Featured

Alliance

 

 

 

 

 


คลื่นพลเมืองดี FM 99.5 MHz สถานีจราจรเพื่อสังคม

คลื่นพลเมืองดี FM 99.5 MHz สถานีจราจรเพื่อสังคม

กรุงเทพมหานคร คือเมืองที่มีรถติดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยสภาพการจราจรที่แออัด ตามติดมาด้วยปัญหาอุบัติเหตุ ปัญหาระหว่างผู้ใช้รถกับประชาชนริมทางเท้า การปล้นจี้ในรถแท็กซี่ อาชญากรรม รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศ และอีกมากมายปัญหาที่มาพร้อมกับการจราจรติดขัด

                เหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ สิ่งที่พอทำได้คือบรรเทาความเดือดร้อนต่างๆ ให้คลี่คลายลง โดยผู้คนในสังคมเองต้องมีส่วนช่วยเหลือกันตามกำลังที่ตนมี จึงจะสามารถอยู่กับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างปกติสุข นี่จึงเป็นที่มาของ สถานีจราจรเพื่อสังคม คลื่น FM 99.5 MHz ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีเจตนารมณ์ในการเป็น “สื่อกลาง” รองรับภารกิจรายงานการจราจร แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ภายใต้การดูแลของ วรพล ทักษิณพิลา เจ้าของสถานี ผู้คลุกคลีอยู่ในวงการวิทยุมาทั้งชีวิต!

 

 

ความบังเอิญและพรแสวง

                วรพล ทักษิณพิลา เรียนจบคณะบริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฎในจังหวัดโคราช ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาเอง ปี 2532 ได้เริ่มต้นทำงานในสถานีวิทยุทหารอากาศ 05 กองบิน 53 อ.เมือง ประจวบคีรีขันธ์ คลื่น 91.25 ซึ่งไม่ตรงกับสิ่งที่เรียนมานัก แต่ด้วยความบังเอิญทำให้เขาได้รับโอกาสที่ไม่ถนัดเอาซะเลย

                “ผมเริ่มงานตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ประมาณปี 2532, ประมาณ 20 กว่าปีแล้ว คือจบมาก็ทำอาชีพนี้มาโดยตลอด ไม่ได้ตั้งเป้าว่าเราอยากเป็นดีเจ คือคนในครอบครัวก็ไม่มีใครทำอาชีพนี้อยู่แล้ว แต่มันเป็นเรื่องความบังเอิญ ตอนนั้นบริษัทมีสถานีวิทยุทั่วประเทศ เพื่อนก็ชวนไปสมัครหลังจากจบใหม่ๆ ซึ่งเราไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องได้เพราะเราทำไม่เป็น มันไกลตัวเรามากเกินไป ถามว่าฟังวิทยุไหมยุคนั้น วิทยุชุมชนไม่มี วิทยุ FM มีน้อยไม่กี่คลื่น ก็ฟังอยู่แล้ว ติดมาก คือวิทยุเป็นสื่อทุกวันนี้ก็เทียบได้กับ TV สมัยนั้น อายุประสบการณ์ชีวิตก็พออยู่ ผมจบบริหาร จากราชภัฏต่างจังหวัด (โคราช) ก็เริ่มงานมาจนถึงวันนี้”

                เมื่อไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับวิทยุมากนัก วรพลใช้วิธีสังเกตรุ่นพี่ที่เป็นดีเจ ใช้หลักการจดจำสิ่งต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก สมัยนั้นยังไม่มีอีเมล์ใช้ในการติดต่อลูกค้า มีเพียงเพจเจอร์ เป็นการทำงานวิทยุแบบแผ่นเสียง เปรียบให้เห็นภาพก็คือ ยุคที่โทรศัพท์มือถือยังเป็นเครื่องใหญ่ๆ เรียกขานกันว่าโทรศัพท์รุ่นกระดูกหมา ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือรองรับที่ทันสมัยเหมือนทุกวันนี้ แต่วรพลก็พิสูจน์ว่า พรแสวงนี่แหละทำให้คนก้าวผ่านความยากลำบากได้

                “หลายคนอาจจะคิดว่าไม่ชอบทำไมไม่เปลี่ยนงาน อาจจะบังเอิญชอบหรือยังไงไม่แน่ใจ จากไม่เป็นมาเป็น ทีนี้พอเรารู้สึกชอบจากพรแสวงก็พยายามฝึกฝน ผมเข้าทำรายการครั้งแรกผมเขียนตั้งแต่สวัสดีเลย เพราะว่าทำสคริปต์ ฟังแล้วก็มานั่งแกะ รุ่นพี่เขาเข้าทำงานเข้ารายการเขาพูดอะไรบ้าง พูดถึงอะไรบ้าง คนไม่เป็นมันต้องใช้วิธีจดบันทึก เขียนเสร็จแล้วสักพักเราก็หาเทป สมัยนั้นยังเป็นยุคเทป ผมจัดรายการตั้งแต่ยุคแผ่นเสียง ไม่มีซีดีด้วย ต้องบอกว่า ดีเจยุคแผ่นเสียงโคตรเก่งเลยนะ

นึกออกไหม เคยเห็นเข็มแล้วแผ่นเสียงที่เราจะต้องวางเป็นร่องๆ มันยากนะ มันจะมีเทินเทเบิลที่เปิดแผ่นเสียง 2 อันวาง แล้วมีเทปรีล คล้ายม้วนฉายหนังสมัยก่อน แล้วก็ตั้งสปอร์ต 30 วิ มันมี 2 อันสลับ เราตั้งสปอร์ตไว้ 2 ตัว พอเราเพลอันนี้เสร็จ เตรียมที่จะเปิดตัวนี้ พอสปอร์ตตัวนี้หยุด เอาตัวนี้ออกรีบเอาตัวใหม่ขึ้นมาใส่ แล้วก็เพลงก็เหมือนกัน ตั้งเพลงนี้ไว้พอเปิดเพลงนี้ก็ต้องรีบหยิบอีกเพลง เหมือนมันใช้ความชำนาญต้องทำคนเดียว เพราะไม่ได้มีคอนโทรลแบบทุกวันนี้ มีทีมงานเป็นสิบ คือมันเอื้อให้เราเยอะ”

 

บอกลาแม่ บอกลางาน

                หลังจากทำงานมาได้ 7 ปี วรพลเรียนรู้โลกแห่งวงการวิทยุมากมาย ตั้งแต่จดสคริปต์ เป็นคนเปิดแผ่นเสียง และเริ่มได้พูดเข้ารายการ พูดข่าว ตามลำดับ ก่อนจะได้เป็นผู้จัดสถานีสกายไฮบริษัทในเครือ อสมท. นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

                “ผมอยู่บริษัทเดิมประมาณสัก 7 ปีกว่า ก่อนที่จะมาเปลี่ยนบริษัท ก็ต้องยอมรับว่าถูกซื้อตัว แต่ก็ไม่ดังถึงขนาดนั้นแต่ว่าในยุคนั้นเงินเดือนหมื่นกว่าบาทมันเยอะมากนะ เพราะยุคนั้นอย่าลืมว่า สกายไฮ จ้างเงินเดือนพนักงานแค่ 5 พัน ในยุคที่ เอไทม์ เงินเดือนไม่ถึงหมื่นบาท ยุคนั้นเขาจ่ายแค่ชั่วโมงละ 150 บาท

                จุดเปลี่ยนผมก็คือผมขึ้นมาเป็นผู้จัดสถานี(สกายไฮ) ผมอาจจะดวงไม่ดีหน่อย คุณแม่มาเสีย ก่อนท่านจะเสียท่านป่วยเป็นอัมพฤกษ์หวั่นเป็นอัมพาต ผมโทรไปลางานไปดูแม่ ผมก็ลาบ่อย คนเป็นลูกคงจะเข้าใจ ทีนี้เขาก็บอกคำที่ผมฝังใจมาทุกวันนี้ เขาถามว่า “เราเป็นหมอเหรอ” ไปแล้วรักษาได้หรือ เราเถียงก็ไม่ได้ เราแค้นเลยนะ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ต้องไปเมื่อนั้น ก็เก็บมาโดยตลอด แม่เสียไม่มีขอแสดงความเสียใจ หรีดก็ไม่มี เวลางาน 7 ปี จึงทำให้เราตัดสินใจออกจากงานตรงนั้นมา เราไม่ได้ใจเขาเลย พอตัดสินใจออกเสร็จก็มาอยู่กับบริษัทของเอกชนได้ประมาณ 10 ปีกว่าได้

                ก่อนที่จะถึงจุดเปลี่ยนมาถึงยุควิทยุชุมชนเข้ามาละ เราก็เหมือนอยากโตก็เลยตัดสินใจ แต่ก่อนที่จะออกผมก็ซื้อเวลาเยอะซื้อคลื่นโน่นคลื่นนี้ไว้แล้ว ก็วิ่งจัดแล้ว มีน้องๆในทีมไปช่วยจัด พอดูว่าเราเริ่มจะแข็งแรง มีช่องทางก็เลยมายืนด้วยตัวเราเองดีกว่า เลยลุกขึ้นมาทำสถานีตัวเอง”

 

 

ไม่ตัดสินใจวันนั้น ไม่มีวันนี้

                ทว่า การลุกขึ้นมาเปิดสถานีด้วยตนเองไม่ใช่งานง่าย ทั้งยังใช้ต้นทุนมากพอสมควร จึงจะได้มาซึ่งเครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ อีกทั้งความเสี่ยงที่จะไปไม่รอดก็มีสูง นั่นหมายความว่าหนี้สินจะตามติดมาเป็นจรวดเลยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ ประสบการณ์จะสอนคนเองว่าควรจะทำอะไร ไม่ควรทำอะไร

                “ผมเองพอมีโอกาสทุนก็ไม่มีหรอก เพราะตัวคนเดียวผมไม่มีหุ้นส่วนด้วย ครั้งแรกในชีวิตคุยกับแบงค์เพื่อที่จะกู้ผมเดินเข้าไปกู้ผมไม่มีความมั่นใจเลย แต่ผมเดาว่าที่ได้เพราะว่าเขาคงไม่ได้มองในแง่ธุรกิจ เพราะเขาเห็นมานานเขาก็ค่อนข้างจะรู้จักเรา รู้เครดิตส่วนตัวเรา ก็เลยปล่อยกู้เราออกมา ผมก็มาจัดสร้างซื้ออุปกรณ์การทำวิทยุ คือจริงๆ แล้วผมหาข้อมูล ศึกษาข้อมูลแล้วก็มาทำ ตอนทำนั้นผมก็มีทีมงานประมาณเกือบๆ ยี่สิบคน ผมก็จะมี 2 คลื่น คลื่นลูกทุ่งคลื่นหนึ่ง คลื่นสตริงคลื่นหนึ่ง แยกกันเลย ไม่มารวมกัน กลุ่มคนฟังก็แยกเลย

                ก่อนที่จะก้าวมาอยู่ตรงนี้คือเราไม่เคยทำ เป็นลูกน้องเขามาทั้งชีวิต นานนะ กลัวมาก ถ้าเราทำไม่ได้ อันดับแรกเลย มันไม่ขาว มันจะดำๆ มาก่อน มาเป็นเทาๆ แล้วเราจึงตัดสินใจได้ เราไม่คิดว่าเราจะประสบความสำเร็จได้ เราคิดว่าถ้าเราอยู่ไม่ได้เราจะทำยังไง หนี้เราจะมีขึ้นมาทันที แล้วเราจะไหวไหม คิดเยอะมาก เมื่อมองย้อนกลับไปก็เหมือนรักตัวเองตรงที่ตัดสินใจตรงนี้ เพราะถ้าเราไม่กล้าตัดสินใจ ณ วันนั้น เราก็ไม่มี ณ วันนี้เหมือนกัน”

 

ผักบุ้งแถวสถานีเตียนหมด

วรพลครองชีวิตโสด ไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว คุณแม่เสียตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ส่วนคุณพ่อก็มาจากไปตั้งแต่ตัวเขาเองอยู่ ม.2 ภาระหน้าที่ของเขาก็คือการส่งเสียให้หลานๆ เรียนหนังสือ ชีวิตที่ผ่านมาของเขาไม่ต่างกับคนทั่วไปที่ต้องดิ้นรนเพื่อแสวงหาช่องทาง โอกาส ภายใต้ความอดทนไร้ขีดจำกัด

“เมื่อก่อนอยู่ที่สถานีเพราะเป็นสถานีหลักกองบินสถานีวิทยุทหารอากาศ 05 กองบิน 53 อ.เมือง ประจวบคีรีขันธ์ คลื่น 91.25 มีรุ่นพี่เป็นผู้หญิงเป็นคนพะเยา อยู่กับผม 2 คน ทางบริษัทมีข้าวสารให้ บ้านพักให้ แต่เงินไม่พอ จะใช้ฟุ่มเฟือยไม่ได้เลย ผมส่งกลับบ้านเดือนละ 1 พันบาท พี่ผมบอกเก็บไว้ใช้เหอะ

 ผมเข้าทำงาน 3 วันผมได้จัดรายการเลย การจัดรายการยากมากมันต้องไปฝึกก่อน แล้วเมื่อก่อนไม่ได้สบายและไม่ได้เข้าไปทำเลยนะครับ เช้ามาต้องไปปัดกวาด ล้างห้องน้ำ เช็ดกระจก เปิดเพลงเปิดแผ่นให้เขาแล้วค่อยพัฒนามาเป็นคนคอนโทรล  ดีขึ้นมาหน่อยมานั่งอ่านข่าวต้นชั่วโมง ประกาศข่าว ได้จัดรายการเวลาคนฟังเริ่มน้อยก่อน ผมจัดรายการเดือนเดียวมีลูกค้าเข้ามาซื้อเวลา เราก็จะได้รับค่าจัด ก็โชคดีได้เงินเพิ่มเติมขึ้นมาหน่อย เดือนหนึ่งก็ได้ประมาณ 3 พันกว่าบาท

                ผมเคยอุดหนุนน้ำพริกพี่จอร์น (ตลกแคระ) ผมนับถือในการสู้ชีวิตเพราะหลังจากที่สามี และลูกเขาเสีย เขากลับสู้ชีวิต และผมมองว่าการรักคนอื่นง่ายกว่ารักตัวเอง และผมอยากให้คนเราหันกลับมารักตัวเอง ดูแลตัวเอง ผมบอกกับตัวเอง ว่าอย่ามีมุมท้อนะ เพราะชีวิตผมมาน้อยกว่าคนอื่นเขา สักวันหนึ่งถ้าเราล้มจะมีคนคอยช่วยพยุงเราเอง สมัยก่อนผมทำงานตั้งแต่ชั่วโมงละ 8 บาท วันละ 8 ชั่วโมง เงินเดือน 1,950 บาท ผักบุ้งแถวสถานีเตียนหมด มาม่าซื้อทีเป็นลัง ผมกล้าพูดเพราะผมเคยทำมา

กว่าจะเป็นทุกวันนี้ไม่ใช่ทำงาน 3 ปี 5 ปี 7 ปีแล้วเป็นทุกวันนี้มันไม่ใช่ มันนานกว่านั้นเยอะเลย กว่าจะเป็นเจ้าของสถานีเกือบๆ 20 ปี ใช้ทุกอย่างเวลาประสบการณ์ ฉะนั้นทำอะไรก็แล้วแต่เราต้องมีความรู้เรื่องนั้นมากเลย คลื่นธุรกิจไม่เหมือนคลื่นจิตอาสา เพราะคลื่นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ได้ใส่ใจเรื่องธุรกิจมากมาย”

 

หัวใจของจิตอาสา

99.5 สถานีจราจรเพื่อสังคม เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ผู้ใช้รถใช้ถนน และประชาชนทั่วไปสามารถขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้สายด่วน 1255 ในกรณีที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถติดต่อได้ที่ 02-288-5050 หัวใจของการทำงานจิตอาสาที่แท้จริงหลายคนอาจไม่ทราบ เพราะงานจิตอาสามีหลายประเภท แต่ในงานวิทยุ วรพลให้ความหมายของจิตอาสาไว้ว่า “อย่าทำให้คนหมดหวัง”

                “หลักการทำจิตอาสา ผมใช้การสื่อสารในการช่วยเหลือคน เพราะผมจะทำหน้าที่ประสานงาน ผมคิดว่าทำยังไงถึงให้คนอยากทำดี ทำยังไงเพื่อให้คนอยากช่วยเหลือกัน ต้องทำให้คนรู้จักเราให้มาก 99.5 สถานีจราจรเพื่อสังคม เกิดมา 3 ปีกว่า คนก็ยังรู้จักเราน้อย ทางคลื่นไม่ได้ทำโฆษณา ไม่ได้ทำธุรกิจ นี่คือความแตกต่างจาก จส. 100 และ สวพ. เพราะที่นี่เป็นคลื่นจิตอาสา จะเน้นเรื่องจราจรเป็นอันดับ 1. (70%) 2. เรื่องสังคม (30%) สิ่งที่เราเจอคือ อารมณ์หงุดหงิดของผู้ที่โทรมาแจ้งเรื่อง เช่น เวลามีรถติดเพราะการจอดในพื้นที่ห้ามจอดเวลากลางคืน เราก็ต้องคิดแทนทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อความสบายใจของผู้ที่โทรมาแจ้ง ปัญหาต่างๆของพี่แท็กซี่ เช่น ผู้โดยสารไม่จ่ายค่าแท็กซี่ การจอดรถในจุดเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและอาชญากรรม การประสานงานทำคลอดบนรถ และการทำจิตอาสาต้องทำให้คนมีความหวังอย่าทำให้คนหมดหวัง”

                สำหรับผู้ที่ทำงานสื่อสารมวลชนหรือวิทยุนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้มากก็คือการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง เพื่อส่งสารไปถึงผู้ฟังอย่างถูกต้อง และเป็นตัวอย่างแนวทางให้กับคนวิทยุรุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาได้ศึกษา สำหรับคนวิทยุที่ได้รับรางวัลการใช้ภาษาไทยดีเด่น ถือเป็นความภาคภูมิใจในอาชีพอย่างสูง

                “เมื่อปีที่แล้วประมาณวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ผมได้รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นประจำปี ได้รับรางวัลที่ศูนย์วิจัยจุฬาพร เขาจัดงานกันที่นั่น ผู้ประกาศข่าวดีเจทั่วประเทศก็เข้ารับ รุ่นผมก็จะมีคนที่รับด้วยกันเท่าที่จำได้ มีคุณช่อผกา เป็นรางวัลของ กสทช. มีใบผู้ประกาศ มีมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน รุ่นปัจจุบันจะเป็นบัตรสีทองที่ออกโดย กสทช. ผมก็ได้รับมาเมื่อตอนได้รับรางวัล เหมือนเป็นอะไรที่ทำให้เราได้มีความสุขในสายงาน เป็นรางวัลที่เรายินดีด้วย เพราะผมคิดเสมอว่าเราเป็นคนไทย รักษาภาษาไทย คำนี้จริงๆ แล้วต้องรู้ว่าควรออกเสียงยังไงเป็น ห่วงถึงขั้นซีเรียสมาก

บางทีต้องพึ่งราชบัณฑิตยสถาน คือพอไม่รู้ก็เปิดดู แล้วโทรไปถามเจ้าหน้าที่ คำนี้อ่านว่ายังไงคำไทยที่เราเคยได้ยินมา แต่เราไม่มั่นใจเยอะอยู่พอสมควร ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เราจะต้องห่วงกันนะ วิทยุมันไม่มีภาพมันฟังแต่เสียงถ้าเราให้ข้อมูลที่ผิดไปคนก็จำแต่ข้อมูลผิดๆ แต่ทุกวันนี้คลื่นบันเทิงเขาไม่ได้เน้น เอามัน เอาฮา เขาพูดได้หมดทุกอย่าง แต่เวลาผมอ่านข่าวผมจะเน้นเป็นพิเศษ ผมจะสะพานกระเป๋ามาทำงานทุกวัน เพราะในกระเป๋าผมมีคู่มือราชบัณฑิตต้องติดตัว พอเห็นคำไหนไม่ได้ก็จะเปิดขึ้นมาดู เพราะบางที google ก็ช่วยเราไม่ได้ มันไม่ได้มีคำอ่านอันไหนที่เกินกำลังเรา”

 

ตามรอยเท้าพ่อ จงพอใจในสิ่งที่ตนมี

                นอกจากนี้ 99.5 ยังนำเสนอพระราชดำรัสของในหลวงออกอากาศเป็นประจำ ว่าด้วยเรื่องความพอเพียง ในหลากหลายมุมมอง เพื่อให้คนเมืองหรือผู้ที่รับฟังได้ฉุกคิด ถึงการปรับตัวให้เข้ากับสังคมในปัจจุบัน เสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ฟัง เราลองมาฟังแนวคิดที่เขาใช้พูดในรายการเพื่อส่งต่อไปยังผู้คนดูครับ

“พวกเราที่นี่นำเสนอพระราชดำรัสของในหลวงและคิดเป็นตอนๆออกอากาศอยู่แล้ว ในเรื่องความพอเพียง เราอย่าเปรียบเทียบตัวเรากับใครเขาในแง่ที่จะทำให้เราเสียกำลังใจไป เขามีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรูขับเราจะไปมองไม่ได้ จะทำให้เราท้อ เราต้องมองไปที่คนที่แย่กว่าเรา มองคนพิการ ขอทาน ทางเลือกในชีวิตเขาน้อย โอกาสเขาน้อยกว่าเรามาก ส่วนเราโอกาสในสังคมเราเยอะมาก คือเราอย่าไปมองอะไรที่มาบั่นทอนเสียกำลังใจ แล้วจงพอใจในสิ่งที่ตนเองมี มีความสุขกับมันให้ได้ เราทำอะไรก็ได้ที่สามารถทำได้แล้วมีความสุขเท่านั้นพอ ทำแล้วไม่เบียดเบียนคนอื่นก็ทำไป

เพื่อนบ้านก็สำคัญ ทักกันบ้าง คุยกันบ้าง เจอกันทักก่อนได้ เพื่อเราจะได้มิตรภาพกลับมา ผมว่าไม่มีใครเก่งรอบด้าน พร้อมทุกอย่าง 100% ผมเชื่อว่าไม่มี ฉะนั้นต้องมีสังคมเพื่อไว้เติมเต็มในสิ่งที่เราขาด คนที่เขามีก็มาเติมเต็มให้เรา แต่ในสิ่งที่เรามีเราก็ต้องแบ่งปันเขาด้วย มันเติมกันได้ แต่ถ้าสังคมไม่มีการเติมเต็มช่วยเหลือกันเลย ผมว่าน่าเป็นห่วง ยิ่งถ้ามานั่งจับผิดกัน คุณก็จะรู้ว่าไม่มีใครดีเลย คนที่ไม่ดีเอง คนที่ผิดพลาดเอง ต้องเปิดใจยอมรับฟังแล้วมานั่งมองในสิ่งที่เขาพูดว่าจริงไหม ทุกวันนี้ผมยังต้องเอารายการใส่ทัมบ์ไดรฟ์ คนที่ทำรายการถ้าไม่กลับมามองตัวเอง เราจะไม่รู้เลยว่าเราทำเอียงหรือตรง ดีหรือไม่ดี เราจะปรับอะไรมากน้อยยังไง การปรับจำเป็นครับ แต่เราฟังเองดีกว่าให้คนอื่นบอก แต่ก็ต้องรับฟัง”

                และนี่ก็คือสถานีวิทยุจิตอาสาเพื่อสังคม 99.5 กับกลุ่มคนที่อุทิศตัวเพื่อช่วยเหลือสังคมในแบบที่ตนทำได้ ยังมีเครือข่ายหน่วยงาน และสมาชิกอีกนับหมื่นคนที่พร้อมใจไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในที่เกิดเหตุ ตามที่แจ้งมาทางหมายเลข 1255 คลื่น 99.5 จึงเป็นเสมือนแหล่งรวมพลเมืองดี รวมน้ำใจเพื่อสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ ช่วยกันบรรเทาปัญหาต่างๆ คนละไม้ละมือ ไม่จำเป็นจะต้องรู้จักกันเลย แค่รู้ว่าอยู่สังคมเดียวกันก็พอ

“การโกง การคอร์รัปชั่น ถ้ามีจิตอาสาในตัว คุณจะละอายไปเอง แล้วจะไม่กล้าทำ” วรพล ทักษิณพิลากล่าวทิ้งท้าย

 

พบเห็นอะไรก็แล้วแต่ในสังคม ของหาย เก็บของได้ อุบัติเหตุ รถชน ขอความช่วยเหลือ ฯลฯ สามารถแจ้งมาได้ที่สายด่วน 1255

ติดตามสถานีจราจรเพื่อสังคม FM 99.5 MHz ได้ตลอด 24 ชม.
เลขที่ : 33 – 35 ถนนพิษณุโลก แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 
หมายเลขโทรศัพท์ : 0-2288-5050 
หมายเลขโทรสาร : 0-2628-7224 
SMS : 452 2500 
อีเมล์ :  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  
เว็บไซต์ : WWW.TRS995.COM 
เฟสบุ๊ค http://www.facebook.com/fm995 
ทวิสเตอร์ http://twitter.com/fm995radio

เรื่อง-ภาพโดย  กรวิก อุนะพำนัก

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.