำเภอเชียงคำ 1 ปี ทำหน้าที่รักษาชาวไทยภูเขาและคนไข้ต่างๆ ตั้งแต่พะเยา เชียงราย ไปจนถึงแม่ฮ่องสอน รวมถึงดูแลชาวเขาในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง ปัญหาที่พบก็คือ ยารักษาโรคไม่ค่อยพอ เวลาเข้ากรุงเทพครั้งหนึ่ง ต้องนำยาตัวอย่างไปใช้กับผู้ป่วยบนดอย

               “ผมเป็นคนที่เข้ากับคนได้ทุกระดับ โดยเฉพาะกับคนระดับผู้น้อย ระดับชาวบ้าน สมัยนั้นมีชาวไทยภูเขา มีพวกชาวเขา ก็ใช้เวลาว่างดูแลชาวเขา จริงๆ เราเป็นทหารชายแดน เราอยู่บนฐาน ใช้วิธีรักษาสุขภาพตามวิทยุ คือเครือข่ายวิทยุเป็นเครือข่ายของโรงพยาบาล อำเภอเชียงคำ”

 เลือดทหารในตัวแพทย์

               “เพื่อนๆ หลายคนบอกทำไมไม่เรียนศัลยแพทย์” หมอเหรียญย้อนความเมื่อครั้งตัดสินใจเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งถ้าเทียบรายได้กันแล้ว ศัลยแพทย์อาจสร้างเม็ดเงินในอนาคตได้มากกว่า

               “เราบอกเราชอบคนแก่อันดับหนึ่ง อันที่สองเรามองสาขาที่สมัยนั้นขาดแคลน เป็นสาขาที่เกี่ยวกับคนไข้พิการ ขาขาด คนไข้ทหารขาขาด เราชอบพวกแขนขาเทียม เห็นโครงการแขนขาเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ เราชอบก็เลยมาเรียนเชี่ยวชาญ” เมื่อเรียนจบแพทย์เฉพาะทาง หมอเหรียญเริ่มต้นทำงานที่โรงพยาบาลอนันทมหิดล จังหวัดลพบุรี ในตำแหน่งแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ทำหน้าที่รักษาคนไข้อัมพาต และพิการ ฯ

               “ทำได้ครึ่งปี” หมอเหรียญยักไหล่

                แม้จะเป็นแพทย์เฉพาะทางประจำโรงพยาบาลอนันทมหิดล แต่หัวหน้านักเรียนนายร้อยแพทย์รุ่น 5 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า และประสบการณ์สมัยเป็นผู้หมวดเสนารักษ์กองพันทหารราบที่ 17 แถบชายแดน ก็ยังเป็นที่จดจำในลักษณะท่าทางอันคล่องแคล่ว ของผู้บังคับบัญชาอย่าง พลโท อมฤต ณ สงขลา ซึ่งเป็นที่เคารพรักของหมอเหรียญตั้งแต่สมัยเรียนแพทย์ทหาร

               “ท่านบอก เฮ้ย เหรียญทอง อยากให้เป็นผู้บังคับกองพัน ตอนนั้นเราเป็นพันตรีแล้ว ท่านอยากให้เป็นผู้บังคับกองพัน” หมอเหรียญอธิบายว่า จริงๆ แล้วการเป็นผู้บังคับกองพันของเหล่าแพทย์นั้นไม่มีใครอยากเป็น เพราะเป็นงานที่ค่อนข้างลำบากถ้าเทียบกับแพทย์ในโรงพยาบาล “กองพันสมัยที่ผมเคยไปอยู่ เป็นชายแดน มันขาดแคลนเยอะแยะไปหมด เครื่องไม้เครื่องมือไม่มี อยู่ที่นั่นมันมีความจำกัดทั้งหมด สมัยเป็นผู้หมวดเสนารักษ์กองพันทหารราบที่ 17 ผมใช้เวลาว่างสอนนายสิบ สอนปฐมพยาบาลห้ามเลือด ให้น้ำเกลือ สอนทักษะต่างๆ เราจึงได้รู้ว่าปัญหาในพื้นที่ห่างไกลเขาขาดแคลนความรู้”

               “ท่านถาม อยากเป็นผู้บังคับกองพันเสนารักษ์ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ หรืออยากเป็นผู้บังคับกองพันนักเรียนนายสิบ โรงเรียนเสนารักษ์กรมแพทย์ทหารบก” คำตอบที่ พลโท อมฤต ณ สงขลา ได้รับก็คือ “ผมเลือกกองพันนักเรียนนายสิบครับ” ซึ่งเป็นการเลือกในสิ่งที่ไม่มีใครอยากเลือกเลย เพราะกองพันนักเรียนนายสิบ เป็นกองพันที่ขาดแคลนยิ่งกว่าสมัยที่หมอเหรียญเป็นผู้หมวดเสนารักษ์เสียอีก เหตุนี้เองที่ทำให้หมอเหรียญเลือก เพราะถึงแม้กองพันนักเรียนนายสิบจะไม่อยู่ในสายตาของผู้ที่มีสิทธิ์เลือกส่วนใหญ่ แต่เป็นกองพันที่มีนักเรียนนายสิบรุ่นละ 300 คน ในจำนวนนี้เมื่อเรียนจบไปจะมียศเป็นนายสิบเสนารักษ์ ซึ่งจะกระจายตัวไปอยู่ในหน่วยกำลังรบทั่วราชอาณาจักรไทย ยังความภาคภูมิใจให้หมอเหรียญในฐานะคุรุทหารซึ่งมีลูกศิษย์กระจายอยู่ทั่วประเทศ

                หมอเหรียญอธิบายว่า ตนเองอยากสอนคน แล้วให้ศิษย์ไปอยู่ในทุกกองพล ทั้งกองทหารราบ กองพลทหารม้า ทุกหน่วยกำลังรบทั้งหมด จึงตัดสินใจเลือกกองพันนักเรียนนายสิบ อยู่ที่ลพบุรี ในฐานะผู้บังคับกองพัน ในขณะเดียวกันก็เป็นครูด้วย เพราะสมัยนั้นอาจารย์ที่จะมาสอนนักเรียนนายสิบหายาก

                “ตลอดเวลาที่เป็นผู้บังคับบัญชาที่นี่ ไม่เคยคิดว่าจะเป็นเจ้านายเขาเลย ฝึกเขาเหมือนเราเป็นหัวหน้านักเรียนอีกครั้ง แต่วันนี้เรามีน้องที่เป็นนักเรียนนายสิบ และเราต้องการหล่อหลอมเขาตามแบบทำเนียมวินัย เราก็สอนหนังสือ สอนวิชาแพทย์ขั้นพื้นฐานสำหรับนายสิบ ซึ่งเขาจะต้องนำไปใช้ในการปฐมพยาบาลในหน่วยกำลังรบ ผมสอนอยู่ 3 รุ่น อยู่กันแบบพี่น้อง ตอนนั้นปี 2535 อายุ 32 เราก็แทนตัวเองว่าพี่ตลอด ถึงวันนี้เขาก็ยังเรียกพี่อยู่”

 ความประทับใจของชายชาติทหาร

                 ปี 2537 หมอเหรียญสอบเข้าโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ก่อนจะกลับมาบรรจุที่กรมแพทย์ทหารบกในปี 2538 ในตำแหน่งนายทหารยุทธการของกองยุทธการและการข่าว กรมแพทย์ทหารบก ทำหน้าที่แพทย์และเสนาธิการ จนปี 2539 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชครบ 50 ปี กองทัพไทยมีการจัดสวนสนามแสดงแสงยานุภาพกองทัพ ปรากฎว่าเหล่าแพทย์ได้มีโอกาสถวายความเคารพสวนสนามต่อหน้าพระพักตร์ โดยมีหมอเหรียญเป็นผู้บังคับกองพัน

                 “ท่านเจ้ากรมแพทย์ทหารบกบอก เฮ้ย เหรียญนั่นแหละ โอ้โห เราจะได้เป็นผู้บังคับกองพันสวนสนามต่อหน้าพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ผมจัดอย่างดียิ่งเลย วางแผนเอง จัดกำลังต่างๆ เอง เรียกว่าไม่อายทหารราช ไม่อายหน่วยกำลังรบนะ เต็มที่เลย ตอนนั้นยังพันโท”

                 นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ของลูกผู้ชายซึ่งผ่านชีวิตในแวดวงแพทย์และทหารมายาวนาน เมื่อหวนระลึกขึ้นมาอีกครั้ง ชายชาติทหารอย่างหมอเหรียญก็ถึงกับกลั่นน้ำตาไว้ไม่ไหว “จริงๆ ผมไม่ใช่คนบ่อน้ำตาตื้นนะ แต่เราภาคภูมิใจจริงๆ อย่างน้อยก็ได้มีโอกาสได้ทำเพื่อพระองค์”

                 หลังจากนั้น ด้วยความชอบ หมอเหรียญจึงเข้าเรียนในสาขาเวชศาสตร์การบิน และย้ายไปอยู่กองวิทยาการ ในตำแหน่งหัวหน้าแผนกเวชศาสตร์การบิน เมื่อเรียนจบ ผู้บังคับบัญชาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า พล.อ.ประวิทย์ ตันประเสริฐ ซึ่งเป็นที่เคารพรักของหมอเหรียญในฐานะอาจารย์เมื่อครั้งเป็นนักเรียนแพทย์ทหาร ได้ชักชวนหมอเหรียญให้ไปดำรงตำแหน่ง หัวหน้ากองการปกครองวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า หลังจากนั้น 1 ปี หมอเหรียญจึงได้เลื่อนยศเป็นพันเอกพิเศษ และรับตำแหน่งใหม่เป็นผู้อำนวยการกองกำลังพลกรมแพทย์ทหารบกในที่สุด

                 จากลูกชายคนเดียวในหมู่พี่น้องผู้หญิงที่วิ่งเล่นมอมแมมใต้ร่มเงารถสิบล้อของพ่อ สู่การเป็นนักเรียนแพทย์ทหารในฐานะหัวหน้านักเรียนแพทย์ทหารรุ่น 5 ชีวิตทอดยาวเกินกว่าจะคาดหวัง หมอเหรียญเติบโตในหน้าที่การงาน จากผู้หมวด สู่ผู้บังคับกองพัน, หัวหน้ากองการปกครอง, อาจารย์, และก้าวไปเป็นผู้อำนวยการกองกำลังพลในที่สุด

                “ชีวิตนี้กล้าพูดว่าไม่เคยใช้เส้นสาย ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย เรามาถึงขนาดนี้เราพอใจแล้ว”

                ปัจจุบันหมอเหรียญลาออกจากราชการพร้อมยศพลตรีมา 7 ปีแล้ว เพราะอยากทุ่มเทเวลาให้ครอบครัว พ่อแม่ และญาติพี่น้องซึ่งต่างก็อายุมากขึ้นทุกวัน แต่เพื่อนฝูงก็ยังคงรักและแวะเวียนกันมาเยี่ยมเยียนอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะน้องๆ ลูกศิษย์จากกองพันนักเรียนนายสิบมากมายที่ไม่เคยลืม “พี่เหรียญ” คนเดิม ยังความสุข ความภาคภูมิใจในฐานะครูทหารคนหนึ่งที่ไม่เคยเอาเปรียบลูกศิษย์ ถึงแม้จะมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นความภูมิใจของคนๆ หนึ่งผู้ผ่านชีวิตมาหลายรูปแบบ บนพื้นฐานคุณธรรม ด้วยเกียรติของแพทย์ทหาร

                “พวกมึงเรียกกูว่าพี่เหรียญเหมือนเดิม” เป็นคำพูดที่หมอเหรียญมักจะบอกศิษย์เก่ากองพันนักเรียนนายสิบที่มาเยี่ยมเยียนเสมอ

 “องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน” ภาระกิจที่เหลือของชีวิต

               “ผมไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมาทำอะไรขนาดนี้หมอเหรียญถอนหายใจเอนหลังพิงพนักโซฟา

               พล.ต.นพ. เหรียญทอง แน่นหนา ในวันนี้ อยู่ในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ครอบครัวของตนเป็นผู้ก่อตั้ง แม้จะห่างหายจากระบบราชการแพทย์ทหารมาหลายปี แต่ดูเหมือนว่าภาระกิจที่มียังไม่จบสิ้น และนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที นั่นคือขบวนการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมอเหรียญออกปากว่า “รับไม่ได้จริงๆ” จนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ในฐานะนายทหารนอกราชการ ผู้ยึดถือความจงรักภักดีเหนือสิ่งอื่นใด

              “องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน” จัดตั้งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2557 และเปิดเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 เมษายน ในปีเดียวกัน มีสมาชิกมากกว่า 1.6 แสนคน ในระยะเริ่มต้นได้ใช้สำนักงาน ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ เป็นสำนักงานองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน

               ทั้งนี้ องค์กรเก็บขยะแผ่นดินเกิดจากความเหลืออด ที่เห็นคนไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความสัมพันกับนักการเมืองอย่างเปิดเผย ออกมาประกาศตัวว่า “จะรบกับ King” นั่นคือชนวนที่ทำให้นายทหารนอกราชการ ออกมาประกาศผ่านสื่อต่างๆ ว่า “ใครก็ตามที่จาบจ้วง หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมถือว่าเป็นขยะแผ่นดิน เขาเหล่านั้นเป็นศัตรูของผม”

              “เมื่อนายโกตี๋ประกาศว่าจะรบกับ King ถือเป็นอริราชศัตรู ในฐานะนายทหารนอกราชการ ผมก็จะรบด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงเหลืออด ประกาศเลยว่าต่อไปนี้ทั้งชีวิตที่เหลือ ผมจะต่อสู้กับขบวนการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและแนวร่วมที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน”

               องค์กรเก็บขยะแผ่นดินเป็นองค์กรมหาชนที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน เปิดเผย ไม่อาฆาตมาดร้ายบุคคลใดให้ถึงแก่ชีวิต มีภาระกิจหลักคือการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยรวบรวมพลังประชาชนที่จงรักภักดีเพื่อติดตาม สืบค้นบุคคลที่กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและแนวร่วม นำมาดำเนินคดีทางกฎหมาย ไม่ยุ่งเกี่ยวข้องแวะกับการเมือง หรือผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ

                “คำว่าขยะแผ่นดิน ตอนแรกคิดว่าเป็นสิ่งที่เรารู้สึกอยู่คนเดียว ตอนนี้ปรากฏแล้วว่าไม่ใช่ มันเป็นความรู้สึกของประชาชนหลายๆ สิบล้าน ผมกล้าพูดคำนี้ได้เพราะทุกวันนี้ต้องรับโทรศัพท์คนติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพียงแค่ไม่กี่วันในเฟซบุ๊กอย่างเดียวก็มีคนแชร์กันถล่มทลาย ผมเป็นคนซื่อๆ ไม่เคยทำเรื่องเกี่ยวกับมวลชน ไม่เคยมีเครือข่าย แต่รู้ได้ทันทีว่านี่มันกลายเป็นการลุกฮือแล้ว”

                คำว่าลุกฮือในที่นี้ คือการลุกขึ้นมาแสดงพลังปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ของประชาชนผู้จงรักภักดี และทนไม่ได้ที่เห็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งประเทศต้องถูกจาบจ้วง จากกลุ่มบุคคลซึ่งไม่มีสำนักในพระมหากรุณาธิคุณ แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ถือว่าผิดกฎหมายบ้านเมือง จำต้องรับโทษ

 พร้อมรบ

                รูปแบบการดำเนินการขององค์กรมี 3 ลักษณะ หมอเหรียญอธิบายว่า สิ่งแรกที่กำลังวางแผนคือหน่วยบริการงานกองทุน วางระบบบัญชีการเงิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการสืบค้น ยกตัวอย่างคือ หากคน 10 ล้านคน ช่วยเหลือกองทุนองค์กรเก็บขยะแผ่นดินคนละ 50 บาท เป็นเงิน 500 ล้าน หรืออาจจะมากกว่าในความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ขั้นตอนนี้ยังอยู่ในขั้นเตรียมการวางระบบอย่างรอบคอบ โดยจะประกาศให้ทราบความชัดเจนภายในเดือน พฤษภาคม 2557 นี้

                ขั้นต่อมา หน่วยสำรวจขยะ มีหน้าที่สืบหาผู้กระทำความผิด ทั้งสื่อออนไลน์ โทรทัศน์ วิทยุ รวมถึงหนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ฯลฯ เพื่อรวบรวมหลักฐานพฤติกรรม และนำเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีทางกฎหมาย ติดตามคดีจากหน่วยราชการที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิดต่อไป

                “ไม่ใช่ว่าจับส่งแล้วปล่อยไป เราจะมีการตามคดี กรณีแนวร่วมที่มีการกระทำที่คลุมเครือ ดำเนินการทางกฎหมายไม่ได้ เราจะใช้มาตรการต่อต้านทางสังคม ให้สังคมรับรู้ว่าคนเหล่านี้มีพฤติกรรมแบบนี้ ให้สังคมต่อต้าน เช่น ไม่ซื้อขาย ไม่คบค้า ไม่จ้างงาน”

                สุดท้าย คือหน่วยรณรงค์ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้สถาบันฯ อยู่คู่คนไทยอย่างสง่าผ่าเผยและยั่งยืนสืบไป

                หมอเหรียญกล่าวว่า การปฏิบัติการสืบค้นผู้กระทำการหมิ่น ตามมาตรา 112 ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยลำดับความเร่งด่วนในกลุ่มผู้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและแนวร่วมทางสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งนี้ได้พบตัวบุคคลแล้วประมาณ 300 ราย อย่างไรก็ตาม การแจ้งความดำเนินคดีจำเป็นต้องทำการพิสูจน์และรวบรวมหลักฐานให้ชัดเจนมัดแน่นเสียก่อน ซึ่งต้องใช้ความละเอียด รอบคอบ และต้องใช้เวลามาก ถึงแม้จะมีการปิดเพจหรือเฟซบุ๊กหนีแล้วก็ตาม แต่ทีมปฏิบัติงานสืบค้นยังคงติดตามบุคคลดังกล่าวอยู่โดยไม่เลิกรา

               “สถานการณ์ในขณะนี้มันถูกปล่อยปละละเลยมานาน เราต้องทำการเก็บขยะก่อน เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี เราก็จะแปรรูปองค์กรนี้เป็นองค์กรรณรงค์สร้างสรรค์เชิงบวก เพื่อปกป้องสถาบันและพิทักษ์เกียรติของพระมหากษัตริย์”

                ด้วยภาระหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้ หมอเหรียญประกาศตัวชัดเจนประหนึ่งสายล่อฟ้า แน่นอนว่า มีผู้สนับสนุนก็ย่อมต้องมีผู้จ้องทำลาย เห็นได้จากจดหมายขู่เกือบ 20 ฉบับ รวมถึงโทรศัพท์ขู่อีกหลายร้อยสาย และที่ร้ายแรงกว่านั้น ถูกผู้ไม่หวังดีลอบยิงถึงที่บ้าน สิ่งนี้ชัดเจนว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายทหารนอกราชการคนนี้ ทำให้หลายคนเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย

               “ลูกเมียผมโอเค เขาบอกตายเป็นตาย ภรรยาผม ลูกผมสามคน พ่อแม่พี่น้องคิดเหมือนกันว่า เรารู้คุณแผ่นดินไม่พอ เราต้องตอบแทนคุณแผ่นดินด้วย วันนี้ชีวิตผมสบายแล้ว มีฐานะ มีชีวิตแสนสุข ถามว่ากลัวไหม กลัว แต่สมัยเป็นทหารก็โดนมาเยอะ ลองไปถามทหารที่เป็นเพื่อนผม ลูกน้องผมดูว่า พี่เหรียญเป็นคนยังไง เขารู้หมดว่าผมก็นักรบ ออกมา 7 ปีแล้ว ก็กลายเป็นว่าต้องกลับมารบอีก เพียงแต่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ไม่ได้ถือปืนเท่านั้น”

                ปัจจุบัน พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ อายุ 51 ปี เป็นคนหนึ่งที่เรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว มีครอบครัวที่อบอุ่น ทั้งกิจการก็รุ่งเรือง ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมากระทำการใดที่เสี่ยงอันตรายต่อตนเองและครอบครัวเช่นนี้ แต่ทว่า จิตสำนึกของคนไทยคนหนึ่ง ที่ถูกหล่อหลอมให้เสียสละเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังคงอยู่ แม้จะเดินทางสายแพทย์รักษาคนมายาวนาน และลาออกจากราชการมาหลายปีแล้ว แต่วิญญาณทหารของหมอเหรียญก็ยังคงฉายชัดตราบจนวันนี้ วันที่ตัวเขาเองประกาศว่า “พร้อมรบ” ภายใต้องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน


“ผมเป็นคนธรรมดา ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว” หมอเหรียญกล่าวทิ้งท้าย

 

ติดตามข่าวสารความคืบหน้าขององค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ได้ที่ https://www.facebook.com/thaigoldmedal?fref=ts