Featured

Alliance

 

 

 

 

 


“เกษตรสรรพสิ่ง” ทางเลือกของคนรุ่นใหม่

 

“...หากเกิดอะไรขึ้นมาในประเทศคนเมืองจะตายก่อนเพราะทำอะไรไม่เป็นเลย แต่เราสามารถอยู่รอดได้สบายเพราะเรามีความรู้ตรงนี้แล้ว

คนที่เขาจบดอกเตอร์ยังไม่สามารถทำเรื่องง่ายๆ อย่างนี้ได้เลย…”

 

เรียนรู้ที่จะเข้าหาธรรมชาติ 

“เกษตรสรรพสิ่ง” ทางเลือกของคนรุ่นใหม่

                เสียงเป็ดร้องระงมแต่เช้าตรู่ เป็นสัญญาณว่าสรรพสิ่งตื่นขึ้นแล้วพร้อมดวงตะวันในเช้าวันใหม่ เธอใช้เสียงนี้แทนนาฬิกาปลุก เพื่อตื่นลืมตามาพบกับนาข้าวที่ทุ่มกายเทใจดูแลมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 5 เดือน ที่ตัดสินใจหันหลังให้สังคมเมือง เพื่อก้าวเข้าสู่การเรียนรู้วิถีชีวิตซึ่งคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นอาชีพที่ไม่มีหน้าตาในสังคม ถ้าเทียบกับการเป็นมนุษย์เงินเดือนตามวิถีทุนนิยม

“อาชีพเกษตรกร”

ขัดเกลาชีวิต ด้วยวิถีเกษตร

                “โดยส่วนตัวแล้วการเกษตรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การตัดสินใจมาที่นี่คือการมาเรียนรู้ชีวิตมากกว่า เรียนรู้การพึ่งตนเอง เพราะเราอยู่แต่ในเมืองทำอะไรไม่เป็นเลย เขาใส่อะไรมาให้กินก็กินโดยไม่รู้ว่ามันคืออะไร ต้นมันเป็นยังไง เรียนรู้การปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ เรามาเพื่อเรียนรู้ชีวิตมากกว่า”

นี่คือเหตุผลหนึ่งในการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ “เกษตรอัจฉริยะ” ของ ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ หรือ เปิ้ล หญิงสาววัย 26 ปี ชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด หลังจากเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์จากประเทศออสเตเรียได้ไม่นาน เธอก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนของคุณพ่อถึงโครงการดังกล่าว สอดคล้องกับความเป็นคนรักสงบ เบื่อชีวิตที่ค่อนข้างรีบเร่งและวุ่นวาย นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ศิริวิมลถอดหน้ากากทางสังคมออก มุ่งสู่วิถีซึ่งช่วยขัดเกลาจิตใจเธอได้ด้วยการเกษตร

                โครงการ “เกษตรอัจฉริยะ” ทำนา 1 ไร่ได้เงิน 1 แสนบาท เปิดรับผู้ที่ต้องการทดลองทำการเกษตรด้วยตัวเองเพื่อการนำไปต่อยอด ตามแนวทางพระราชดำริ โดยกำหนดระยะเวลาอย่างต่ำ 5-9 เดือน หมายความว่าตลอดระยะเวลา 5 เดือนคุณต้องอยู่กินที่โครงการในฐานะ “นักเรียนประจำ” เพื่อศึกษาดูแลรับผิดชอบแปลงนา 1 ไร่ของตนเองซึ่งทางโครงการจัดไว้ให้ ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

                “ต้องบอกว่า ก่อนที่จะเข้ามาโครงการนี้ เราไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย เราเริ่มจากศูนย์ สำหรับบางคนก็เป็นเรื่องที่ง่ายเพราะเขาเคยทำมาก่อนแล้ว แต่สำหรับเรามันเป็นเรื่องตื่นเต้นมาก เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าก่อไฟยังไง เราอยู่ในวิถีชีวิตที่ว่าทุกอย่างมาเสิร์ฟอยู่ตรงหน้าแล้ว เราไม่รู้ว่าอะไรคือตะไคร้ อะไรคือข่า หลายคนก็บอกว่าไม่กลัวเหรอไปตั้ง 5 เดือน นาตั้ง 1 ไร่ ดูแลคนเดียวไหวหรือ แต่ตัวเองตัดสินใจแล้วว่าอยากไปเรียนรู้ชีวิต ยังไงก็ต้องไป”

                เหตุผลในการเข้าร่วมโครงการฯ ของนักเรียนแต่ละคนแตกต่างกันไป บ้างทดลองด้วยความอยากรู้ บ้างต้องการนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาผืนดินที่บ้าน แต่สำหรับเธอมันคือความท้าทาย คือการค้นหาและต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่างในตัวเอง ตามแบบของคนรุ่นใหม่ที่ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

                สองตีนเปลือยเปล่าเดินย่ำไปบนผืนนา 1 ไร่ ซึ่งทางโครงการ “เกษตรกรอัจฉริยะ” จัดไว้ให้ศึกษาทดลองด้วยความอุ่นใจไร้กังวลจากสารเคมีหรือโรคฉี่หนู เช้านี้เธอมีนัดโยนข้าวลงนา อันเป็นวิธีซึ่งผสานกันระหว่างนาดำกับนาหว่าน เรียกว่า “นาโยน” เป็นวิธีให้ต้นข้าวตั้งต้นโตตามธรรมชาติโดยไม่ต้องดำปัก แถมต้นข้าวยังเว้นระยะห่างเท่าๆ กันอีกด้วย การทำนาแต่ละครั้งก็จะมีเพื่อนนักเรียนต่างวัยต่างอาชีพ เช่น วิศวกร ช่างภาพ จิตรกร สถาปนิก เกษตรกร ฯลฯ มาช่วยกัน “ลงแขก” หมายความว่า เราช่วยเขา เขาช่วยเรา

              “ที่เรียกว่าโรคฉี่หนู ความจริงไม่ได้เกิดจากหนูเลย มันเกิดจากคนใช้สารเคมีในนาข้าว พอหนูเข้าไปกินข้าวในนาแล้วก็ฉี่ออกมา คนเองไปเหยียบก็เลยติดเชื้อ ความจริงถ้าไม่ใช้สารเคมี ฉี่หนูก็ไม่อันตราย เพราะหนูมันอยู่คู่นาข้าวมานานแล้ว คนต่างหากที่เป็นต้นเหตุในการใช้สารพิษมาทำร้ายตัวเอง”

               หากเป็นเกษตรกรที่ใช้สารเคมีในนาข้าวย่อมรู้กันดีว่า ผืนนาของตนนั้นมีพิษร้ายเคือบแฝงอยู่ เขาจึงจำเป็นต้องสวมถุงมือยางและรองเท้าบูธป้องกัน ทั้งยังไม่ยอมกินผลผลิตที่ตนเองปลูกขายด้วยซ้ำ เช่นนี้ ทุกข์หนักจะไปตกอยู่ที่ใครได้ นอกจากผู้บริโภคที่ให้ค่าความอร่อยและความสวยงามของอาหารเป็นหลัก

              “มันสอนเราเยอะเลยนะ แท้จริงแล้ว 1 ไร่ 1 แสนที่ว่าน่ะ สำหรับเราแทบไม่ได้ขายเลย แต่เรามีกินทุกอย่าง เราปลูกเองกินเอง ได้กินของดีมีประโยชน์ เหลือก็ขาย เรารู้แล้วว่าหากไปซื้อกินที่ตลาดก็เหมือนซื้อยาพิษกิน เราจึงมาคิดได้ว่า คำว่าพอเพียงของในหลวงก็คือการเลี้ยงตัวเองได้ เรารู้ว่าอะไรปลูกอยู่ตรงไหนลักษณะอย่างไร เห็ดขึ้นตรงไหน สมุนไพรใช้งานยังไง อันไหนกินได้ - ไม่ได้ หากเกิดอะไรขึ้นมาในประเทศคนเมืองจะตายก่อนเพราะทำอะไรไม่เป็นเลย แต่เราสามารถอยู่รอดได้สบายเพราะเรามีความรู้ตรงนี้แล้ว คนที่เขาจบดอกเตอร์ยังไม่สามารถทำเรื่องง่ายๆ อย่างนี้ได้เลย”

                นอกจากความเด็ดเดี่ยวในตนเองแล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่ผลักดันให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งก้าวเข้ามาเผชิญกับชีวิตจริงอย่างซึ่งหน้าอย่างนี้ – ที่นี่ ทุกคนจะมีแปลงนาของตนเองคนละ 1 ไร่ แบ่งพื้นที่เป็น 30 : 30 : 30 : 10 ในส่วนของพื้นที่ 10 เปอร์เซ็นนั้น (160 ตร.ม.) เป็นบ้านพักอาศัยหลังเล็กๆ ประกอบด้วยไม้อัดและสังกะสีตั้งอยู่เหนือร่องน้ำเลี้ยงปลาในเขตพื้นที่ 1 ไร่ของตนเอง ความกว้างของมันเพียงพอสำหรับคนคนเดียวเท่านั้น เป็นการอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่มีสิ่งบันเทิงใจมากไปกว่าวิทยุส่วนกลางซึ่งเปิดเพลงแผ่วเบาเคล้าการทำงานกลางแดดจ้าในแต่ละวัน

 

คล้อยตามฟ้า เข้าใจธรรมชาติ

                “เราก็เป็นคนหนึ่งที่กลัวงู กลัวตุ๊กแก กลัวจิ้งจก แต่พอมาอยู่ที่นี่เราได้เจอหมดเลย ทั้งหนู แมงมุม งู หนอน ตะขาบ มันเหมือนการฝึกตัวเองอย่างหนึ่ง การทำการเกษตรอย่างนี้ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น เราถอนหญ้าได้ไม่นาน แต่เดี๋ยวมันก็ขึ้นอีก ถอนอีกก็ขึ้นอีกอยู่อย่างนี้ เราเองต่างหากที่จะทำยังไงให้อยู่กับมันได้ ไม่ใช่ไปเปลี่ยนมัน ธรรมชาติเป็นสิ่งที่เกื้อกูลกัน เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ พอเข้าใจตรงนี้เราก็สามารถจะอยู่ที่ไหนก็ได้ อยู่ได้ด้วยความสบายใจ”

                การเป็นเกษตรกรในแบบที่ปรับตัวเข้าหาธรรมชาติยังทำให้เธอคนพบว่า ชีวิตคือการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ด้วยสำนวน “คล้อยตามฟ้า” หมายถึงการมีชีวิตอยู่อย่างไม่ฝืนธรรมชาติ มีความหมายทางการเกษตรอีกประการหนึ่งคือ ปลูกพืชตามฤดูกาล หน้าไหนควรปลูกอะไรก็ปลูก ไม่ฝืนด้วยสารเคมี เพราะประสบการณ์จากการนำผักไปขายที่ตลาดตามนโยบายของโครงการฯ สอนเธอว่า แม่ค้าในตลาดเองยังไม่กล้าจับพืชผักที่ตนขายด้วยมือเปล่าเลย เพราะกลัวสารพิษ ทั้งการนำทรายมาคั่วให้ร้อนนำไปโรยผักให้เป็นรูแหว่งเว้าเพื่อตบตาผู้บริโภคว่านี่คือผักที่มีหนอนกินไร้สารเคมี – สำหรับผู้บริโภคที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ มันคือการตายผ่อนส่งอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

                คำว่าทำนา 1 ไร่ได้เงิน 1 แสนบาท ตามชื่อโครงการนั้นสามารถทำได้มากกว่า 1 แสนบาท ขึ้นอยู่กับความรู้ความดูแลเอาใจใส่ของตัวนักเรียนเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หัวใจของโครงการคือการได้เข้ามาศึกษาวิธีการพึ่งพาตนเองซึ่งเป็นหัวใจของหลักเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนเรื่องเงินขึ้นอยู่กับว่าใครจะเน้นศึกษาเรื่องใดเป็นพิเศษ ทั้งการเกษตร การประมง หรือปศุสัตว์ เป็นต้น

สมัยนี้ปลูกผักกินเองดีที่สุด

                ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการซื้อผักผลไม้ในตลาดสมัยนี้เหมือน “ซื้อยาพิษกิน” เพราะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผู้ผลิตเขาใส่อะไรลงไปในพืชบ้าง มีการทดลองหนึ่งในโครงการชาวนาอัจฉริยะ ซึ่งนำบอระเพ็ดปักกิ่งในระยะห่างเท่าๆ กันรอบคันนา เพื่อให้เป็นอาหารของต้นข้าว จากนั้นลองนำข้าวมารับประทานดู ปรากฎว่าข้าวมีรสชาติขม จึงนำไปสู่การอธิบายได้ว่า เราให้พืชกินอะไรมันก็จะเป็นอย่างนั้น เช่นเดียวกับยาฆ่าแมลงที่เราฉีดให้พืชมากเท่าไหร่ มันก็จะดูซับติดตัวไปถึงผู้บริโภคมากเท่านั้น

                “เราอาจทำงานเก็บเงินเพื่อจะเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต หรือเพื่อเป็นทุนสักก้อนเพื่อทำธุรกิจ แต่เราหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เราซื้อกินอยู่ทุกวันมันมีสารพิษปนเปื้อนสะสมในร่างกาย เพราะเรามองข้ามความรู้ทางการเกษตรไป ใส่ใจแต่หน้าตาอาหาร ผลสุดท้ายเงินที่เราหาได้มาก็ใช้รักษาตัวเองหมด”

                วิธีที่ผู้บริโภคจะสามารถหลีกเลี่ยงได้ดีที่สุดคือ “การปลูกผักกินเอง” เพราะสมัยนี้เราไม่อาจรู้ว่าผักที่มีรอยแหว่งเว้าคล้ายหนอนกินจะไม่ได้มาจากทรายคั่ว หรือผักที่บอกว่าปลอดสารพิษตามตลาดทั่วไปจะเป็นผักที่ปลอดสารพิษจริงๆ การปลูกผักกินเองจึงเป็นการยืดอายุตัวผู้บริโภคเองไปในตัว โดยเฉพาะพืชผักสวนครัวซึ่งใช้พื้นที่ไม่มากแถมยังปลอดสารพิษอย่างแท้จริงอีกด้วย

                ศิริวิมล ถือเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นคุณค่าของการเกษตรแบบธรรมชาติ หรือเรียกอีกอย่างว่า “เกษตรสรรพสิ่ง” ซึ่งสอดแทรกเรื่องราวแง่คิดมากมาย ใช่เพียงการปลูกพืชและเก็บผลผลิตเท่านั้น หากยังทำให้คนรู้สึกและเข้าใจถึงแก่นแท้ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเข้าถึง และสิ่งนี้สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือการประกอบอาชีพอื่นๆ ได้อีกหลากหลาย

ปัจจุบัน เธอยังมีวิถีชีวิตเกษตรกรอยู่ในโครงการดังกล่าว ตั้งใจจะอยู่เก็บเกี่ยวความรู้ต่อไปจนถึงปีหน้า ด้วยความหวังว่าจะนำความรู้ไปสอนแก่เด็กๆ ในมูลนิธิต่างๆ ตามแผนอนาคตที่เธอวางไว้ต่อไป

“เชื่อไหม เราอยู่ใกล้กรุงเทพแค่นี้เอง (ปากเกร็ด) แต่เหมือนอยู่ไกลกันคนละโลก” เธอทอดสายตาไปยังผืนนากว้างไกล ท่ามกลางตะวันสีแดงที่กำลังคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ จนหมดวันในที่สุด

 

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดทางโครงการได้ที่

โครงการสอนให้เป็น “ชาวนาอัจฉริยะ” ความรู้ “ทำงาน 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสนบาท”400 วิชา 153/52 ม.3

หมู่บ้านเรสซิเด้นท์พาร์ค 4 ซอยคู้บอน 27 แยก 11 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม.11220

โทร.087-503-0526, 08-7794-7557 คุณอรพิน เยาวรัตน์(ต้อ)

โดย กรวิก อุนะพำนัก

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.