Featured

Alliance

 

 

 

 

 


“ผมเชื่อว่าความพอเพียงทำให้โลกงดงาม”

“ผมเชื่อว่าความพอเพียงทำให้โลกงดงาม”

นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์

นิตยสาร IS AM ARE ครอบครัวพอเพียง ฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ ได้รับเกียรติจากประธานมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด และสมาชิกวุฒิสภา นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ มาเล่าเรื่องราวในบางแง่มุมของชีวิตที่ผ่านมา เพื่อถ่ายทอดสู่ผู้อ่าน รวมถึงเรื่องราวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในมุมมองของท่านอีกด้วย

 

นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๔๙๓ เป็นคนกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด อาศัยอยู่ที่บ้านย่านพระโขนงกับครอบครัว จนอายุ ๒ ขวบ จึงได้ย้ายตามคุณพ่อ (ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์) ไปรับราชการที่จังหวัดเชียงใหม่ พออายุได้ ๔ ขวบจึงกลับมาศึกษาต่อในระดับอนุบาล ๑ ถึงระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนสัมมาชีวศิลป

โรงเรียนสัมมาชีวศิลป เปิดสอนระดับอนุบาล ถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ ตั้งอยู่ซอยพญานาค ถนนพญาไท แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เป็นโรงเรียนการกุศลก่อตั้งขึ้นโดย หลวงปริญญาโยควิบูลย์, พระอร่ามรณชิต,     พระสงครามภักดี, พระปวโรฬารวิทยา และพระยาอมรฤทธิธำรง แรกเริ่มได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิ ชื่อว่า สัมมาชีวศิลปมูลนิธิ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๔๙๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อบำรุงส่งเสริมการศึกษา อบรมนักเรียนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ให้การศึกษาศีลธรรมแก่บุคคลได้ประกอบสัมมาอาชีวะที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา

โรงเรียนแห่งนี้เองเป็นเบ้าหลอมสำคัญที่ทำให้นายแพทย์จักรธรรมได้ซึมซับในพุทธศาสนา เพราะเป็นโรงเรียนมีกฎระเบียบเฉพาะ ไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่กำหนดให้หยุดเฉพาะวันพระกับวันโกนเท่านั้น การได้มาเรียนในโรงเรียนนี้ จึงถือเป็นการปลูกฝังจากคนในครอบครัวให้ท่านได้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนาตั้งแต่เล็กๆ

“ผมกลับไปดูแลโรงเรียนเก่า และดูแลรุ่นน้อง เด็กส่วนใหญ่ในโรงเรียนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในชุมชนซอยพญานาค ชุมชนราชเทวี อยู่ใกล้ๆ กับบ้านครัว ที่นั่นมีคนจนเยอะ” ปัจจุบันนายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ยังดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานสัมมาชีวศิลปมูลนิธิฯ อีกด้วย

ตัดสินใจเรียนแพทย์

เมื่อจบจากโรงเรียนสัมมาชีวศิลป นายแพทย์จักรธรรมเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนสาธิตจุฬา (รุ่น ๓) ตามคำแนะนำของคุณพ่อ ก่อนจะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะวิทยาศาสตรบัณฑิต (วิทยาศาสตร์การแพทย์)

“มีหลายกระแสที่ทำให้ผมอยากเรียนแพทย์ ในสมัยนั้นเป็นอาชีพน่าสนใจที่สุด คือจบมามีงานทำเลย รัฐบาลบังคับว่า พอจบมาแล้วต้องไปทำงาน บางวิชาชีพพอจบแล้วไม่มีงานทำก็มี อย่างที่สองคือ พ่อแม่มีอิทธิพลด้วย คืออยากให้เราเป็นหมอเพื่อจะได้ดูแลท่าน หรือว่าดูแลตนเอง อย่างที่สามคือ เป็นกระแสความคิดในหมู่คนหนุ่มสาวตอนนั้น ก่อนรุ่นผมมีแพทย์บางรุ่นพอจบแล้วก็เหมาเครื่องบินไปอเมริกาเลย คือไปทำงานอเมริกา ตอนนั้นอเมริการับแพทย์รับพยาบาลต่างประเทศเยอะ”

เมื่อแพทย์จบใหม่พากันบินไปทำงานที่อเมริกากันหมด ส่งผลให้ชนบทของไทยขาดแคลนแพทย์เป็นอย่างมาก จึงมีเสียงเรียกร้องว่าอยากให้แพทย์นั้นเสียสละ ในที่สุดรัฐบาลจึงมีสัญญาว่าใครเรียนแพทย์จบแล้วต้องจับฉลากไปทำงานต่างจังหวัด ๓ ปี นี่คือระเบียบบังคับ หลังจากนั้นถึงจะมีเสรีภาพในการเลือก

“รุ่นผมเป็นรุ่นสุดท้ายที่มีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะรับทุนรัฐบาลหรือใช้ทุนเสรี ถ้าใช้ทุนเสรีเราเรียนจบมาเราไปไหนก็ได้ ไปอเมริกาก็ได้ แต่ถ้ารับทุนรัฐบาลต้องทำงานใช้หนี้สามปี แต่หลังจากรุ่นผมแล้วมีกฎบังคับให้ทำงานต่างจังหวัดทุกคน แต่ผมเลือกใช้ทุนรัฐบาล โดยเสียค่าเล่าเรียนปีละประมาณ ๒-๓ พันบาท หากไม่รับทุนรัฐบาลต้องเสียค่าเล่าเรียนปีละ ๑ หมื่นบาทเทียบกับสมัยนี้ก็ประมาณ ๒ แสน”

สมัยที่นายแพทย์จักรธรรมเลือกรับทุนรัฐบาลในการเรียนแพทย์ มีค่าใช้จ่ายเพียงปีละไม่ถึง ๔ พันบาท ซึ่งไม่มากเลยหากเทียบกับฐานะลูกนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ๒ สมัย

                “ในสมัยที่ผมเลือกใช้ทุนรัฐบาล พ่อผมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมเลือกจ่ายค่าเล่าเรียนปีละไม่กี่พันบาท เพื่อจะไปทำงานให้รัฐบาลสามปี เป็นกระแสความคิดของคนหนุ่มสาวในขณะนั้น แต่ไปอยู่เสียแปดปี (หัวเราะ) จนอาจารย์ในโรงเรียนแพทย์มาเตือนว่า อยู่นานแล้วนะ ควรจะไปเติมความรู้หรือขยับขยายได้แล้ว รุ่นพี่หลายคนทำงานที่โรงบาลอำเภอยันเกษียณเลย เพราะอยู่แล้วผูกพันกับที่นั่น เป็นความภูมิใจเล็กๆ นะ ที่ลูกชายนายกรัฐมนตรี จับฉลากไปใช้ทุนต่างจังหวัดสามปี”

                นายแพทย์จักรธรรมจับฉลากได้ฝึกงานที่โรงพยาบาลอำเภอบางปะอิน จังหวัดอยุธยา และได้ทำงานอยู่ที่นั่นเป็นเวลา ๗ ปี, ในช่วงเวลา ๗ ปี ท่านได้รับทุนรัฐบาลอังกฤษ จึงเดินทางไปศึกษาต่อในสาขาวิชา “การสาธารณสุขในประเทศกำลังพัฒนา” เป็นเวลา ๑ ปี ก่อนจะบินกลับมารับราชการที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีอีก ๑ ปี รวมเวลาทั้งหมด ๘ ปี ในการจากบ้านเพื่อทำงานและศึกษาเล่าเรียน ก่อนจะกลับมารับราชการที่กรุงเทพฯ บ้านเกิดเมืองนอน

ท่านพุทธทาสเป็นพระอุปัชฌาย์

“เดิมทีทางกระทรวงฯ จะให้ผมไปอยู่ที่จังหวัดพังงา แต่ผมขอแลกกับเพื่อนที่ได้รับเลือกให้ไปจังหวัดสุราษฎร์ฯ เพราะอยากบวช” เป็นความตั้งใจของนายแพทย์จักรธรรมซึ่งมีศรัทธาในท่านพุทธทาสภิกขุเป็นอย่างมาก จึงได้ขอย้ายไปลงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่ออุปสมบทโดยมีท่านพุทธทาสเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๒๘

“ผมเป็นลูกศิษย์สวนโมกข์ตั้งแต่ยังเล็ก พ่อผมไปสวนโมกข์อยู่บ่อยๆ ผมก็ตามพ่อผมไป ท่านอาจารย์พุทธทาสก็เอ็นดูผม รักผม เมื่อผมมีโอกาสไปภาคใต้ผมก็อยากไปรับใช้ท่านพุทธทาส จึงขอสลับกับเพื่อน เพื่อนผมก็โอเค ผมเลยได้ไปสุราษฎร์ฯ ตอนนั้นลูกผมอายุได้ขวบหนึ่ง ก็พากันมาอยู่ที่สุราษฎร์ ครอบครัวผมจะได้มีโอกาสมาทำบุญกันที่วัดสวนโมกข์”

นายแพทย์จักรธรรมถือเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้บวช ณ วัดสวนโมกข์ โดยมีท่านพุทธทาสเป็นพระอุปัชฌาย์ให้       ท่านยังจำคำถามของท่านพุทธทาสได้ว่า “ทำไมถึงอยากบวชที่นี่ ทำไมไม่อยากไปบวชกับสมเด็จพระสังฆราชฯ ทำไมไม่อยากเป็นนาคหลวง” เป็นคำถามที่กินใจเหลือเกิน เพราะลูกชายนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น คงสามารถขอเป็นนาคหลวงให้มีเกียรติได้ หากด้วยแรงศรัทธาอย่างเดียวเท่านั้น คำตอบที่ท่านพุทธทาสได้รับจากนายแพทย์จักรธรรมก็คือ “ผมอยากบวชที่นี่ครับ”

                หากย้อนความไปในวัยเด็กแล้ว จะเห็นว่านายแพทย์จักรธรรมถูกปลูกฝังเรื่องการเข้าวัดทำบุญมาตั้งแต่สมัยรุ่น  คุณทวดของท่าน คุณทวดหรือย่าของท่านเป็นคนที่มีอุปนิสัยชอบเข้าวัดเข้าวาเหมือนพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัดในการทำบุญ สิ่งเหล่านี้สืบทอดผ่านทางคุณพ่อของท่านซึ่งเป็นคนฝักใฝ่ในเรื่องธรรมะ จนมาถึงตัวท่านเอง ก่อนจะสืบเนื่องไปยังรุ่นลูกของท่านอีก ๓ คน

                “คงเป็นเรื่องที่มีการปลูกฝังนั่นแหละ แต่ผมเองไม่ได้เป็นคนที่เชื่อเรื่องปลูกฝังเพียงอย่างเดียว ผมเชื่อเรื่องยีนด้วยเพราะผมเป็นแพทย์ (หัวเราะ) มันต้องมียีนมีเชื้ออยู่ในตัวด้วยในทางวิทยาศาสตร์ เพราะบางคนคุณพ่อคุณแม่ปลูกฝัง แต่ลูกมียีนอีกแบบหนึ่งเขาก็เป็นผู้ร้ายได้เหมือนกัน หรือถ้าพูดแบบโบราณก็อาจจะเป็นเรื่องของบุญกรรมชาติเก่า ที่ส่งลงมาให้เราสนใจเรื่องอะไรต่างๆ”

หลักการทำงาน

                “ชีวิตผมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ” เมื่อมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ย่อมต้องมีปัญหา ต้องมีอุปสรรคเป็นเรื่องธรรมดา นายแพทย์จักรธรรมเองก็เช่นกัน กว่าจะถึงวันนี้ท่านผ่านอุปสรรคในหน้าที่การงานไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการโยกย้ายตำแหน่ง ปัญหาในองค์กร หรือแม้กระทั่งเรื่อง “ยาแพง” ซึ่งเป็นผลพวงจากพิษการเมืองเมื่อสมัยอยู่กระทรวงสาธารณะสุข

                “วิกฤตหนึ่งก็คือเรื่องยาแพง ผมอยู่ในฝ่ายต่อต้านรัฐมนตรีเรื่องยาแพง จนกระทั่งหนังสือพิมพ์เอารูปผมกับรูปรัฐมนตรีไปขึ้นคู่กันแล้วเขียนว่า จะเชื่อใครดี เพราะฉะนั้นผมก็เลยเป็นเป้าสำคัญของฝ่ายการเมือง เพราะว่าเรื่องยาแพงมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องเยอะ แล้วกลายเป็นว่าผมกับแพทย์ชนบทและประชาชนไปรังแกพวกเดียวกันเอง มีคนพูดทำนองว่าจะจับหนูตัวเดียวทำไมต้องเผาบ้านด้วย นี่เป็นวิกฤตหนึ่งที่ผ่านมา”

                หลักในการทำงานของท่านคือ “ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม” สิ่งนี้ได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อ ซึ่งเป็น         ผู้พิพากษาที่ได้รับการยกย่องว่า มีคุณสมบัติดีเด่นเรื่องความถูกต้องชอบธรรม กอรปกับตัวท่านเองเป็นคนกล้าที่จะแก้ไขในสิ่งผิด โดยไม่เกรงกลัวนักการเมืองหรือคนไม่ดี เหตุผลเล็กๆ ที่อยู่เบื้องหลังของท่านก็คือ ท่านมีพ่อเป็นตัวอย่างในความ กล้าหาญและรักความยุติธรรม ทั้งยังเป็นผู้ใหญ่ในราชการ อีกประการหนึ่งคือ ส่วนตัวท่านเป็นคนเกลียดการทุจริตคดโกง

                “เราเป็นคนยึดมั่นในเรื่องความถูกต้องชอบธรรมมาก จึงทำให้เราถูกเขี่ยไปเป็นพวกนั้นพวกนี้ ถูกหาว่าไม่รักพวกพ้อง แต่เราก็ฝ่าฟันมาจนถึงตำแหน่งอธิบดี ถึงรองปลัดกระทรวงฯ จริงๆ ชีวิตที่ผ่านมาผมไม่เคยมีพวก ผมเลือกข้างความถูกต้อง นี่พูดเหมือนเป็นอุดมการณ์เกินไป แต่มันคือของจริงนะ คือถ้าอาจารย์ผม เจ้านายผม ทำไม่ถูกต้องผมก็ไม่เชื่อท่าน เถียงท่านก็มีหลายเรื่อง”

 

มุมมองในเรื่องปรัชญาของเศรษกิจพอเพียง

                “ผมมองว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระราชทานลงมาเป็นพระพุทธศาสนาเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นายแพทย์จักรธรรมยึดมั่นในความถูกและกล้าหาญกับสิ่งที่ไม่ชอบธรรมก็คือ “ความพอเพียง” ท่านให้เหตุผลว่า สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ให้เพียงพอแล้ว ท่านไม่ต้องการตะเกียกตะกาย ไม่ต้องการวิงวอนใครเพื่อให้ได้วัตถุหรือยศถามาครอบครอง ท่านจึงเปรียบปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นพระพุทธศาสนา เพราะอยู่บนพื้นฐาน “ความพอดี”

                “จริงๆ ชาวพุทธเราเข้าใจคำว่าทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) มานาน แต่ไม่ค่อยลึกซึ้ง ท่านก็นำมาพระราชทานนามใหม่ว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะสามารถนำมาใช้กับเรื่องเศรษฐกิจได้ ซึ่งผมคิดว่ามันก็คือพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ ขนาดยูเอ็นยังยกย่องว่าเป็นปรัชญาสากล แต่ว่าพระองค์ท่านไม่ได้พูดถึงเรื่องศาสนา เพราะถ้าพูดถึงเรื่องศาสนาก็อาจจะเลี่ยงปัญหาไม่พ้น ผมเชื่อว่าถ้าเราไปศึกษาดีๆ เราจะเจอปรัชญานี้ในทุกๆ ศาสนา แต่ของไทยเราก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ทางสายกลาง ผมเชื่อว่าความพอเพียงทำให้โลกงดงาม”

                นายแพทย์จักรธรรมอธิบายว่า ถ้าเรา “พอ” ความโลภ โกรธ หลง ก็จะหายไป ปัญหาในสังคมอยู่ที่ความไม่พอของคน ฉะนั้นความพอเพียงเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนาก็ว่าได้ เพราะถ้าคนมีความพอเพียง เขาก็จะรู้สึกสงสารผู้ที่อ่อนแอกว่า รู้สึกเมตตาอยากแบ่งปันให้กับผู้อื่น นี่เป็นสิ่งวิเศษสุดในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

“โลกทุกวันนี้ทำให้คนวัตถุนิยมสูง ถ้าโลกเป็นอย่างนี้ก็เหมือนใส่ปุ๋ยให้ความโลภ ถ้ามองกลับกัน เราอยู่ในสังคมผีตองเหลืองเราก็จะไม่อยากได้น้ำหอมแพงๆ เราก็จะไม่อยากได้รถยนต์ เพราะว่าไม่จำเป็น พอสังคมเปลี่ยนเป็นยุคเทคโนโลยีอย่างทุกวันนี้ ความอยากจึงเกิดขึ้นง่าย จากที่ไม่เคยคิดจะซื้อรถเลย พอเห็นโฆษณาโปรโมชั่นต่างๆ ก็เกิดอยากได้ขึ้นมา ทำให้เรื่องวัตถุนิยมของคนมันเฟื่องฟูมาก สวนทางกับเรื่องจิตใจซึ่งโตช้า เหมือนไม่ได้รับการใส่ปุ๋ย หรือได้รับปุ๋ยที่ไม่ดีก็ไม่รู้”

การสวนทางกันของวัตถุนิยมกับจิตใจคนที่ต่ำลง ก่อเกิดความอยาก ลุกลามไปถึงความโลภ แม้แต่ในวงการพระสงฆ์เองที่นายแพทย์จักรธรรมเปรียบว่า เป็นเสมือนคนใส่ปุ๋ยความดีงามให้แก่คนในสังคม กลับปฎิบัติตัวแย่เสียเอง ยกตัวอย่างพระอื้อฉาวเณรคำ และอีกหลายคนที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่พระพุทธศาสนา นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดระยะห่างระหว่างโลกวัตถุกับจิตใจคนในปัจจุบัน ส่งผลให้สังคมเปลี่ยนเป็นวัตถุนิยม วัดค่ากันที่สิ่งของเงินตรา

“ผมอยากให้ลูกหลานตั้งมั่นในคุณงามความดีตามหลักศาสนาของแต่ละคน ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม ผมเชื่อว่าสิ่งที่พระศาสดาสอนเป็นสัจธรรมซึ่งไม่ผิดแน่นอน ถ้าเข้าถึงแก่นและปฏิบัติตาม สังคมก็จะสันติสุข อยากให้มีเมตตากรุณา มีความสันโดษ มีความพอเพียง มีความเอื้อเฟื้อต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์ และที่สำคัญโลกเรากำลังมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็อย่าลืมเอื้อเฟื้อต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ถือเป็นการทำเพื่อส่วนรวมอย่างหนึ่ง ถ้าเรามีคุณลักษณะอย่างนี้ ผมเชื่อว่าเราสามารถเติบโตได้ท่ามกลางการแข่งขันของสังคมโลก เพราะเรามีภูมิคุ้มกันแล้ว นั่นคือความพอเพียง” นายแพทย์จักรธรรมกล่าวทิ้งท้าย