Featured

Alliance

 

 

 

 

 


กฤษณา ไกรสินธุ์ : ผู้ปิดทองหลังพระ

 “ดิฉันต้องการให้พวกเขาทำเองให้พึ่งตนเอง ดิฉันเชื่อว่า ถ้าเขาอยากกินปลา เราก็ควรสอนเขาตกปลาเอง ไม่ใช่ว่าเอาปลาไปให้เขากิน เพราะไม่อย่างนั้น เขาจะไม่มีวันพึ่งตัวเองได้”

 


เภสัชกร ขวัญใจคนยาก

           ศาสตราจารย์ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เจ้าของรางวัลรามอน แม็กไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี พ.ศ. 2552 ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวถึงปณิธานอันแน่วแน่เมื่อครั้งที่เธอตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เพื่อไปช่วยเหลือชาวแอฟฟริกาก่อสร้างโรงงานผลิตยาต้านโรคเอดส์และยารักษาโรคมาลาเรีย ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในทวีปแอฟริกา พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้และฝึกสอนบุคลากรของโรงงานผลิตยา โรงพยาบาล และสถาบันวิจัยและควบคุมคุณภาพยาแห่งชาติในทวีปแอฟริกา 15 ประเทศ ให้สามารถผลิตยาต้านเอดส์และยารักษาโรคมาลาเรีย เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยชาวแอฟริกาอีกหลายล้านคนโดยไม่หวังผลกำไร

            ปัจจุบันเธออายุ 61 ปี เป็นคนเกาะสมุยโดยกำเนิด จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเภสัชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ.2518 ระดับปริญญาโทด้านเภสัชวิเคราะห์ (Pharmaceutical Analysis) จากมหาวิทยาลัย Strathclyde สหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2521 และระดับปริญญาเอกด้านเภสัชเคมี (Pharmaceutical Chemistry) จากมหาวิทยาลัย Bath สหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2524 ในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เธอทำงานในอุตสาหกรรมยาในหลายบทบาท อาทิ การควบคุมคุณภาพยา การผลิตยา การวิจัยและพัฒนายา การพัฒนาธุรกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์เคมีและผลิตภัณฑ์เภสัชธรรมชาติ

           “ดิฉันเป็นคนเกาะสมุย พ่อเป็นหมอ แม่เป็นพยาบาล คุณตาเป็นหมอแผนโบราณ คุณยายเป็นแม่ชี ดิฉันอยู่ในแวดวงนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็มาเรียนคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้อยากเรียนเภสัชฯ เท่าไหร่หรอก อยากเรียนทางศิลป์มากกว่า เพราะเราก็ชอบดนตรี ละคร อะไรต่างๆ แต่ที่บ้านก็ทิศทางนี้ พอเรียนจบ (ปริญญาโท สาขาเภสัชวิเคราะห์ ม.สตราห์ไคลด์ และปริญญาเอก สาขาเภสัชเคมี ม.บาธ ประเทศอังกฤษ) ก็กลับมาเป็นอาจารย์อยู่ ม.สงขลานครินทร์ 2 ปี จึงลาออกมาทำงานอยู่ที่องค์การเภสัชกรรม”

เหตุผลในการลาออกจากการเป็นอาจารย์ของเธอก็คือ “เบื่อ” เพราะยังไม่ได้ใช้วิชาความรู้ที่มีอยู่ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มที่ กอรปกับนโยบายขององค์การเภสัชกรรมนั้นตรงกับปณิธานของเธอเองคือ ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน และอีกประการสำคัญคือ เธอต้องการผลิตยาที่มีคุณภาพให้กับคนไทยตามที่เธอได้ร่ำเรียนมา

ผลิตยาเพื่อคนทั้งประเทศ

            โรคเอดส์พบในไทยครั้งแรกราวปี พ.ศ.2526 และเริ่มแพร่กระจายไปสู่ผู้ที่ไม่รู้อิโหน่เหน่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี พ.ศ.2535 เช่น ผู้หญิงบางคนติดเชื้อจากสามีแล้วแพร่ไปสู่ลูกในท้อง เหล่านี้เป็นที่สงสารและหดหู่ใจแก่ผู้พบเห็นรวมถึง ดร.กฤษณา เองด้วย เธอจึงตัดสินใจที่จะช่วยเหลือเด็กโชคร้ายเหล่านั้นด้วยเหตุผล “เด็กคืออนาคตของชาติ” หลังจากนั้นเธอจึงใช้เวลาศึกษาคิดค้นอยู่ 3 ปี กว่าจะสำเร็จได้ในปี พ.ศ.2538 ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่สามารถผลิตยาสามัญชื่อว่า “ยาเอดส์” ได้

            “กว่าจะศึกษาและผลิตยาขึ้นมาได้ก็ต้องเจอกับอุปสรรคหลายอย่าง ตั้งแต่วัตถุดิบที่เราต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศและนำมาพัฒนาให้มีคุณภาพเทียบเท่ากับยาที่ผลิตจากต่างประเทศ ต้องไปเจอกับคนที่ขัดขวางเราเกี่ยวกับการผลิตยาตัวนี้ทั้งในองค์การเภสัชฯ เอง รวมทั้งในต่างประเทศด้วย ซึ่งชื่อของดิฉันถูกบรรจุอยู่ในแบล็กลิสต์ของบริษัทยาเกือบทุกบริษัท มีคดีต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกับบริษัทยาด้วย ซึ่งคิดว่าคงมาจากเรื่องของผลประโยชน์ เพราะถ้าดิฉันผลิตยาได้สำเร็จยอดขายของผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็ต้องตกแน่นอน เพราะว่าราคาต่างกันค่อนข้างมาก”

            ยาตัวแรกที่เธอผลิตได้ คือ ZIDOVUDINE (AZT) เป็นยาที่ช่วยลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก จากราคาเดิมแคปซูลละ 40 บาท แต่เธอผลิตเองได้ในราคา 7 – 8 บาทเท่านั้น จึงเป็นที่มาของเรื่องราวการฟ้องร้องจากบริษัทยา เพราะยาบางตัวเดิมทีขายอยู่ที่แคปซูลละ 284 บาท แต่เธอก็ทำในสิ่งไม่คาดฝันว่าจะผลิตออกมาขายได้ในราคาแคปซูลละ 8 บาท

            “ดิฉันถือว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะตบหน้าใคร หรือมาทำให้ยอดขายของบริษัทไหนลดลง จากนั้นดิฉันก็ผลิตยาตัวอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีคนเข้ามาช่วยมากขึ้น มียาตัวหนึ่งมีชื่อเสียงมาก คือ GPO-VIR เพราะปกติแล้ว ผู้ป่วยเอดส์จะต้องกินยาหลายชนิดร่วมกัน คือประมาณครั้งละ 3 เม็ด ในหนึ่งวันต้องกินเช้า, เย็น คือ 6 เม็ดต่อวัน แต่ดิฉันสามารถนำตัวยาตัวนี้มารวมกันได้ ถ้าถามว่า ทำไมต่างประเทศเขาไมทำกัน คำตอบคือ เขาทำไม่ได้ เพราะว่ามันติดลิขสิทธิ์ของแต่ละบริษัท แต่เราทำได้เพราะเป็นของเราเองทั้งหมด ผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทยจึงโชคดีกว่าผู้ป่วยที่อื่นเพราะค่าใช้จ่ายลดลง และวันหนึ่งก็กินยาแค่ 2 เม็ดเท่านั้น”

            ด้วยราคายาที่ถูกลง จึงทำให้ปริมาณผู้เข้าถึงยาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือเรื่องการแจกจ่ายยาแก่ผู้ป่วยโรคเอดส์จำนวนพันคน ก็สามารถเพิ่มได้ถึงหมื่นคน ลดค่าใช้จ่ายยาต้านเอดส์ของผู้ป่วยจากเดือนละ 20,000 ถึง 30,000 บาทต่อคน เหลือเพียงเดือนละ 1,200 บาทต่อคนเท่านั้น

ร่อนเร่ผลิตยาเพื่อคนทั้งโลก

            เมื่อเห็นว่าการช่วยเหลือคนในประเทศไทยในด้านยาต้านเอดส์เป็นไปอย่างน่าพอใจแล้ว เธอจึงคิดถึงประเทศเล็กๆ ผู้ด้อยโอกาสในทวีปแอฟริกา หากพวกเขาได้รับการถ่ายทอดวิธีการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ด้วยตนเอง จะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้มากขึ้น เมื่อคิดดังนั้นเธอจึงยื่นเจตนารมณ์ไปยังองค์การอนามัยโลก

            หลังจากองค์การอนามัยโลกทราบถึงเจตนารมณ์ จึงเชิญ ดร.กฤษณา ไปที่แอฟริกาทันที เพื่อกำหนดทิศทางว่าจะสามารถช่วยเหลือประเทศใดได้บ้าง อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของไทยในเวลานั้นก็ได้กล่าวแสดงความช่วยเหลือต่อที่ประชุมองค์การอนามัยโลกไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้ทวีปแอฟริกาพากันชื่นชมประเทศไทยกันยกใหญ่

            เมื่อ ดร.กฤษณา กลับมาถึงเมืองไทย เธอถูกเรียกไปสอบถามว่า “องค์การเภสัชฯ จะได้อะไรจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีครั้งนี้?” คำตอบของเธอก็คือ “ไม่ได้อะไรเลย ที่ดิฉันอยากทำก็เพราะมันเป็นเรื่องของมนุษยธรรมและการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”

           “เมื่อรู้ว่าไทยสามารถทำยาต้านเอดส์ได้ นักการเมืองก็อยากให้ประเทศไทยและตัวเองมีชื่อเสียง เขาไปประกาศในที่ประชุมองค์การอนามัยโลกที่เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ว่า ประเทศไทยจะช่วยเหลือประเทศแถบแอฟริกาในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาต้านเอดส์ พูดไปทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าใครจะทำ เราในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบเพราะเป็นคนเขียนโครงการช่วยเหลือ ก็คิดว่าเราควรจะรับผิดชอบในคำสัญญาถึงแม้ตัวเองจะไม่ได้สัญญา เลยลาออกแล้วเดินทางไปแอฟริกา จริงๆ ก็ไม่ได้มีอุดมคติอะไรมากมาย เราทำหน้าที่ที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะทำ คือช่วยเหลือคนอื่นเมื่อมีโอกาส นี่เป็นคำสอนของคุณยายตั้งแต่เด็กๆ”

            ในที่สุด กันยายน พ.ศ.2545 ดร.กฤษณา จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เพื่อไปช่วยเหลือแอฟริกาอย่างเต็มตัว ทว่า การตัดสินใจในครั้งนั้น ไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอเลย แม้รัฐมนตรีเองก็ไม่ยอมเซ็นใบอนุมัติให้ ทั้งยังยื่นข้อเสนอให้เธอเปลี่ยนตำแหน่งมาเป็นที่ปรึกษาองค์กร แล้วนำยาไปขายในทวีปแอฟริกาแทน แต่ก็นั่นแหละ เธอปฏิเสธทุกข้อเสนอ แน่วแน่ ไม่เปลี่ยนแปลง...

            “ทวีปแอฟริกามีทั้งหมด 54 ประเทศ ที่ทำไปแล้ว 16 ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดของโลกเป็นอับดับหนึ่งจนถึงอันดับสี่ เราจะเลือกประเทศด้อยพัฒนาที่มีรายได้ประชาชาติต่ำมาก ต่ำกว่า 200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี บ้านเรา 3,000-4,000 เหรียญ เราทำงานของเราเองก็ไม่ต้องพึ่งใคร ไม่ต้องให้คนโน้นคนนี้สั่งถึงทำ”

            แต่เดิมออกจากประเทศไทยใหม่ๆ เธอได้ทำงานในองค์กรนานาชาติของยุโรป แต่ด้วยความรู้สึกที่ว่า บางทีบางครั้งเธอต้องทำตามที่เขาบอกให้ทำ ซึ่งบางทีอาจไม่จำเป็นสำหรับประเทศนั้นๆ เลย เธอจึงตัดสินใจทำโครงการส่วนตัวอย่างอิสระ ด้วยความคิดว่าเธอเองสามารถพึ่งพาตัวเองได้ สามารถเดินทางไปไหนโดยไม่ต้องของบประมาณจากใคร กว่า 10 ปีแล้วที่เธอทำโครงการส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ

เหยียบแผ่นดินแอฟริกา

            “เมื่อไปถึงก็ถามว่า ไหนล่ะ จะให้ทำยาตรงไหน เพราะมองไปก็มีแต่เนินเขาเต็มไปหมด นั่นหมายความว่า เราต้องเริ่มตั้งแต่วาดแปลนโรงงานที่จะใช้ผลิตยากันเลย ปลุกปล้ำอยู่ 3 ปี”

             การเดินทางไปสอนวิธีการผลิตยาที่แอฟริกาของเธอนั้นมีจุดหมายปลายทางที่ประเทศ “คองโก” เป็นประเทศแรก เป็นการเดินทางที่ต้องใช้คำว่า “ไปตายเอาดาบหน้า” เพราะไปอย่างไม่รู้อะไรเลย หนำซ้ำยังไปคนเดียวอีกต่างหาก หลังจากอยู่ที่คองโกได้ไม่นาน ก็มีคนมาติดต่อให้เธอไปช่วยทำยา เนื่องจากทราบข่าวการทำงานของเธอผ่านทางหนังสือพิมพ์ชื่อดังของประเทศเยอรมันฉบับหนึ่ง และเธอสัญญาว่าจะไปช่วยสอนให้ตามคำขอ

             ด้วยความที่การผลิตยาในทวีปแอฟริกานั้นดำเนินไปได้อย่างเชื่องช้า หากรออย่างเดียวก็คงเสียเวลาเปล่า ในเวลาเดียวกัน ดร.กฤษณา จึงต้องเดินทางไปที่ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายทั่วทั้งทวีป เพื่อจะสอนให้คนในประเทศนั้นผลิตยาเองได้ เพื่อจะนำมาช่วยเหลือผู้ป่วยภายในประเทศของตนเอง ไม่ต้องเสียเวลารอความช่วยเหลือจากประเทศยักษ์ใหญ่

            “บางคนมองว่าดิฉันบ้าหรือเปล่าที่จะไปสอนให้คนแอฟริกาทำยา ความจริงมันทำได้ เพราะแอฟริกาไม่ได้มีแต่คนโง่ทั้งทวีป ดิฉันเคยทะเลาะกับคนใหญ่คนโตที่เป็นชาวแอฟริกัน เนื่องจากเขามาพูดกับดิฉันว่า ‘เธอไม่มีทางทำอะไรในแอฟริกาได้สำเร็จ เพราะเธอไม่ใช่คนแอฟริกัน เธอไม่รู้จักคนแอฟริกันดี’ ดิฉันโกรธมาก เพราะรู้สึกว่าเขาเป็นคนแอฟริกันแท้ๆ ยังดูถูกพวกเดียวกันเอง เลยสวนกลับไปว่า ‘ถ้าฉันทำยาได้สำเร็จเมื่อไหร่คุณเป็นคนแรกที่ฉันจะบอก’ แล้วดิฉันก็บอกเขาเป็นคนแรกจริง ๆ”

            ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ายาต้านไวรัสเอดส์ ชื่อ AFRIVIR ซึ่งมีส่วนผสมเหมือนกับยาที่ประเทศไทยทุกอย่างจะถูกผลิตขึ้นได้สำเร็จในประเทศที่มีความขัดแย้งมากที่สุดในโลก คือประเทศคองโก “ทวีปแอฟริกา” เป็นแห่งแรก หลายคนอาจสงสัยว่าตัวยาก็เหมือนกัน ทำไมไม่เอายาจากประเทศไทยไปขายเสียเลย – คำตอบของเธอชัดเจนครับ

         “ดิฉันต้องการให้พวกเขาทำเองให้พึ่งตนเอง ดิฉันเชื่อว่า ถ้าเขาอยากกินปลา เราก็ควรสอนเขาตกปลาเอง ไม่ใช่ว่าเอาปลาไปให้เขากิน เพราะไม่อย่างนั้น เขาจะไม่มีวันพึ่งตัวเองได้”

          ยาตัวแรกที่ ดร.กฤษณา เป็นคนคิดค้นและผลิตเองได้ในปี 2546 ที่ทวีปแอฟริกา คือ ยามาลาเรีย เพราะอัตราการเสียชีวิตของคนแอฟริกันใน 1 ปี จะเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรียกว่า 2 ล้านคน และเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ราว 1 ล้านคน ยามาลาเรียจึงจำเป็นอย่างมาก กอรปกับเมืองไทยเคยวิจัยยาต้านมาลาเรียจากสมุนไพรจีนมาแล้ว เธอจึงนำความรู้ตรงนี้มาช่วยเหลือ ส่งผลให้ยามาลาเรียเป็นยาที่ขายดีที่สุดในประเทศ “แทนซาเนีย” ชื่อยา THAI-TANZUNATE ซึ่งเป็นยามาลาเรียที่ราคาถูกที่สุดในโลก เดิมบริษัทยาอื่นขายกันที่ราคาเม็ดละ 8 ยูโร ประมาณ 360 บาท แต่ราคาที่เธอผลิตได้อยู่ที่ราคาเม็ดละ 80 เซ็นต์ คือ 36 บาทเท่านั้น

         “เนื่องจากไปทำงานในประเทศที่ด้อยพัฒนามากเพราะฉะนั้นก็เริ่มต้นจากศูนย์ เราก็เป็นจุดเล็กๆ ที่ไปช่วยสร้างให้คนมีความรู้ความสามารถ ยกตัวอย่างประเทศโมซัมบีค มีประชากร 22 ล้านคน มีเภสัชกรทั้งประเทศแค่ 80 คน มีเภสัชกรรุ่นแรกที่จบมาเกือบ 10 ปีแค่ 3 คน ฉะนั้นไม่มีนักวิจัยหรอก เราก็ไปเริ่มงานกับใครก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นเภสัชกร ทุกคนก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ ก็ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสถานที่นั้นๆ บางที่เราก็ต้องดัดแปลงเพื่อทำยาให้ได้ในสภาวะที่ขาดแคลน วัตถุดิบใช้จากประเทศจีน ตัวเองเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นั่นเลยได้ซื้อวัตถุดิบในราคาที่ถูกมาก บางที่จีนก็บริจาคเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตยามาให้ด้วย”

 

เส้นบางๆ ระหว่างอุทิศชีวิตกับเสี่ยงชีวิต

            ท่ามกลางกลิ่นอายความรุนแรงที่ยังไม่เจือจางในคองโก ปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นราวกับแสงอาทิตย์แจ่มจ้าในยามค่ำคืน, เธอตื่นขึ้นกลางดึกด้วยความแปลกใจว่าทำไมเช้านี้จึงมาถึงเร็วกว่าปกตินัก นั่นเป็นความเข้าใจผิด มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ใดๆ หากเป็นระเบิดที่ถูกยิงมาตกข้างๆ บ้านพักของ ดร.กฤษณา ซึ่งเป็นความผิดพลาดของผู้ยิง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือบ้านของเธอเอง

            “ระเบิดที่เขายิงมา มีเป้าหมายที่บ้านพักของดิฉัน แต่เขากะพลาดไปหน่อย เลยไปตกข้างๆ บ้านแทน คิดว่าคงเป็นฝีมือของพวกที่เขาคิดว่าดิฉันเป็นศัตรูนั่นแหละค่ะ”

            มีหลายเหตุหลายปัจจัยที่เธออาจถูกมองว่าไม่น่าไว้วางใจในทวีปที่แร้นแค้น แต่ประการสำคัญก็คือการที่เธอมาช่วยสอนผลิตยา ทำให้ราคายานั้นถูกลงอย่างน่าใจหาย สร้างความเสียหายแก่บริษัทยาที่ขายอยู่เดิม แต่จุดประสงค์ในการทำงานของเธอมีอย่างเดียวคือ “ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์” แม้จะอยู่ท่ามกลางความรุนแรงและโรคติดต่อต่างๆ นาๆ

            ในวันที่ร้อนอบอ้าวขนาดเอาสเปรย์ฉีดหน้าแล้วระเหยไปในทันใด ดร.กฤษณาได้รับคำเชื้อเชิญจากผู้อำนวยการองค์การเภสัชฯ ว่าอยากให้เธอไปช่วยเหลือเรื่องการผลิตยาในประเทศ “ซูดาน” ณ เวลานั้นประเทศซูดานมีความขัดแย้งทางศาสนาอย่างรุนแรงทางตอนเหนือและตอนใต้ซึ่งมีการสู้รบกันตลอดเวลา, เธอจึงถามผู้เชื้อเชิญว่า “ถ้าให้ดิฉันไปช่วยประเทศซูดานทางเหนือ จะทำยาแล้วส่งไปช่วยทางใต้ได้หรือเปล่า?”

คำตอบที่เธอได้รับคือ “ไม่ได้”

เธอจึงปฏิเสธการช่วยเหลือในทันที “จุดประสงค์ของดิฉัน คืออยากให้ทุกคนได้มีโอกาสใช้ยา แต่ถ้าเขายังมาแบ่งแยกกันอยู่ว่า ถ้านับถือศาสนานี้จะไม่แบ่งยาให้ เราก็ไม่อยากที่จะไปสอนให้เขาทำ”

            ครั้งหนึ่งที่ไนจีเรีย ดร.กฤษณาถูกเชิญไปบรรยายและช่วยเหลือด้านอุตสาหกรรมยา เธอเดินทางไปเพียงคนเดียวเหมือนกับหลายครั้งที่ผ่านมา แต่การเดินทางไปถึงสนามบินในยามวิกาลนับเป็นอันตรายอย่างมาก แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นระหว่างทาง

            “ปกติในตอนกลางวัน ที่นั่นก็อันตรายมากอยู่แล้ว แต่ดิฉันเดินทางไปถึงสนามบินตี 1 ครึ่ง ไปคนเดียวด้วย ไม่มีใครมารับ ก็นั่งแท็กซี่ไป ถูกคนเอาปืนมาจี้ 5 ครั้ง แต่ดิฉันไม่มีทรัพย์สินอะไรติดตัวไปเลย มีแต่เสื้อผ้ากับเงินอีก 100 เหรียญ ก็บอกเขาไปว่า ‘ฉันมาช่วยคนในประเทศเธอนะ อยากได้อะไรก็เอาไปเลย’

            สรุปว่าทั้ง 5 ครั้งที่มีคนมาจี้ไม่มีใครเอาเงินของดิฉันไปเลยสักเหรียญเดียว แต่ระยะทาง 20 กม.ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง เพราะมัวแต่เสียเวลาโดนจี้ เดินขึ้น-ลงรถ พูดคำเดิมอยู่นั่นแหละ เขาขู่เราด้วยคำเดิมๆ เราก็ตอบไปเหมือนเดิม ไม่รู้ด้วยว่าคนที่จี้หน้าตาเป็นยังไง เพราะมันมืดมาก เห็นแต่ลูกตากับฟัน”

 

เก็บเกี่ยวระหว่างทางชีวิต

ตลอดระยะเวลาแห่งการทำงานทั้งในไทยและแอฟริกา มีรางวัลเกียรติยศผ่านเข้ามาในชีวิตเธอมากมาย เธอว่ามันไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต ซ้ำยังไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับรางวัลที่ได้รับแม้แต่น้อย

            “ไม่ได้รู้สึกดีใจตื่นเต้นกับรางวัลที่ได้รับ อันนี้เป็นมานานแล้วตั้งแต่เรียนหนังสือจนจบปริญญาตรี-โท-เอก ไม่เคยไปรับปริญญาสักใบ คนเราจะมีคุณค่าอยู่ที่การกระทำไม่ใช่ปริญญา แต่ก็ขอบคุณที่เขาเห็นคุณค่าเรา ปีที่ได้รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2552 ปีนั้นได้รับรางวัล 19 รางวัล บางรางวัลก็ส่งคนอื่นไปรับแทนเพราะไปไม่ไหว ต้องเดินทาง งานก็ต้องทำ ทุกรางวัลก็ส่งกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ที่ตัวเอง”

            หลายคนอาจสงสัยว่าอะไรกันที่สร้างให้ผู้หญิงคนหนึ่งกล้าคิด กล้าทำได้ถึงขนาดนี้ เส้นทางระหว่างชีวิตของเธอยาวเหยียดและเร่ร่อน ต้องไปอาศัยใช้ชีวิตในถิ่นที่กันดาร อันตราย และไม่มีความแน่นอนใดๆ ทั้งไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกเหมือนที่บ้านตนเองแม้แต่น้อย มันไม่ใช่การไปเที่ยวเพียง 1 หรือ 2 สัปดาห์ หากมันกินระยะเวลายาวนานหลายปี วันนี้เธออาจอยู่ประเทศนี้ วันพรุ่งนี้เธออาจต้องไปอีกประเทศหนึ่งก็ได้ เป็นการทำงานอย่างอิสระก็จริง แต่ต้องใช้ความเพียรและและความอุสาหะเป็นอย่างมากในการอุทิศตัวเพื่อมนุษยธรรม จนเธอเองได้รับฉายาจากชาวแอฟริกันว่า “เภสัชกรยิปซี”

            “ความเพียรเนี่ย ดิฉันคิดว่าไม่มีใครสู้ในหลวงได้เลย ท่านไม่ใช่คนแล้วนะคะ ท่านเป็นเทพไปแล้ว ท่านเป็นต้นแบบของทุกๆ อย่าง เวลาเราท้อเวลาเราเหนื่อย ถ้าเรานึกถึงในหลวงเราคงท้อไม่ได้หรอก สิ่งที่เราทำมันน้อยมากเลยถ้าเทียบกับสิ่งที่ท่านทำ โครงการของพระองค์เองตั้งสามพันกว่าโครงการ ของดิฉันมีไม่กี่โครงการเอง ท่านเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เราทุกคน ต้นแบบของความเพียรที่ไม่รู้จักจบสิ้น เหมือนที่ท่านบอกว่าเราควรปิดทองหลังพระเยอะๆ เดี๋ยวมันก็ล้นมาข้างหน้าเอง”

            การนึกถึงพระเจ้าอยู่หัว นึกถึงสิ่งที่พระองค์ทำเป็นแรงผลักดันให้ ดร.กฤษณา ทำงานได้โดยไม่รู้สึกท้อ เป็นเสมือนตัวอย่างและแรงบันดาลใจสูงสุดให้เธอใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและมุ่งทำเพื่อผู้อื่นตามกำลังและความสามารถของตน

           “ถ้าเรานำทฤษฎีในเรื่องของความพอเพียงมาใช้ ประเทศเราก็จะไม่วุ่นวายเหมือนทุกวันนี้ เราเป็นประเทศการเกษตร เราก็ไม่รู้จะเน้นอุตสาหกรรมไปทำไม ถ้าเราไม่มุ่งเน้นวัตถุนิยมมากนักเราก็จะไม่เดือดร้อน เราก็อยู่แบบพอเพียงของเรา ซึ่งประเทศไทยมีทรัพยากรเยอะแยะไปหมดเลย แต่เราอาจจะต้องการวัตถุมากเกินไปรึเปล่า เราถึงลำบากอย่างนี้ เราไม่ค่อยมีความพอเพียงเท่าไหร่”

            ดร.กฤษณา เผยว่าการเดินทางทำให้เธอรู้จักตัวเองมากขึ้น ทั้งยังแข็งแรงขึ้นในด้านของร่างกายและจิตใจ มีความสุขได้ง่าย เข้าหาธรรมะได้ง่ายขึ้น พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี “เราไปอยู่กับคนจนอย่าคิดว่าเขาจนแล้วจะมีความทุกข์ เรามีความทุกข์มากกว่าเพราะยึดติดกับวัตถุมากเกินไป พอไปอยู่ที่นั่นเหมือนเป็นการไปปฏิบัติธรรม เหมือนไปเข้าค่ายอะไรอย่างนั้น รู้สึกตัวเองโชคดี แล้วคิดว่าจะเอาอะไรกันนักหนา เรามีชีวิตอยู่วันหนึ่งก็พอแล้ว เราก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง”

            ท้ายนี้ ขอน้อมนำพระราชดำรัสในหลวงมาเป็นบทสรุปที่ว่า “การทำงานด้วยน้ำใจรัก ต้องหวังผลงานนั้นเป็นสำคัญ แม้จะไม่มีใครรู้ใครเห็น ก็ไม่น่าวิตก เพราะผลสำเร็จนั้น จะเป็นประจักษ์พยานที่มั่นคง ที่พูดเช่นนี้ เหมือนกับสอนให้ปิดทองหลังพระ การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้”

 เรื่องและภาพ : กรวิก อุนะพำนัก

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.