Featured

Alliance

 

 

 

 

 


บ้านนางเลิ้ง

บ้านนางเลิ้ง

ปลุกมัมมี่ฟื้นคืนชีพ ปลุกละครชาตรีตื่นจากหลับไหล

          ตรอกแคบๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยตึกรามบ้านช่องขมุกขมัวกลางชุมชนนางเลิ้ง ข้างวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค นางเลิ้ง) หรือชื่อที่ชาวบ้านแถวนั้นรู้จักกันดีในนาม “บ้านศิลปะ” คือสถานที่รวมตัวกันของเด็กๆ ซึ่งขาดโอกาสทางการศึกษาและสภาพแวดล้อมที่ดี ปัญหาครอบครัว ชุมชนแออัด ปัญหาความรุนแรง รวมถึงยาเสพติด เหล่านี้ล้วนเกิดจากฝีมือของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น กลับส่งผลให้ชีวิตน้อยๆ ซึ่งลืมตามาดูโลกได้ไม่กี่ปีถูกเรียกขานว่า “เด็กสลัม”

 


          ตรอกแห่งนี้นำเราไปพบกับคนกลุ่มเล็กๆ ที่พยายามกระทำในสิ่งที่ยุคสมัยได้หลงลืมไปแล้ว นั่นคือ การฟื้นฟู“ละครชาตรีแบบดั่งเดิม” ภายใต้ 2 หัวแรงใหญ่  สุวัน  แววพลอยงาม คนรุ่นใหม่ผู้เล็งเห็นคุณค่าของศิลปะวัฒนธรรมไทยอย่างละครชาตรีซึ่งสูญหายไปแล้วตามกาลเวลา โดยมี กัญญา ทิพโยสถ วัย 68 ปี ผู้เกิดและโตมากับละครชาตรีทั้งชีวิต เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่เด็กๆ ในชุมชนและผู้ที่สนใจ “ฟรี”

          สุวัน แววพลอยงาม ให้เหตุผลเกี่ยวกับแนวคิดการคืนชีพละครชาตรีว่า ในย่านนางเลิ้งมีศิลปินรุ่นเก่ามากมาย โดยเฉพาะละครชาตรีแบบดั่งเดิม คือร้องเองเล่นเอง หมายความว่าพึ่งเครื่องดนตรีเพียงน้อยชิ้น อาศัยคำร้องที่ตรงไปตรงมา เป็นคำไทยแท้ ไม่ปรุงแต่งให้ยืดยาว เป็นเสน่ห์ของละครชาตรีที่สามารถเข้าถึงคนทุกชนชั้น ทั้งในวังและนอกวัง แต่ทว่าในปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้แล้ว จึงชวนป้ากัญญา หนึ่งเดียวในยุคสมัย ผู้กุมความรู้ความสามารถอันเจนจัดด้านละครชาตรีมาช่วยฟื้นฟูและถ่ายทอดให้เด็กๆ ก่อนที่องค์ความรู้นี้จะตายไปกับคนรุ่นเก่า

          “เราเสียดายนะ จะทำยังไงให้เด็กหันมาสนใจของไทยๆ อย่างนี้ เมื่อก่อนตอนเราเด็กๆ ยังเคยได้ดูละครชาตรีผ่านช่อง 4 บางขุนพรหม แต่เดี๋ยวนี้เด็กๆ ได้ดูแต่ละครน้ำเน่า จริงๆ ถ้าเด็กได้เห็นในโทรทัศน์เด็กก็จะทำได้ เราจะสร้างเด็กยังไงให้เขาสนใจของพวกนี้แบบแฮปปี้ เหมือนที่ต่างชาติเขาสนใจ เหมือนที่ชาวญี่ปุ่นเขาเข้ามาฝึกกับป้ากัญญา เขาตั้งใจและสนใจมาก เก็บลายละเอียดทุกอย่าง ให้เกียรติศิลปะวัฒนธรรมไทยจริงๆ แต่เราเองซึ่งเป็นเจ้าของกลับปล่อยเลยตามเลย ไม่สนใจของที่ตัวเองมีอยู่” สุวันกล่าว

          เมื่อคุณสุวันมีความคิดริเริ่มในการฟื้นฟูละครชาตรีเพื่อเป็นกิจกรรมให้เด็กๆ ในพื้นที่ได้มีโอกาสฝึกฝนแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ป้ากัญญา ผู้เกิดและเติบโตมากับครอบครัวซึ่งเล่นละครชาตรีเป็นอาชีพสืบต่อกันมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด บัดนี้ เหลือเพียงลมหายใจเดียวแล้วที่ยังมีแรงถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยโบราณชนิดนี้ให้แก่ชนรุ่นหลังได้

          กัญญา ทิพโยสถ หรือ ครูจ๋า วัย 68 ปี พื้นเพเป็นคนนครศรีธรรมราช ก่อนจะย้ายมาอยู่กรุงเทพย่านนางเลิ้งแบบถาวร เกิดและเติบโตในครอบครัวซึ่งประกอบอาชีพเล่นละครชาตรี ดังนั้น ตัวครูจ๋าเองจึงไม่เคยประกอบอาชีพอื่นใด นอกจากแสดงละครชาตรี ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุคหนึ่ง ถึงขนาดคณะของคุณตาและแม่ครูจ๋าเคยได้ไปแสดงที่กัมพูชา ต่อหน้าพระภักดิ์ของพระบาทสีสวัสดิ์ มณีวงศ์ ขณะนั้นแม่ของครูจ๋า อายุเพียง 18 ปี ถูกถวายตัวเป็นสนมของกษัตริย์ ช่วงนั้นฝรั่งเศสได้พยายามครอบครองกัมพูชาเพื่อเป็นเมืองขึ้น สถานการณ์จึงพลิกผันให้ครอบครัวต้องกลับประเทศไทย และนำละครชาตรีมาแสดงอย่างต่อเนื่องในไทย, สมัย ร.4 และ ร.5 ช่วงนั้นคณะละครชาตรีได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม

          “แวดวงเราอยู่ในละคร 3-4 ขวบ เราก็ได้ไปแล้ว ได้ยินเสียงโทน เสียงกลองตุ๊ก รำเป็นบ้างไม่เป็นบ้างเราก็ออกไปรำตามประสาเด็ก แต่พอ 9 ขวบ เราก็ได้แสดงเป็นเรื่องเป็นราว เป็นนางเอกลูกบ้าง นางเอกในละครบ้าง ตัวเด็กๆ พวกกุมารเราก็เป็น หมายความว่าคณะของคุณตาทุกคนจะต้องมีค่าตัว สมัยนั้นเราได้ค่าตัว 10 บาท แพงสุดก็ 30 บาท ก็แสดงมาเรื่อยตั้งแต่ 9 ขวบ จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังแสดงอยู่”

          ครอบครัวครูจ๋ามีอาชีพแสดงละครชาตรีกันตั้งแต่รุ่นคุณทวด สืบทอดจนกระทั่งรุ่นครูจ๋า รวมทั้งหมด 4 รุ่น รุ่นแรกเป็นคณะของครูทองใบ เรืองนนท์ (ทวด) รุ่นที่ 2 พูน เรืองนนท์ (ตา) รุ่นที่ 3 คณะแม่แพน   เรืองนนท์ (รุ่นแม่) และรุ่นปัจจุบัน คือ “คณะกัญญา ลูกแม่แพน” ซึ่งเป็นคณะของครูจ๋าเอง นี่คือสายเลือดละครชาตรียุคปัจจุบันที่ยังคงดำรงอยู่

          ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน ครูจ๋าจึงตัดสินใจถ่ายทอดศิลปะการฟ้อนรำแบบละครชาตรีดั่งเดิมให้แก่เด็กๆ โดยไม่สนใจว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปเช่นไร ในปัจจุบันอาจมีผู้ที่แสดงละครชาตรีเหลืออยู่ แต่เป็นละครชาตรีที่ถูกประยุกต์แล้ว หมายความว่า บทร้อง ผู้แสดง ท่ารำ รวมถึงเครื่องดนตรีที่ใช้ก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย ทำให้ลายละเอียดต่างๆ พลอยลดลงไป

          “สมัยนี้เขาแสดงละครชาตรีแต่เขาใช้เครื่องครบ เขาเรียกเครื่องห้า เหมือนละครนอกของกรมศิลปากร แต่ละครชาตรีจริงๆ มีเพียง ปี่ โทน กลองตุ๊ก มีลูกฆ้องม้องแหม่ง แล้วก็จะมีฉิ่ง มีกรับ แค่นั้น สมัยก่อนละครชาตรีจะร้องอยู่สองอย่าง คือร้องจังหวะโทน ร้องชาตรีกับร้องร่าย เวลาจะร้องเชิด ใช้ปี่เลาเดียว แต่ปัจจุบันละครมีมากขึ้น เขาก็เริ่มประยุกต์ มีเครื่องพิพาทย์เข้ามาเต็มวง เขาเรียกเครื่องห้าไง แต่ว่าของเรายังคงความเป็นละครชาตรีไว้ ไม่ใช่ร้องลูกทุ่งหรือสากล”

          ในตรอกแคบๆ นั้นยังพอมีพื้นที่สำหรับการฟ้อนรำ มันถูกดัดแปลงจากบ้านไม้หลังเก่าให้กลายเป็นสถานที่ฝึกซ้อม สายๆ หน่อย เด็กๆ ก็จะทยอยกันมาอยู่ที่นี่ คุณสุวันเล่าว่า เด็กๆ แต่ละคนล้วนมีปูมหลังที่น่าเห็นใจ บางคนบิดากินยาตายตั้งแต่เขายังเล็กๆ ขาดเสาหลักและความมั่นคงในชีวิต เด็กบางคนผู้ปกครองยังไม่พ้นโทษจากเรือนจำ จึงอาศัย “บ้านศิลปะ” แห่งนี้ เป็นเสมือนบ้านและโรงเรียนในคราวเดียวกัน แม้จะเป็นสถานที่เล็กๆ แต่ที่นี่อบอวลไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เป็นที่ซึ่งให้พวกเขาได้รู้จักแสดงออก อย่างน้อยก็ได้พบเห็นและซึมซับในศิลปะวัฒนธรรมไทย

         “ถ้าเราไม่ดึงเด็กมา ป่านนี้ไม่รู้พวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน คงไม่พ้นร้านเกมส์แน่ๆ เพราะถ้าอยู่ที่บ้านพวกเขาก็จะเจอแต่สภาพแวดล้อมเดิมๆ (สลัม) เพราะไม่ได้เรียนหนังสือ พอมีตรงนี้ขึ้นมาเด็กๆ ก็จะรู้ว่าเช้าขึ้นมาต้องไปไหน ไปทำอะไร ได้เจอเพื่อนๆ ที่ไม่เกเร ได้ทำงาน ได้เจอรุ่นพี่ที่ดูแลกันได้ เด็กบางคนที่มาฝึกเขาก็รำได้แล้วนะ สามารถหากินได้เลย ถ้าเรามีการสนับสนุนศิลปะตรงนี้สักหน่อย อย่างน้อยบรรจุไว้ในระบบการศึกษาด้วยก็ดี มันจะได้ไม่หายหรือถูกลืมไป”

          ละครชาตรีนับเป็นละครที่มีมาแต่สมัยโบราณ และมีอายุเก่าแก่กว่าละครชนิดอื่นๆ มีลักษณะเป็นละครเร่คล้ายของอินเดียที่เรียกว่า "ยาตรี" หรือ "ยาตรา” ซึ่งแปลว่าเดินทางท่องเที่ยว ละครยาตรานี้คือละครพื้นเมืองของชาวเบงคลีในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นละครเร่ นิยมเล่นเรื่อง "คีตโควินท์" เป็นเรื่องอวตารของพระวิษณุ ตัวละครมีเพียง 3 ตัว คือ พระกฤษณะ นางราธะ และนางโคปี

          ละครยาตราเกิดขึ้นในอินเดียนานแล้ว ส่วนละครรำของไทยเพิ่งจะเริ่มเล่นในสมัยตอนต้นกรุงศรีอยุธยา จึงอาจเป็นได้ที่ละครไทยอาจได้แบบอย่างจากละครอินเดีย เนื่องจากศิลปวัฒนธรรมของอินเดียแพร่หลายมายังประเทศต่างๆ ในแหลมอินโดจีน เช่น พม่า มาเลเซีย เขมร และไทย จึงทำให้ประเทศเหล่านี้มีบางสิ่งบางอย่างคล้ายกันอยู่มาก

          ครูจ๋าอธิบายว่า ในยุคของตน ละครชาตรีหายไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เพราะหมดความนิยมในยุคสมัย ตัวครูจ๋าเองก็ทำใจปล่อยวาง ด้วยไม่อาจต้านทานกระแสสังคมอันหลากหลายได้ โดยเฉพาะกระแสวัฒนธรรมจากต่างประเทศที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคนไทย เปลี่ยนรสนิยมคนไทยไปจากเดิม จากที่เคยดูการแสดงในแบบของตนเอง ก็หันไปดูของตะวันตก รับเอาของเขามาโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ สุดท้ายเด็กๆ พากันเดินเข้าร้านเกมส์ มีละครที่เสี้ยมสอนเด็กในทางที่ผิดเกิดขึ้นมากมาย เพราะผู้ผลิตเอาแต่คำนึงถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียว

          “บางทีเราก็เข้าใจเด็กนะ ซ้อมรำอยู่ดีๆ พอพักเที่ยงมันแอบไปเต้นเกาหลีอยู่หลังบ้าน สอนๆ อยู่นั่งกดโทรศัพท์กัน เล่นเกมส์กัน บางทีเราเห็นเด็กที่ไม่ได้มาเรียนด้วยใจจริงเราก็เหนื่อยใจ แต่ไม่โทษเด็กหรอก เพราะเขาแทบไม่รู้จักเลยว่าละครชาตรีคืออะไร ของอย่างนี้ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ เด็กจะรู้จักได้ไง ที่ผ่านมาผู้ใหญ่ไม่เคยนำเสนอให้เด็กรู้จักเลยตามสื่อต่างๆ เราจึงหวังอะไรจากเขามากไม่ได้ เอาเท่าที่ได้ก็แล้วกัน” ครูจ๋าถอนหายใจ

          ในปี 2553 นี่เอง ละครชาตรีก็ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับไหลอันยาวนาน ราวกับมัมมี่ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา โดยคนกลุ่มเล็กๆ เหล่านี้ มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารการแสดงผ่านทางเฟซบุ๊ค และเว็บไซต์ เพื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ ชาวต่างชาติที่สนใจในศิลปะวัฒนธรรมชนิดนี้ พากันบินมาฝึกกับครูจ๋า เมื่อเห็นว่ายังมีผู้คนให้ความสนใจและสนับสนุนอยู่บ้าง ก็นับเป็นกำลังใจให้คนกลุ่มนี้มีแรงขับเคลื่อนต่อไป แม้จะเป็นการถ่ายทอดให้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ตัวครูจ๋าเองก็พอใจ และภูมิใจว่าสิ่งที่ได้สั่งสมมามันไม่สูญเปล่า นอกจากนี้ ครูจ๋ายังถูกเชิญให้เป็นผู้ฝึกสอนแก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังอีกด้วย

          ปัจจุบันรูปแบบการแสดงของละครชาตรีประยุกต์ใช้เวลา 15 นาทีเพื่อรำโชว์ คนร้องกับนางรำเป็นคนละคน ซึ่งรูปแบบเดิมจะใช้คนเดียวกัน สิ่งที่น่ากังวลคือ นางรำในปัจจุบันจะอวดอ้างว่าเป็นการแสดงละครชาตรีเพื่อการแก้บน ใช้ท่ารำละครชาตรีมาประยุกต์เข้ากับเพลงสมัยใหม่ พร้อมใช้ดนตรีปี่พาทย์เล่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ละครชาตรีของไทยเป็นที่เข้าใจผิดของผู้ชม ทำลายความน่าเชื่อถือของไทยเอง

         “ฉันไม่อาจต้านทานยุคสมัยได้ แต่ละครชาตรีต้องเป็นละครชาตรี คงสภาพไว้ นี่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรเก็บรักษา ใครสนใจอยากมาเรียนก็ให้รีบมาเสียตั้งแต่ตอนนี้ ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่อีกนานแค่ไหน” ครูจ๋ากล่าวทิ้งท้าย

          ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมเกี่ยวกับละครชาตรีได้ที่ บ้านเลขที่ 203 ถ.หลานหลวง แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบฯ กทม.สอบถามรายละเอียดการเรียนละครชาตรีโทร.02-282-5431, 085-133-4724 (กัญญา ทิพโยสถ) หรือ 082-072-9297 (สุวัน แววพลอยงาม)

ติดตามข่าวสารผ่านเฟซบุ๊คได้ที่ https://www.facebook.com/BaanNanglerng (บ้านนางเลิ้ง)